พีมูฟขยับ ยื่น 18 จังหวัด “ค้านออก 8 กม.ลูกพรบ.อุทยานฯ-เสนอแก้ 3 กม.แม่”

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ส่งตัวแทนยื่น 10 เหตุผลถึงนายกผ่าน 18 ศาลากลางจังหวัด 3 ภาค เรียกร้องให้ทบทวนการเตรียมออก 12 กฎหมายลูก พรบ.อุทยานฯ พร้อมเสนอแก้ 3 กฎหมายแม่แทน เผยกังวลทิศแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดินภายใต้พีมูฟ หลังธรรมนัสลาออก

(ภาพ : P-MOVE / chiangmainews)

ยื่นค้านผ่าน 18 ศาลากลางจังหวัด

ณัฐวุฒิ อุปปะ ผู้ประสานงานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-MOVE เปิดเผยว่า เมื่อ (14 กันยายน 2564) ที่ผ่านมาผู้แทนเครือข่ายภายใต้ P-MOVE ได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึงรัฐบาลผ่านกลไกจังหวัดที่ศาลากลางจังหวัด 18 แห่งพร้อมกัน เพื่อเรียกร้องให้มี ทบทวนการเตรียมออกกฎหมายลำดับรอง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และเสนอแก้ไขกฎหมายเดิมได้แก่ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 และพ.ร.บ.ป่าสงวนฯ

“จดหมายยื่นถึง ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ​ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี​ และวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังทราบข่าวว่าจะมีการนำเสนอกฎหมายลำดับรอง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เข้าครม.ทั้ง 4 ฉบับ (วันนี้) แต่ล่าสุดยังมีไม่ประกาศใดออกมา และติดตามความเคลื่อนต่อในอังคารหน้า

เรายื่นผ่านศาลากลางจังหวัด 18 จังหวัด ได้แก่ พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง อุตรดิตถ์ ตาก แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น ชัยภูมิ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี ภูเก็ต ระนอง พังงา ตรัง และสุราษฎร์ธานี มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตัวแทนรับหนังสือ” ณัฐวุฒิกล่าว

“ในเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ (20 สิงหาคม 64) ผู้แทนภาคประชาชนได้มีการเสนอแล้วว่าให้มีการทบทวนร่างกฎหมายลำดับรองทุกฉบับ ให้ชะลอการผลักดันฯ เสนอผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บนระบบ Zoom โดยมี พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ทว่าเมื่อวันที่ (26 สิงหาคม 2564) มีประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายลำดับรองประกอบพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 จำนวนทั้งสิ้น 12 ฉบับ และวันที่ (7 กันยายน 2564) มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 3/2564 ได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองที่ออกตามพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จำนวน 4 ฉบับ และเตรียมนำเสนอพิจารณารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนามนั้น แสดงให้เห็นถึงการไม่เคารพในการเจรจาและละเลยการรับฟังข้อเสนอของประชาชน

เราคิดว่าเขาจะเข้าอาทิตย์หน้า เมื่อวานก็เลยมีการยื่นหนังสือระงับยับยั้งการเอาเข้าครม.ก่อน ในเรื่องของกฎหมายลำดับรอง ซึ่งกฎหมายลำดับรองมีหลายฉบับมากที่จะต้องผ่านครม. เมื่อวานนี้ก็เลยมีไปการยื่นหนังสือถึงประยุทธ์ ประวิตร วราวุธ ให้ระงับยับยั้งให้การนำเข้าครม.ในวันนี้ก่อน แล้วก็รวมถึงว่าอาทิตย์หน้าก็จะมีการประเมินอีกทีว่าจะต้องมีท่าทีที่ชัดเจนว่า ยังไม่ให้ผลักดันกฎหมายลำดับรอง 4 ฉบับนี้เข้าครม.

