ไม่ให้ประกัน นักรณรงค์สิทธิบางกลอยยังเผชิญวิกฤตสิทธิในเรือนจำ กสม.ขยับช่วย

“ป่วยโควิดในคุก-ไม่ให้สิทธิประกันตัว” สองสถานการณ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนสำคัญล่าสุดที่ “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ นักรณรงค์เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิมนุษยชนกรณีกะเหรี่ยงบางกลอยยังคงต้องเผชิญต่อไป ทั้งที่สถานภาพตอนนี้คือ “ผู้บริสุทธิ์” หลังศาลยันไม่ให้ประกันตัว ส่งไปเรือนจำธัญบุรี

กสม. เผยกำลังทำเรื่องขอย้ายโรงพยาบาล แก้ปัญหาเบื้องต้น ระหว่างเจรจาประสานตำรวจและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อหาทางปลดล็อกวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง และการดำเนินคดีแกนนำทั้ง 5

ภาพธัชพงศ์ แกดำ ถูกนำมาทำเป็นป้ายรณรงค์ เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จ.เชียงใหม่ (6 ก.ย. 2564) (ภาพ : Jarik Krobtong)

ศาลยัน ไม่ให้ประกันตัว 

วันนี้ (11 ก.ย. 2564) ศาลจังหวัดธัญบุรีโดย 2 ผู้พิพากษา คือ โกสินทร์ หล่อนกลาง และปฐม สมบูรณ์ ได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทั้ง 5 คนโดยให้เหตุผลว่า 

“ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเพราะศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ลงวันที่ 3 กันยายน 2564 ข้ออ้างตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง” 

คำตัดสินดังกล่าวได้สร้างความผิดหวังและไม่พอใจให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมคาร์ม็อบ  #ม็อบ11กันยา ซึ่งรวมถึงภาคีSAVEบางกลอย และเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมทางการเมืองที่ยังถูกคุมขังโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม และข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน ได้มีการชุมนุมปราศรัยด้านหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี และมีการนำชื่อของ 2 ผู้พิพากษามาเขียนบนป้ายผ้าประกอบการตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมด้วย

แกนนำทั้ง 5 ที่ถูกคุมขังประกอบด้วย  “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี  “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “ณัฐ” ณัฐชนน ไพโรจน์ 

วานนี้ 10 กันยายน 2564 จากการรายงานบนเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ราชทัณฑ์ย้าย “บอย” ธัชพงศ์ หรือชาติชาย แกดำ ภาคีSAVEบางกลอย “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จังหวัดกรุงเทพฯ ไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีคำสั่งย้ายระหว่างที่พักรักษาอาการติดโควิด – 19 และถูกฝากขังเป็นเวลา 33 วันแล้ว

ชื่อสองผู้พิพากษาถูกนำมาเขียนบนป้ายชุมนุมบริเวณด้านหน้าศาลธัญบุรี วันนี้ (11 ก.ย. 2564) หลังจากที่ศาลตัดสินไม่ให้ประกันตัว (ภาพ : The Reporter)

ป่วย-ติดโควิดจากเรือนจำ ปัญหาสิทธิรักษาพยาบาล

“นายชาติชาย แกดำ หรือธัชพงศ์ แกดำ เป็นนักกิจกรรมร่วมทำงานในภาคีSAVEบางกลอย มีหมายจับและเข้ามอบตัวเมื่อวันที่ (9 สิงหาคม 2564) โดยจับในข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรคของสถานีตำรวจคลอง 5 ปทุมธานี ไม่เคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาก่อนและเป็นการเข้าเรือนจำครั้งแรก ถูกควบคุมตัวครั้งแรกตามหมายจับของสถานีตำรวจคลอง 5 เขตอำนาจศาลธัญบุรี ฝ.387/64 ศาลจังหวัดธัญบุรี

