“จากบอนน์ ถึงฝูโจว” เผยเส้นทางสู่แก่งกระจานมรดกโลก จากปาก “สีหศักดิ์”

ไทยทำอะไรไปบ้าง นโยบาย แนวคิดเบื้องหลังการผลักดัน ปัญหา การแก้ปัญหา พร้อมตอบคำถามคาใจ “ไทยล็อบบี้ใช่ไหม แก่งกระจานถึงได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกท่ามกลางคำถามมากมาย”

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังการผลักดันเจรจาที่มาของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจาน จากการเปิดเผยของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” หัวหน้าหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในที่ประชุมคณะกรรมการอนุสัญญามรดกโลกที่ฝูโจว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส

  • 6 ปีแห่งการเตรียมการและผลักดัน
  • “เขตแดน-จัดการร่วม-บางกลอย” 3 ข้อกังวลหลัก
  • บางกลอยยังเป็นประเด็น ต้องรายงานความคืบหน้าปีหน้า
  • “ถ้าล็อบบี้คือการชี้แจงข้อเท็จจริง ใช่ เราล็อบบี้ที่จีน”

เปิดเผยบ่ายวันนี้ (31 ส.ค. 2564) ผ่านเวทีเสวนาออนไลน์ “ถอดบทเรียนมรดกโลก 2564: #อนาคตกลุ่มป่าแก่งกระจาน” ที่จัดโดย  Bangkok Tribune News และองค์กรเครือข่าย และได้รับความสนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึง World Heritage Programme  IUCN ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนชุมชนบางกลอย และคณะกรรมการมรดกโลก

หมายเหตุ : แก้ไขล่าสุด 1 ก.ย. 2564

6 ปีแห่งการเตรียมการและผลักดัน

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะขึ้นทะเบียน เราต้องเตรียมแฟ้มข้อมูล เพื่อพิสูจน์ว่าแก่งกระจานมีความครบถ้วนสมบูรณ์ในแง่ของคุณค่าทางธรรมชาติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน อนุสัญญา ของเราก็คือหลักเกณฑ์ว่าด้วยความหลากหลายาทางชีวภาพ biodiversity เพราะว่าที่แก่งกระจานมีพรรณไม้ พรรณสัตว์ที่หลากหลายมากมาย 

การเตรียมข้อมูลอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องมีคณะผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจพื้นที่ คณะผู้เชี่ยวชาญที่ว่านี้ ในกรณีของมรดกโลกทางวัฒนธรรมก็คือคณะของ IUCN International Union for Conservation สหภาพระหว่างประเทศว่าด้วยการอนุรักษ์ ซึ่งเขาก็มาสำรวจแล้ว และก็เห็นว่าข้อมูลต่างๆ ความสมบูรณ์ทางธรรมชาติก็ครบถ้วนตามที่เขากำหนด ก็เห็นชอบให้มีการเสนอเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 

ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกก็จะประชุมประจำปี ปีละครั้ง เพื่อพิจารณาคำขอของประเทศต่างๆ ที่เสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คณะกรรมการนี้ก็ประกอบไปด้วย 21 ประเทศ เลือกตั้งเข้ามา วาระสามปี คราวนี้ประเทศไทยเป็นสมาชิกของคณะกรรมการมรดกโลกด้วย หมายความว่าเรามีสิทธิ์ในการร่วมพิจารณาแหล่งต่างๆ ที่มีการนำเสนอเข้าสู่การประชุม

ขอกลับไปพูดถึงในกรณีแก่งกระจาน คือเราก็ทำงานกันมานาน เราเตรียมเรื่องนี้มาตั้งหกปี เข้าสู่การประชุมก่อนหน้าปีนี้ที่ฝูโจว สามครั้งแล้ว คือครั้งแรกที่บอนน์ เยอรมัน ปี2558 ต่อมาที่กรุงอิสตันบลู ประเทศตุรกี ปี2559 แล้วก็ล่าสุด ที่กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ปี2562 แล้วก็ครั้งนี้ที่ฝูโจว” 

“เขตแดน-จัดการร่วม-บางกลอย” 3 ข้อกังวลหลัก

“ประเด็นแรกคือเรื่องข้อกังวลของฝ่ายเมียนมาร์ เกี่ยวกับเขตแดนเพราะว่าพื้นที่แก่งกระจานในด้านตะวันตก ไปติดกับพรมแดนเมียนมาร์ ซึ่งบริเวณนั้นเรายังไม่ได้มีการปักเขตแดนอย่างชัดเจน เขาก็มีข้อกังวลว่าเดี๋ยวมันจะไปกระทบกับเขตแดนหรือเปล่า 