ส่วนหลักๆผู้ว่าจะรับหนังสือและส่งไปตาม 4 ส่วน เพราะว่าอันนี้ กระบวนการมันอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรฯ และครม. ซึ่งโดยส่วนใหญ่ในแต่ละพื้นที่ก็รับฟัง รับปากว่าจะส่งหนังสือนี้ไปตามที่ฉบับแรกถึงคุณประยุทธ์ ฉบับสองเป็นคุณประวิตรในฐานะเป็นประธานแก้ไขปัญหาฯ อันนี้สามส่งวราวุธ รมว.กระทรวงทรัพฯ ว่าให้ระงับยับยั้งกระบวนการในกระทรวงในการผลักดันเรื่องระเบียบต่างๆ อันที่สี่ ส่งถึงกรรมธิการกฎหมาย กรรมมาธิการที่ดิน กับตัวแทนให้มีการตัวสอบเรื่องกระบวนการกฎหมายรับรอง 4 ฉบับ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด บทบาทผู้ว่าราชจังหวัดก็ส่งต่อตามที่หนังสือจ่าหน้าถึง

อาทิตย์หน้าดูเรื่องเนื้อหา ความกังวลประชาชน เพื่อนำไปสู่ว่าติดตามอังคารหน้าไปเข้าแก้ไขปัญหาตรงนี้ก่อน กระทรวงทรัพฯ เตรียมนำเข้าครม. อังคาร ครม.ก็จะเตรียมนำเข้าประชุม อยู่ที่เลขาครม.จะหยิบยกวาระไหนขึ้นพูดในวันนั้น จากนี้ไปจะต้องติดตามทุกอังคาร มันก็มีท่าทีชัดเจนว่าโอเคท่ามีปัญหาอยู่เราใช้ระงับการยื่นเข้าครม.ก่อนก็เป็นอีกทางหนึ่ง ซึ่งเขาไม่น่าทำ มีแนวทางว่าเขาจะผลักดันต่อ” ณัฐวุฒิ อธิบายที่มาของการเคลื่อนไหวครั้งนี้

จำนงค์ หนูพันธ์ (ภาพ : iLaw)

10 เหตุผลที่ควร “ทบทวน-แก้กฎหมาย”

จำนง หนูพันธ์ ประธาน P–move เปิดเผยว่า 10 เหตุผลประกอบการเสนอทบทวนและแก้กฎหมายลูกและกฎหมายแม่ดังกล่าวคือ 

  1. ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ร่างกฎหมายฉบับประชาชนกว่า 10,000 รายชื่อ ถูกเมิน 
  2. จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 5 มาตรา ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ประมาณ 80 ล้านไร่ ซึ่งมีพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 4.3 ล้านไร่ มีชุมชนอาศัยอยู่ 4,192 ชุมชน เสมือนการจัดตั้งประเทศป่าอนุรักษ์
  3. ไม่มีสิทธิชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ รวบอำนาจให้อธิบดีและเจ้าหน้าที่ชี้ชะตาว่าให้ “อยู่” หรือให้ “ออก” 
  4. ชุมชนดั้งเดิมอาจกลายเป็นผู้บุกรุก เนื่องจากไม่ได้พิสูจน์จากร่องรอยทำกินในพื้นที่ ใช้ภาพถ่ายทางอากาศซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ระบบเกษตรบางรูปแบบ เช่น ป่ายางพารา ซึ่งไม่ได้ปลูกต้นไม้เป็นแถว , ไร่หมุนเวียน 
  5. กีดกันคนหลายกลุ่ม เช่น คนที่ไม่มีบัตรประชาชน คนที่ถูกยึดที่ดินและดำเนินคดีจากการทำกินตามวิถีชุมชน
  6. ตีกรอบให้ใช้ประโยชน์ชั่วคราวและจำกัด เช่น ขออนุญาตอยู่อาศัยและทำกินได้ครั้งละ 20 ปี โดยถูกประเมินเป็นระยะ, เก็บของป่าและจับสัตว์น้ำได้บางชนิดแค่ 20 ปี โดยต้องมีการทดแทนใหม่ได้ในรอบ 1 ปี และอาจไม่สามารถจำหน่าย
  7. แม้ผลการพิจารณาเป็นที่ดินเดิมแต่อาจไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ เนื่องจากถูกพิจารณาเป็นแปลงล่อแหลมคุกคามต่อระบบนิเวศ ตามเกณฑ์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1, 2 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
  8. ทำลายคุณภาพชีวิต ลิดรอนสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน เช่น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้นโดยไม่ต้องใช้หมายค้นทั้งกลางวันและกลางคืน
  9. เพิ่มโทษรุนแรง คดีครอบครองที่ดินฯ จำคุก 4-20 ปี ปรับ 4 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท อาจเรียกค่าเสียหายด้วย กรณีพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1, 2 โทษหนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง คดีเก็บของป่า จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท
  10. เพิ่มความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน ทำลายความร่วมมือที่พยายามสร้างมานับสิบปี