ศาลธัญบุรี มีคำสั่งให้ฝากขังและไม่อนุญาตให้ประกันตัว เวลาประมาณ 2 ทุ่ม และถูกนำตัวไปที่สถานกักขังรังสิต เพื่อกักตัวสังเกตอาการก่อน ตามมาตราป้องกันโรคติดต่อของกระทรวงสาธารณสุข

ต่อมาถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลสนามเมื่อวันที่ (24 สิงหาคม) และวันที่ (29 สิงหาคม 2564) ถูกส่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์

รายละเอียดอาการติดเชื้อโควิด ที่ญาติสามารถเยี่ยมสอบถามอาการผ่านการคุย conference มีรายละเอียด อาการเมื่อวันที่ (30 สิงหาคม) คือ มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หมอสั่งระวังห้ามกระแทกมีบาดแผล อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด แน่นหน้าอก หายใจติดขัด มีอาการไอ ความดันสูง แพทย์ให้ใช้ออกซิเจนช่วย ผลตรวจเลือด มีเกล็ดเลือดต่ำ

ทั้งนี้ อาการตามความเห็นของรพ.ราชทัณฑ์ (31 ส.ค. 2564) แตกต่างกับข้อมูลของญาติ ระบุว่า “อาการตอนนี้อยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์มาตั้งแต่ (24 ส.ค. 2564) O2satปกติ X-ray ปอด (2รอบ) มีจุดเล็กน้อยเรียกว่า happy pneumonia หายใจปกติ กินข้าวได้  สรุปอยู่ในกลุ่มสีเขียว”

ข้อสังเกตของเรามีดังนี้ สำหรับการประสานให้ไปรักษารพ.ด้านนอก ต้องเป็นการตัดสินใจจากความเห็นของแพทย์ ขณะนี้เท่ากับว่าทางราชทัณฑ์ยังเห็นว่ายังรักษาได้ทุกเคสทั้งเคสนักกิจกรรมที่ติดโควิด และเคสทั่วไป แต่สำหรับญาติเห็นว่าควรได้รับอนุญาตไปรักษาข้างนอก แต่ถ้าไม่ได้การประกันตัว ราชทัณฑ์ก็ต้องส่งเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างน้อยสองคน ซึ่งก็เป็นภาระเกินกำลังของราชทัณฑ์ 

อีกทั้งจะให้ใครออกไปรักษาบ้าง ทุกคนก็อยากออก แต่รพ.ราชทัณฑ์ยืนยันเรื่องศักยภาพของเขาในการรักษาพยาบาลแม้จะมีสถานการณ์โควิด 

ไม่มีใครกลัวเรื่องความรับผิดเรื่องการเสียชีวิตในการควบคุมตัวเลย ต่างไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กลัวเรื่องการฟ้องร้องคดีละเมิดสิทธิในด้านสุขภาพแต่อย่างใด

ความต้องการของเราคือการป้องกันความเสี่ยงในการเสียชีวิตหรือป่วยหนักจากโควิด และเราต้องการความเห็นทางการแพทย์ที่เป็นกลางเพื่อประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพและสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดี รวมทั้งสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว” แหล่งข่าวองค์กรพัฒนาเอกชน เปิดเผย

(ภาพ : สกสว.)

กสม. เผยกำลังเดินหน้าช่วยเหลือ เบื้องต้น “ย้ายโรงพยาบาล”

ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม.ได้เข้าเยี่ยมชาติชาย เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีโอกาสได้โทรศัพท์พูดคุยกับทั้งชาติชายและแพนกวิน สองแกนนำระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และได้พูดคุยกับผู้อำนวยการราชทัณฑ์ด้วย

“กสม. มีความเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นแตกต่างเรื่องการเมืองเป็นสิทธิของเขา ไม่ว่าคุณชาติชาย หรือคนอื่นมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของเขาได้ กรณีที่ แน่นอนดิฉันเคยคุยว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาควบคุม กรณีการแพร่ระบาดของโควิดมันอาจจะไม่เหมาะสมเพราะว่าการแก้ปัญหาเรื่องโควิด ต้องแก้ปัญหาด้วยพ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ 

