แวะเยี่ยม

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 9 แวะเยี่ยม
ตาล วรรณกูล

(ภาพ: ตาลวรรณกูล)

จะด้วยสิ่งใดหรือไม่ก็อะไรสักอย่างที่ปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาตอนยามสี่ เสียงหมาที่เห่าหอนราวกับว่ามันได้พบเห็นอะไรที่ดูผิดหูผิดตา หรือเสียงครวญครางของนกกลางคืนที่ฟังดูเหมือนเสียงร่ำไห้โหยหวนนั้นไม่อาจทราบได้

แต่ทว่าเมื่อตื่นขึ้นแล้วผมก็ไม่มีกระจิตกระใจที่จะนอนต่อ ลุกขึ้นมานั่งอ้อยอิ่งบนเปลจุดบุหรี่สูบจนแสงแดงนั้นสว่างวาบเป็นจังหวะ ๆ ในเงามืด

มันเป็นคืนเดือนหงายที่ยังคงลอยเคว้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ดวงเกือบเต็มกลมสีเหลืองนวลส่องแสงสาดทะลุผ่านเงาดำของหมู่ไม้เป็นลำกระทบผิวของผืนดิน ผมนั่งดูมันร่ายรำอยู่อย่างนั้น เพราะสายลมที่พัดผ่านกระทบก้านกิ่งของต้นประดู่ และต้นยางนารุ่น ๆ ที่เพิ่งลงดินไม่กี่ปีไหวเอนสร้างเงาแสงที่เข้าจังหวะกับเรไรหรีดหริ่ง นั่นถือเป็นห้วงยามที่แสนจะอภิรมณ์ยิ่งนักกับการตื่นนอนก่อนไก่โห่เช่นนี้ 

หันมองเด็ก ๆ ทีมฟันน้ำนมที่นอนคุดคู้อยู่ในเปลที่ผูกเรียงราย เจ้าแบมนอนติดกับผม ถัดไปเป็นเจ้าไผ่ ถัดจากเจ้าไผ่เป็นเปลของเจ้าไอซ์ ดูทุกคนคงเหนื่อยล้าจากการตรากตรำกับการติดตามช้างป่าเพื่อเรียนรู้ชีวิตของพวกมันร่วมกันกับผม

ทุก ๆ คืนเราติดตามพวกมันไปถึงแหล่งหากินที่ใกล้บ้าง หรือไกลออกไปยังต่างหมู่บ้าน หรือต่างตำบล ตามแต่แผนการจะเดินทางของพวกมันในแต่ละคืน ซึ่งผิดกับค่ำคืนนั้นที่อยู่ ๆ พวกมันก็หายวับ ไม่ทิ้งร่องรอยให้ติดตาม ขณะที่ไอ้พลายหักก็หงุดหงิดจนผมตัดสินใจไม่ตามมันไป เราจึงยกเลิกภารกิจเพื่อกลับมาพักเอาแรงตั้งแต่เวลาห้าทุ่มเศษ ๆ และเมื่อถึงเปลนอนทุกคนก็เงียบสงบในเวลาต่อมา

ผมลุกไปหยิบเอาเม็ดกาแฟคั่วที่คนเลี้ยงช้างชาวกะเหรี่ยงจากอำเภอแม่แจ่มส่งมาให้ชิม มันเป็นกาแฟออร์แกนิคที่พวกเขาปลูกและแปรรูปของมันจากในหมู่บ้านเพื่อส่งขายไปทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์ ตลอดระยะเวลาหนึ่งหลังจากที่การแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ลุกลามรุนแรงอย่างหนัก พวกเขาก็หันมาขายเม็ดกาแฟคั่วบดตามแบบฉบับเพื่อเลี้ยงดูช้างของพวกเขา 

จะว่าไปแล้วความสัมพันธ์ของผมมีให้กับทั้งช้างป่าและกับช้างเลี้ยงราวกับว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่แฝงอยู่ในชีวิตและจิตวิญญาณ ซึ่งไม่สามารถหาคำอธิบายใดในทางวิทยาศาสตร์ที่จะคลี่ให้เห็นถึงความผูกโยงสัมพันธ์นั้นได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล

แต่อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะช้างเลี้ยงหรือช้างป่ามันก็ได้นำพาผมให้ไปรู้จักกับผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งจารีต ภาษา และเผ่าพันธุ์ จนกลายมาเป็นการเชื่อมร้อยมิตรภาพที่ดีงาม

ผมใช้เตาแก๊สสนามจุดไฟตั้งกาต้มน้ำร้อนเอาไว้ ขณะที่มือยังคงปั่นกระบอกบดเม็ดกาแฟเสียงดังครืดคราด ตอนนั้นเองกระแสลมก็พัดจากด้านขวาไปด้านซ้ายซึ่งสังเกตได้จากเปลวไฟบนเตาสนาม ไม่เพียงสายลมที่พัดหวนผิดทิศผิดทางแต่มันกลับนำกลิ่นสาบลอยคลุ้งเข้ามาเตะจมูกกลบกลิ่นกาแฟที่หอมกรุ่นไปเสียจนสัมผัสได้ว่าต้นทางของกลิ่นนั้นมันใกล้ผมเพียงใด

