หงุดหงิด

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564 : หงุดหงิด (ตอนที่ 8)
ตาล วรรณกูล

(ภาพ : ตาล วรรณกูล)

บ่อยครั้งที่การทำงานของผมและเด็ก ๆ ฟันน้ำนมมักจะเริ่มต้นราว ๆ บ่ายสองโมง เรื่อยไปจนถึงก่อนฟ้าสางราวตีสี่ตีห้า หรือบางครั้งอาจล่วงเลยไปจนถึงสว่างคาตา นั่นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“เมื่อช้างพาเราไป” 

เช่นเดียวกันกับบ่ายวันหนึ่งปลายเดือนมิถุนายนศกนี้ มันเป็นเวลาบ่ายที่ถูกเมฆฝนสีดำก้อนโตปกคลุกไปทั่งทั้งอาณาบริเวณ ความฉ่ำชื้นจากผืนดินระเหยเหือดกลายเป็นไอร้อนที่อบอ้าว ฝูงยุงที่ฉวัดเฉวียนเวียนวนสร้างความน่ารำคาญใจยิ่งนัก

อีกทั้งความทารุณร้ายที่พวกมันคอยสูบเลือดกินเนื้อของพวกเราอย่างไม่หยุดหย่อน มันคือความทุกข์ทรมานกายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในยามนั้น เพราะเราต้องอาศัยความสงบนิ่งเพื่อให้มันไว้ใจและปราศจากความหวาดระแวง

จึงใช้ “มัน” ในที่นี้ผมหมายถึงช้างป่าเพศผู้ตัวหนึ่งที่พวกเราเรียกมันว่า “พลายหัก” หรือใครบางคนเรียกมันว่า “ไอ้หอกหัก” เพราะงาด้านขวาของมันหักเหลือเพียงเสี้ยวงาที่ดูไม่เป็นทรงสั้นจู๋ติดโคนงวงจนไม่หลงเหลือความสง่างามของช้างพลาย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นช้างที่มีภาวะความเป็นผู้ปกป้องคุ้มกันตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้

หลายครั้งที่การบันทึกพฤติกรรมของมันยืนยันได้ถึงภาวะนั้น

(ภาพ : ตาล วรรณกูล)

ผ่านมาร่วมห้าหกเดือนเข้าให้แล้ว ที่ผมได้เห็นพฤติกรรมความเป็นผู้ปกป้องคุ้มภัยให้แก่ช้างตัวอื่นมาแล้วอย่างน้อย ๆ ก็สองถึงสามครั้ง จนแน่ใจว่าช้างพลายตัวนี้ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากช้างป่าที่มีความอาวุโสกว่าให้ทำหน้าที่ผู้คุ้มกันทั้งกับฝูงช้างเพศเมียหรือกลุ่มช้างเพศผู้ด้วยกัน

ครั้งหนึ่งเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ ศกเดียวกัน การรวมกลุ่มของช้างเพศผู้ที่มีผู้นำคือ “พลายบิด” มันก็ได้มอบหมายหน้าที่ตัวคัดท้ายกลุ่มให้แก่พลายหัก ซึ่งครั้งนั้นถือเป็นการชุมนุมของช้างเพศผู้ครั้งใหญ่ที่มีจำนวนสมาชิกมากถึง 9 ตัว

พวกมันใช้ลานโล่งระหว่างรอยต่อป่าชุมชนกับป่ายูคาลิปตัสแห่งหนึ่งเป็นสถานที่พบปะสนทนาก่อนออกเดินทาง เสมือนว่าพวกมันกำลัง “วางแผน” เพื่อก่อการอะไรบางอย่าง ความเป็นผู้นำของพลายบิดฉายแววชัด ด้วยการออกมายืนส่งเสียงความถี่ต่ำในลำคอ อือ อือ บนลานนั้น ก่อนที่ช้างทุกตัวที่กำลังง่วนอยู่กับการโยนฝุ่นดินขึ้นหลังจะหยุดกิจกรรมพร้อม ๆ กัน และเดินเข้าล้อมวงประชุม การสนทนานั้นกินเวลาไม่นานนัก เจ้าพลายบิดช้างผู้นำก็ใช้งาดันก้นของช้างพลายตัวหนึ่งให้เริ่มเดินออกหน้า หมายถึงการเริ่มต้นเดินทาง และช้างทุกตัวก็เดินตามออกมาเป็นทิวแถว เหมือนกับการจัดทัพของเหล่านักรบผู้ห้าวหาญอย่างไรอย่างนั้น