ถ้าจะมีการแก้ปัญหานี้ จะต้องพ.ร.ก.ฉุกเฉินว่าด้วยการ พ.ร.บ.ควบคุมโรคต่างหาก ทางรัฐบาลก็มีแผนที่จะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วก็แก้ไขกฎหมายควบคุมโรคติดต่อ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำกับดูแลกฎหมาย แต่ไม่สามารถไปสั่งการข้ามกระทรวงได้ 

แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ พอเราใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินมันก้าวมาควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปด้วย ซึ่งจะควบคุมการชุมนุมทางการเมืองก็ว่าไป แต่ไม่ควรไปใช้มาอ้างเรื่องการควบคุมเรื่องโรคติดต่อ ตอนนี้มันน่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกในการจัดการชุมนุมที่เขามีความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง ตำรวจควรจะทำหน้าที่ใช้วิธีอำนวยความสะดวกสำหรับการชุมนุม เตือนประกาศให้ผู้ชุมนุมระมัดระวังแต่ว่าไม่ใช้ทุกครั้ง แล้วก็มักจะใช้แก๊สน้ำตาเลยแล้วใช้วิธีการจับกุม มันก็ทำให้คนผู้ชุมนุมทางการเมือง มีภาระติดตัวไป 

ญาติพี่น้องก็ต้องคอยประกันตัวสร้างภาระประชาชน แล้วก็ไปเรือนจำอีก คือมันก็มีปัญหาตามมาเรือนจำก็ดูแลนักโทษ โดยเฉพาะผู้ต้องขัง ที่ยังไม่ได้ถูกศาลตัดสิน คนเหล่านี้ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องถือว่าเป็นผู้ต้องขังเพราะว่าเขาอยู่ในระหว่างผู้คุมขังยังไม่ได้รับการประกันตัว

เรือนจำอยู่ในภาวะพื้นที่ไม่ได้มีมากพอกับผู้ต้องขัง เลยเจอปัญหาติดโควิด-19  จัดการชุมนุมให้ดีเจรจาผู้ชุมนุม ให้ระมัดระวังเรื่องโควิด -19 ไม่เกิดเหตุการณ์ปะทะกัน ตำรวจมีลักษณะเข้าควบคุมฝูงชนสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมก็ไม่พอใจแล้ว ตำรวจก็ใช้วิธีเข้าจับเลย คือกสม.ก็เลยมีความคิดเห็นว่าตอนนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาแล้ว มันยิ่งทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น กับการสลายการชุมนุมของตำรวจมันก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาหลายประการ 

กสม.ก็ได้สื่อสารกับตำรวจวันศุกร์หน้าก็จะเชิญตำรวจ มาให้ข้อมูลว่ามีวิธีการใช้การจัดการชุมนุมอย่างไร ใช้หลักการอะไรวิธีการอะไร ห่วงเด็กและเยาวชนก็มาชุมนุมทุกวัน ประสานกระทรวงพัฒนาสังคมที่ดูแลเรื่องเด็กและเยาวชน และกระทรวงยุติธรรม รัฐควรที่จะเข้ามาดูแลเด็กและเยาวชนด้วย

กรณีชาติชาย ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกำลังตรวจสอบ ทำหนังสือขอกับโรงพยาบาลราชทัณฑ์แล้ว ที่จะขอเวชระเบียง ตามที่ญาติของ ชาติชาย ร้องเรียน ห่วงอยากย้ายโรงพยาบาล ให้อนุญาตได้แต่มีเงื่อนไข ต้องให้ผู้ป่วย ยินยอมให้ทางกสม.ให้เวชระเบียน” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผย

(ภาพ : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกคุมขัง 

เมื่อวันที่ (9 สิงหาคม 2564) ‘ธัชพงศ์’ เข้ามอบตัวสถานีตำรวจคลอง 5 จังหวัดปทุมธานี ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ หลังจากเรียกร้องให้ปล่อยตัว ผู้ชุมชนหมู่บ้านทะลุฟ้า เมื่อวันที่ (2 สิงหาคม 64) 