ผมหยุดปั่นและเอื้อมมือไปปิดแก๊สเพื่อจะไม่ให้เกิดเสียงใดใด เงี่ยหูฟัง แต่จนแล้วจนรอดก็ไร้เสียง มีเพียงกลิ่นสาบที่มีกลิ่นเหมือนกับยอดหญ้าใบไม้หมักหมมเป็นแรมเดือนเท่านั้นที่สัมผัสได้ หลายนาทีผ่านไปกลิ่นสาบนั้นยังคงอยู่และไม่มีทีท่าว่าจะสลายไป อีกทั้งยังรุนแรงขึ้นทุกขณะ ซึ่งทำให้แน่ใจว่าไม่ช้างตัวใดก็ตัวหนึ่งมายืนอยู่ไม่ห่างจากจุดที่ผมกำลังยืนดริปกาแฟมื้อเช้าที่แคมป์นั่น

ยิ่งผมนิ่งเท่าไร ความไว้ใจของสิ่งมีชีวิตอื่นก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น แต่กับช้างป่าผมเลือกที่จะไม่ให้มันไว้ใจผมในระยะแค่สิบเมตร-ยี่สิบเมตรเป็นอันขาด เพราะขึ้นชื่อว่าช้าง ช้างที่เป็นสัตว์ตัวโตมีน้ำหนักว่ากันเป็นตัน ๆ หากเผลอพลาดพลั้งก็อาจถูกมันเหยียบตายเอาได้ง่าย ๆ ถึงแม้มันจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม 

ผมค่อย ๆ วาดมือควานหาไฟฉายที่แน่ใจหนักหนาว่าหยิบมาวางไว้ตรงท้ายกระบะรถ แต่ยิ่งควานเท่าไรเหมือนมันจะยิ่งหลบมุดหนีมือผมไปเสียอย่างนั้น ขณะที่อะดรีนารีนจากกรวยตับกำลังทำหน้าที่ แข้งขา มือไม้ก็สั่นเทาเพราะคำสั่งจากสมองมันเร่งเร้าให้เกิดการตอบโต้กับกลิ่นที่มันถูกบันทึกไว้แล้วว่านั่นคือภยันตราย 

“ฟืดดด” ทันใดนั้นเองเสียงเป่าลมหายใจออกจากงวงคล้ายกับถอนหายใจก็ดังขึ้นมาจากด้านปากทางเข้าแค้มป์ที่อยู่ห่างออกไปราวยี่สิบเมตร

มันหมายถึงพฤติกรรมของช้างเมื่อสัมผัสได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตใดที่ไม่พึงประสงค์อยู่ใกล้ตัวมัน การกระทำเช่นนี้บ่งบอกถึงสัญญาณเตือนสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ว่าอย่าเข้าใกล้มันมากกว่านั้น เพราะหากขืนยังดื้อด้านมันอาจจะไม่ปราณี 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นผมจึงค่อย ๆ ย่องมาทางด้านซ้ายเพื่อจะหลบออกมาอยู่อีกฝากฝั่งของรถที่ผมจอดขวางอยู่ระหว่างปากทางกับแคมป์นอนของพวกเรา หมายจะใช้เป็นที่กำบังหากว่าช้างตัวนั้นหรือกลุ่มนั้นไม่สบอารมณ์และพุ่งใส่ผม

จะเคราะห์ดีอย่างไรไม่ทราบได้ เท้าผมก็ไปสะดุดกับไฟฉายเจ้ากรรมที่หล่นอยู่บนพื้น จึงหยิบมันขึ้นมา ชั้นแรกผมเงยไฟฉายขึ้นตั้งฉากกดสวิตส์เปิดจนไฟฉายแอลอีดีสีเหลืองนวลนั้นส่องทะลุทะลวงฝ่าละอองหมอกจาง ๆ เป็นลำขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นก็ค่อย ๆ วาดมันลงไปในทิศที่ได้ยินเสียงลมหายใจของช้าง ซึ่งไม่รู้ได้ว่ามีจำนวนกี่ตัว

เมื่อลำแสงกระทบดวงตาของมันส่งประกายสะท้อนเป็นสีแดงส้ม ภาพช้างพลายตัวเดียวตัวนั้นก็เด่นชัดขึ้นมา มันคือไอ้พลายหัก ซึ่งเมื่อตอนบ่ายของวันวานมันมีอาการหงุดหงิดฟาดงวงฟาดงาเพราะถูกขัดใจจากรถราและผู้คนที่ขวางทางเดินของมัน

เช้านี้มันอาจจะกลับเข้ามานอนและบังเอิญมาพบเจอกับสิ่งมีชีวิตต้องสงสัย ก็คือผมที่กำลังบดเม็ดกาแฟอยู่ตรงท้ายกระบะรถนั่น มันจึงหยุดเช็คดูให้แน่ใจว่าไอ้สิ่งมีชีวิตในเงาตะคุ่ม ๆ นั่นคือตัวอะไร แต่ที่น่าฉงนไปกว่านั้น คือมันหยุดอยู่นานสองนานเพื่ออะไรกัน? ทั้งที่มันก็น่าจะสัมผัสได้ว่าอะไรเป็นอะไร

“นี่เอ็งแวะมาหาพี่ถึงที่นอนเลยรึไอ้น้อง”

ผมตะโกนออกไปเช่นนั้น เพียงเพื่อให้มันรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มันกำลังสงสัยนั่นคือมนุษย์ ไม่ทันสิ้นเสียงมันยกงวงขึ้นชูหันหลังยกหางเกร็งวิ่งอ้าวออกไปโดยไม่มีเสียงร้องเลยสักแอะเดียว ผิดกันกับเมื่อช่วงบ่ายของวันวานที่มันโหวกเหวกโวยวายเสียงลั่นป่า

(ภาพ: ตาล วรรณกูล)