เปิดเผย เหตุผลสำคัญในการจัดกิจกรรม “คือเราเคยประชุมกับทางกระทรวงทรัพยากรฯแล้วนะครับว่า“กฎหมายระดับรองมันไปละเมิดสิทธิชุมชนของพี่น้อง เดือดร้อนมากขึ้นกฎหมายที่ออกมาบางทีก็กลาย จากที่เคยอยู่กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษก็กลายเป็นผู้บุกรุกในที่ดินตัวเอง ซึ่งมันมีเยอะมากซึ่งมันมีตั้งแต่ปัญหากฎหมายทวงคืนผืนป่าของกฎหมายรัฐประหารนี้ ของรัฐบาลนี้ ซึ่งก็เคยคุยกันแล้วว่า อย่าพึ่ง แต่ว่าสุดท้าย ทางรมว.ก็พยายามที่จะเข้าครม.ซึ่งวันนี้ยังไม่เข้าซึ่งโชคดีไป” จำนงกล่าว

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี 2562 และเมื่อ วันที่ 26 ส.ค. 2564) ได้มีการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล (VDO Conference) โดยมี วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธาน ร่วมด้วยจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึง ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะฝ่ายเลขานุการ

กังวลทิศแก้ปัญหาพีมูฟ หลังธรรมนัสลาออก

จำนง อธิบายว่า ระหว่างที่กำลังอยู่ช่วงกำลังแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่ช่วงที่ ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังยืนยันว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องมาแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ถึงแม้ว่าท่านธรรมนัสจะออกไปแล้วคนใหม่ก็ต้องมาแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนเหมือนเดิมจะแก้ได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องมาดูกันที่ผลงาน

“กระทบแน่ เพราะท่านธรรมนัสเป็นตัวแทนเป็นประธานอนุกรรมการชุดใหม่ในการแก้ปัญหาของพี่น้องขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือของสมัชชาชนคนจน ที่ท่านประวิตร เป็นคนมอบให้ธรรมนัสดูแล แล้วก็ท่านก็ดูแลพื้นที่สปก. ด้วย โดยเฉพาะ พื้นที่สปก.หรือพื้นที่ปฏิรูป ซึ่งหลายพื้นที่ก็ได้แนวทางของท่านธรรมนัสในการแก้ปัญหา แล้วก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างลุล่วง

พอท่านธรรมนัสออก เราไม่แน่ใจว่าคนใหม่จะสามารถประสานต่อแนวท่านธรรมนัสหรือเปล่า หรือว่าเปลี่ยนแนวหรือว่าจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง อันนี้คือสิ่งที่พี่น้องภาคประชาชนกังวล 

เขาลงทุกพื้นที่ ที่มีปัญหาอย่างพื้นที่สุราษฎร์ธานี เชียงราย ยโสธร ศรีสะเกษ ลงเกือบทุกพื้นที่ที่เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ท่านก็จะลงไปแก้ปัญหา แล้วก็สามารถที่จะทำให้ท้องถิ่นที่มีปัญหากับพี่น้องภาคประชาชนสามารถที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองประกอบพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 จำนวนทั้งสิ้น 12 ฉบับ เตรียมประกาศใช้ 8 ฉบับ อีก 4 ฉบับเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมกันนี้ยังได้ขอบคุณอนุกรรมการฯ” จำนง กล่าว