ธัชพงศ์ แกดำ นักกิจกรรมรณรงค์กลุ่ม ‘ภาคีSAVEบางกลอย’ เป็นคนแรกๆ ที่ออกมาแขวนป้าย ‘ชาติพันธุ์ก็คือคน’ และ ‘SAVEบางกลอย’ ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จ.กรุงเทพฯ เรียกร้องสิทธิที่ดินให้กับ ชาวบางกลอย จ.เพชรบุรี 25 ปี เผชิญปมปัญหาที่ดิน ถูกบังคับอพยพ-แกนนำนักสิทธิฯ 2 คน เสียชีวิต และคดีบุกรุกป่าฯ โดยจนท.อุทยานฯ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างคกก.แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินฯ แบ่งเป็น 5 อนุฯ กำลังศึกษาปัญหาหลังจากภาคีSAVEบางกลอยเสนอแนวทาง 4 ข้อ เมื่อวันที่ (17 มีนาคม 64) เพื่อไขประเด็นที่ยังไม่ชัด-ถกเถียง 

‘ธัชพงศ์’ ติดตามเคลื่อนไหวในกลุ่ม ‘ภาคีSAVEบางกลอย’ เป็นเวลากว่า 9 เดือน จนเป็นกระแสบนโลกโซเชียลมีเดียออนไลน์ สื่อ-สังคม-หน่วยงานทุกภาคส่วน จับตามองประเด็นร้อนแรงต้นปี 64 ขณะเดียวกันเขายังร่วมเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในภาพใหญ่ และสนับสนุน 3 ข้อเรียกร้องของราษฎรไปพร้อมกัน 

7 ปี สถานการณ์การเมืองประเทศไทย หลังรัฐประหารปี 57 ภายใต้รัฐบาลคสช. โดยมี ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลายเหตุการณ์เคลื่อนไหวทางการเมือง สังคมตั้งคำถามมองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น การร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 60 และ การเลือกตั้งปี 62 ทำให้การเมืองที่อยู่รูปแบบพรรคทหาร โดยมีอำนาจนิยมแบบมีการเลือกตั้ง ส่งผลให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายพื้นที่เพิ่มความรุนแรง เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ฯปฏิบัติการ และสิทธิชุมชนจัดการทรัพยากรฯตกให้เป็นของภาครัฐ 

สถานการณ์ นักสิทธิฯ ถูกดำเนินคดี ไม่เพียงจะมีแค่ บอยเท่านั้น เหตุการณ์ลักษณะคล้ายคลึงกับนักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องประเด็นทั้งด้านสิ่งแวดล้อม-การเมืองคนอื่นๆ เช่น ‘ไผ่ – จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา’ ขยายประเด็นจากการต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน มาเคลื่อนไหวทางการเมือง และ ‘ไมค์ – ภานุพงศ์ จาดนอก’ ถือป้ายประท้วงโครงการถมทะเลที่ ครม.สัญจร จ.ระยอง หนึ่งในแกนนำกลุ่มราษฎร  

การรณรงค์อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จ.เชียงใหม่ (6 ก.ย. 2564) (ภาพ : Jarik Krobtong)

จากลานสามกษัตริย์ ถึงเรือนจำธัญบุรี

วานนี้ (10 ก.ย. 2564) พชร คำชำนาญ ภาคีSAVEบางกลอย และชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ สวมเสื้อแขนกุดด้ายสีแดงสลับสีขาว สัญลักษณ์ชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอมีเพียง 2 คน เท่านั้นที่แขวนป้ายSAVEบอยธัชพงศ์ ร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ในกิจกรรมยืนหยุดทรราช กิจกรรมยืนนิ่ง 1 ชั่วโมง 12 นาที เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา กลางอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จ.เชียงใหม่ เพื่อแสดงให้สังคม รับรู้ถึงการมีตัวตนของธัชพงศ์ แกดำ  