หากมิได้ประจักษ์แก่สายตา ผมเองก็นึกภาพมหัศจรรย์เช่นนี้ไม่ออก

อุปสรรคใหญ่ของพวกมันคือถนนและผู้คน การชุมนุมใหญ่ของช้างป่าจำนวนเกือบสิบตัวนั่นหมายถึงความเอิกเกริก เมื่อผู้คนมากหน้าหลายตาที่รู้ข่าวจากโลกโซเชียลที่ใครบางคนกำลังใช้สมาร์ทโฟนถ่ายทอดสดเหตุการณ์นั้น ได้หลั่งไหลมาห้อมล้อมเพื่อเฝ้าดูความงดงามของพวกมัน 

แต่ทว่านั่นเกือบทำให้เกิดโศกนาฏกรรม เมื่อช้างวัยรุ่นประสบการณ์น้อยตัวหนึ่งมีอาการหวั่นวิตก วิ่งวนไปมาส่งเสียง เอ๊ก เอ๊ก ทำเอาช้างทั้งกลุ่มตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด แต่ท้ายที่สุด “พลายหัก” ที่เดินปิดท้ายกลุ่มก็ใช้ความสุขุมที่มีในของตัวมันเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างทันท่วงที จนทำให้ช้างเพศผู้ทั้งกลุ่มสามารถข้ามถนนที่มีผู้คนเนืองแน่นไปได้อย่างปลอดภัยทั้งกับพวกมันเองและผู้คนเหล่านั้น

และอีกครั้งที่พลายหักทำหน้าที่คุ้มกันฝูงช้างเพศเมียที่มีลูกช้างตัวเล็ก ๆ อยู่ในฝูงหลายตัวในราวเดือนมีนาคม และเช่นเดียวกันมันก็ยังคงทำหน้าที่คัดท้ายฝูงเช่นที่เคยเป็นมา ซึ่งหน้าที่คัดท้ายฝูงหรือกลุ่มจะต้องอาศัยช้างที่มีพละกำลังและมีความสุขุมนิ่งลึก เพื่อกำหนดควบคุมช้างที่อยู่ในฝูงมิให้แตกแถวกระจัดกระจายไร้ทิศทาง หรืออีกนัยก็เพื่อคอยคุ้มกันป้องภัยให้แก่กลุ่มหรือฝูงด้วยเช่นกัน พลายหักจึงได้รับหน้าที่นั้นเสมอมา

ฝูงยุงตัวก่อกวนเริ่มเบาบางลงเมื่อพลายหักพาเราออกมายังพื้นที่เปิดโล่ง จะด้วยการอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังหรือการพบเจอเหตุการณ์ที่เป็นภัยอันตรายมาก่อนหน้าแล้วไม่ทราบได้ที่ทำให้ปฏิริยาของมันเปลี่ยนไป บ่ายวันนั้นความหวาดระแวงของมันทวีสูงขึ้นอย่างผิดวิสัย เข้าขั้น “บ้าคลั่ง” จะว่าอย่างนั้นก็ย่อมได้ 