จัดโดยกลุ่มพลเมืองเสมอกัน we, the people ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีข้อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังและติดโควิด 19 ในเรือนจำออกมา หรือเคลื่อนย้ายไปโรงพยาบาล ม.ธรรมศาสตร์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่จริงจังในรายที่อาการหนัก และยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ในรัฐธรรมนูญ เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2564 ถึงปัจจุบัน

“เพราะว่าผมเห็นว่าการเอาเพื่อนเราเข้าไปติดคุก แล้วก็ติดโควิด เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม คือในฐานะที่เราเป็นเพื่อน ในฐานะที่เราเป็นประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม เพื่อความเป็นคนเหมือนกัน เราไม่อาจนิ่งนอนใจกับสิ่งนี้ได้ เรารู้สึกว่าการไปยืนแล้วการที่พาพี่บอยไปเป็นสิ่งเราทำได้ 

ถ้าเทียบกับสิ่งที่พี่บอยทำไว้กับพวกเราเป็นสิ่งที่น้อยนิดมาก เราก็เลยจำเป็นที่จะต้องพาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ เพื่อที่จะทำให้ทุกคนเห็นว่าคนที่ชื่อ ธัชพงศ์ หรือชาติชาย แกดำ ยังอยู่ที่เขาออกมาเรียกร้องอยากให้สังคมเห็น เพราะว่าพี่บอยอาจจะถูกขังลืม แกอาจจะติดคุกไปไม่มีใครจำแกได้ แกก็อาจจะไม่ได้ออกมาอีกเลย ซึ่งเป็นภาพที่พวกรู้สึกว่าทนเห็นไม่ได้ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องออกไป” พชร กล่าว

ภาคีSAVE บางกลอยยังอธิบายอีกว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังมีการดำเนินการที่ล่าช้า กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าเป็นสิ่งที่ตนไม่ต้องการ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาทันท่วงทีกับอาการป่วยจากโควิด-19 อีกทั้ง ‘ธัชพงศ์’ เป็นกรณีที่ผู้บริสุทธิ์ถูกคุมขัง เพราะโดนข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 215 ข้อหามั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป โทษจำคุกสูงสุดแค่ 5 ปี แต่อยู่ในเรือนจำเกินหนึ่งเดือนแล้ว สังคมไม่ควรมองข้ามเพราะเป็นเรื่องเดียวกันกับเยาวชน นักสิทธิคนอื่นกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ถึงแม้กรณี ธัชพงศ์ แกดำ ไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือนแกนนำนักสิทธิฯคนอื่นก็ตาม 

นรเศรษฐ์ นาหนองตูม (ภาพ : ประชาไท)

“รายต่อไปอาจเป็นคุณ” ทนายธัชพงศ์ชี้

นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า กรณี ‘ธัชพงศ์’ เป็นหนึ่งในปัญหาที่นักสิทธิฯสิ่งแวดล้อม-การเมือง ต้องเผชิญและนักสิทธิฯมีแนวโน้มที่จะต้องเจอปัญหาสถานการณ์วิกฤตการเมืองแบบเดียวกัน ในยุครัฐบาลคสช. โดยมีภาพรวมของปัญหา ได้แก่ ข้อกล่าวร้ายแรงเกินจริง-ออกหมายจับไม่มีหมายเรียก-การไม่ให้ประกันตัว 

“ผมเห็นปัญหาหลายเรื่องมาก เริ่มตั้งแต่ตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงเกิดเหตุ เช่นคดีนี้ถ้าเกิดจะดำเนินคดีจริงๆ ก็กล่าวหามั่วสุม กันไปว่าผิดพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ หรือ พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ แต่เรื่องนี้ไปถูกข้อกล่าวหามั่วสุมไปในทางลักษณะการประทุษร้ายต่อเจ้าหน้าที่ที่ร้ายแรง เป็นปัญหาของการชุมนุมในทุกครั้ง 

ปัญหาที่สอง บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่จะใช้การออกหมายจับเลย โดยไม่ได้มีการออกหมายเรียก ทั้งที่เป็นคดีไม่ได้ร้ายแรงอัตราโทษไม่สูง คดีนี้โทษสูงสุดแค่ 5 ปี แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ออกหมายเรียกใดๆทั้งสิ้น ก็ออกหมายจับเลย 

อย่างที่สาม ที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับคดีชุมนุม เรื่องของการขอประกันตัวเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร เจ้าหน้าที่กล่าวหาก็ต้องไปส่งศาลประกันตัว เราไปชุมนุมครั้งต่อไป เจ้าหน้าที่ก็กล่าวหาผิดไม่ผิดไม่รู้ กล่าวหาแล้วไปประกันตัว แต่ศาลกลับบอกว่าคุณถูกกล่าวหามาหลายคดีแล้วนะครับ เชื่อได้ว่าปล่อยไปอีกจะไปก่อเกิดเหตุอัตรายอีกแบบนี้”  นรเศรษฐ์ กล่าว

ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยังอธิบายอีกว่า ปัญหาดังกล่าวหากถูกใช้เป็นบรรทัดฐานกลายเป็นว่าเรามอบสิทธิ์เด็ดขาด มอบดาบอาญาสิทธิ์ให้กับเจ้าหน้าที่ เมื่อผู้ชุมนุมถูกกล่าวหา ก็อาจไม่ได้ประกันตัว ทั้งที่ไม่มีการพิสูจน์เลยว่าผิดไม่ผิด เทียบย้อนไปสมัยปี 60 – 61 เจ้าหน้าที่กล่าวหาแบบนี้ไปชุมนุมครั้งหนึ่งก็กล่าวหา ถูก 4-5คดี สู้คดีมาจนถึงวันนี้ ทุกคดีศาลพิพากษายกเลิกฟ้องทั้งหมด ถ้าเราใช้บรรทัดแบบนี้อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ เกี่ยวกับเรื่องการดุจพินิจเรื่องการประกันตัวไม่ให้ประกันตัว

“ผมคิดว่าเป็นไปได้ ถ้ามองในแง่ร้าย รัฐน่าจะพยายามสร้างความกลัวให้กับคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นแกนนำหรือผู้ชุมนุม กำลังสร้างให้เห็นความกลัว ถ้าคุณออกมาชุมนุมหรือเป็นแกนนำ ถ้าถูกจับ คุณอาจจะไม่ได้ประกันตัว อาจจะถูกขัง ทำให้คนเกิดความกลัวไม่กล้าออกมาเรียกร้องชีวิตที่ดีกว่า ไม่กล้าออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองต้องการ 

อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐอาจจะพยายามสร้าง แต่กลับกันเราย้อนไปเมื่อตอนเดือนตุลาคม ปี63 ต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤศจิกายน ถ้าศาลทำหน้าที่ในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่ เช่นตำรวจไปออกขอหมายจับช่วงนั้น ศาลออกหมายจับไม่ออกให้ คุณควรไปออกหมายเรียกก่อน ตำรวจเอาไปฝากขัง ศาลไม่รับฝากขังเลยบางคดี หรือตำรวจเอาไปฝากขังศาลก็ปล่อยเลย โดยไม่ต้องมีหลักประกัน

แบบนี้ก็สร้างพื้นที่ปลอดภัย ประชาชนที่ไปชุมนุมก็มั่นใจได้ว่า อย่างน้อยๆถ้าฉันถูกกล่าวหาหรือถูกดำเนินคดี ก็ได้รับสิทธิประกันตัวออกมา ช่วงนั้นคนก็เลยออกมาเยอะ พอมาเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าเขาน่าจะกำลังสร้างความกลัวให้กับประชาชน” ทนายนรเศรษฐ์ กล่าว