การออกมาในที่โล่งของมันในบ่ายนั้น มันมีเป้าหมายเดียวเพียงเพื่อจะข้ามถนนไปหากินยังอีกฟากฝั่ง และเช่นทุกครั้งที่ผ่าน ๆ มา เมื่อรู้ว่ามีช้าง ผู้คนก็หลั่งไหลมาเฝ้าดูความงดงามของมัน แต่ผิดกัน! เมื่อความสุขุมของพลายหักถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวง ความหวาดกลัว และความหวั่นวิตกถึงภยันตราย มันจึงฟาดงวงฟาดงาอย่างคนเสียสติ

อาการของมันเมื่อครั้งเริ่มออกมาจากที่หลับนอนยังคงดูปกติ ไม่มีทีท่าว่าจะแสดงอาการก้าวร้าวแต่อย่างใด มันเดินผ่านป่ายางพารา และมาหยุดดึงหญ้าคอมมิวนิสต์สองสามต้นเข้าปากก่อนจะออกมายังพื้นที่โล่งริมถนน ก็ปรากฏมีรถกระบะคันหนึ่งจอดขวางหน้ามันเสียอย่างนั้น มันส่งเสียง แปล๊น พร้อมกับหันหลังเดินหนี

(ภาพ : ตาล วรรณกูล)

แต่ทว่าคนขับรถก็ยังเฉยชาต่อการกระทำของช้างที่แสดงให้เห็นว่ามันไม่พึงพอใจ พลายหักหลบเข้าไปในพุ่มรกไม่นานมันก็กลับออกมาอีกครั้ง รถกระบะคันเดิมยังคงอยู่ ครานี้มันหงุดงิดงุ่นง่านราวกับเด็กที่ถูกขัดใจ มันคว้าเอาไม้ท้อนเท่าลำแขนฟาดไปตามลำตัวส่งเสียงแปล๊น วิ่งวนไปมาอยู่อย่างนั้น ซึ่งตลอดหลายเดือนที่เราเฝ้าติดตามบันทึกพฤติกรรมของมันไม่เคยแม้จะได้ยินเสียงร้องหรือแสดงอาการเช่นนั้นมาก่อน ถึงแม้ว่ามันจะเคยถูกขวางทางอย่างไร มันก็แค่หลบหลีกเพื่อผ่านพ้นไป

“เอ็งกลายเป็นช้างขี้หงุดหงิดไปตั้งแต่เมื่อไร” ผมมองพฤติกรรมก้าวร้าวของมันอย่างติดใจสงสัย และแล้วเหตุก็เคลื่อนไหลเข้าหูผมในอีกหลายวันต่อมา “ที่สวนป่าเขาก่อกวนกดดันช้างเพื่อไม่ให้พวกมันใช้พื้นที่แห่งนั้นหากิน หลายวันก่อนพลายหักก็อยู่ที่นั่น ทั้งประทัด ทั้งรถ และไซเรน คือสิ่งที่มันเผชิญมา เมื่อช้างทั้งกลุ่มแตกกระจายกระเจิดกระเจิงจากสวนป่า พวกมันก็เข้าไปหากินในไร่มันสำปะหลังและไร่สับปะรด ก็ยังไม่วายถูกเจ้าของไร่เหล่านั้นขับไล่ด้วยเสียงประทัดและเสียงปืนอีก” ชาวบ้านคนหนึ่งบอกกับผมอย่างนั้น

อาการหงุดหงิดงุ่นง่านของพลายหักจึงมีที่มาอย่างไม่น่าสงสัย และอารมณ์เช่นนี้เองที่จะกลายเป็นภยันตรายแก่ผู้คนที่ไม่เคยได้รับรู้ถึงอารมณ์และความรู้สึกของมัน 

เมื่อมันข้ามถนนไปยังที่ที่มันต้องการไปแล้วในตอนค่ำของวันนั้น ผมจึงตัดสินใจไม่ติดตามมันต่อไป เพียงเพราะต้องการให้มันได้อยู่ตามลำพัง และเปิดโอกาสให้มันละวางความหวาดละแวงใดใดก็ตามที่กำลังสุมทุมรุมเร้าอยู่ในห้วงความรู้สึกของมันเอง