เราก็บรรลุข้อตกลงกับฝ่ายเมียนมาร์ เขาเข้าใจแล้วว่ามันไม่ได้กระทบต่อเขตแดน เพราะว่าเรามาดูพิกัดต่างๆ แล้วเราก็ปรับพื้นที่แก่งกระจานที่เราจะขึ้นทะเบียน คือไม่ใช่พื้นที่จริงๆตามกฎหมายของเรา แต่ที่เราจะขึ้นทะเบียนเราลดลงไป 15% เพื่อไม่ให้เขาต้องกังวลใจในเรื่องนี้ เมื่อพื้นที่ลดลงเราก็ต้องทำการสำรวจคุณค่าของ OUV (Outstanding Universal Value) คือคุณค่าทางธรรมชาติ ในกรณีนี้คือความหลากหลายทางชีวภาพว่ามันยังคงเดิมหรือไม่ 

ซึ่งเราก็ทำตามคำแนะนำของ IUCN แล้วเราก็ส่งไป แต่น่าเสียดายว่าคณะ IUCN เขามาไม่ได้ ทั้งๆที่เราเชิญไปสามครั้ง เพราะว่าสถานการณ์โควิด อย่างไรก็ดีเราก็มีความเชื่อว่า ข้อมูลที่เราได้เสนอไป มันครบถ้วน มันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ถูกต้อง เพราะมันเป็นไปตามคำแนะนำของ IUCN ตรงนี้เราก็ถือว่าเขตแดนนี้เราแก้ไขไปแล้ว

อันดับสอง ก็คือในอนุสัญญาบอกว่านอกจากเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว มันต้องมีกระบวนการหารือและมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ เกี่ยวกับสิทธิในการดำรงชีวิตของเขา การมีส่วนร่วมในกระบวนการขึ้นทะเบียน เราก็มีการหารือ กับชุมชนต่างๆ หมู่บ้านต่างๆ มาโดยตลอด 

บางครั้งอาจจะไม่ครบถ้วน แต่อย่างน้อยหมู่บ้านต่างๆก็ส่งผู้แทนมาร่วมประชุม ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยก็มี แต่ถ้าจะมีข้อกังวลอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับเงื่อนไขของอนุสัญญา แต่เราก็ยังจะต้องหารือต่อไป แล้วก็การมีส่วนร่วมเนี่ยมันก็ปรากฏในรูปของการมีผู้แทนของชุมชนในพื้นที่ ในคณะกรรมการที่เรียนว่าคณะกรรมการพื้นที่อนุรักษ์ ก็ถือว่าเขามีส่วนร่วม

ข้อที่สามคือ อาจจะเป็นกรณีเฉพาะของเรา คือประเด็นที่เกี่ยวกับข้อร้องเรียนของชุมชนที่อยู่หมู่บ้านบางกลอย ที่แต่ก่อนอยู่ที่ใจแผ่นดิน เป็นข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของเขา จะมีกรณีต่างๆ  

เช่น การเผาหมู่บ้านใจแผ่นดิน การหายตัวของนายบิลลี่ ซึ่งกรณีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ มีการร้องเรียนผ่านกลไกสหประชาชาติ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน กลไกสหประชาชาติของสิทธิมนุษยชนก็จะมีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ จะมีผู้เสนอรายงานในเรื่องต่างๆ ในกรณีนี้ก็มีผู้เสนอรายงานเข้ามาทางคณะกรรมการมรดกโลกด้วย

เรามีพ.ร.บ.อุทยานฉบับใหม่ 2562 ซึ่งเน้นการที่คนจะอยู่กับป่า ช่วยกันรักษาธรรมชาติ ก็คือไม่เพียงอนุรักษ์แต่ให้ชุมชนที่เข้ามาในป่าอุทยานแห่งชาติ ได้อยู่ต่อไป แล้วก็ดำรงชีวิตต่อไป มีการจัดสรรที่ดิน แล้วก็ให้เขาช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย ขณะนี้เราก็อยู่ในกระบวนการออกกฎหมายลูก ที่ภายใต้พ.ร.บ.นี้ ซึ่งกฎหมายลูกก็จะดูแลในเรื่องของการจัดสรรที่ดินให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของชุมชนในพื้นที่

มาถึงกรณีที่ทุกคนให้ความสำคัญ คือเรื่องของข้อร้องเรียนของชุมชนบางกลอยที่เคยอยู่ใจแผ่นดิน ซึ่งที่จริงที่หมู่บ้านบางกลอย ผมไปดูพื้นที่ เพราะว่าในการไปชี้แจงเราก็ต้องชี้แจงแบบเห็นของจริงด้วย ผมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เราก็พาคณะทูตของประเทศที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลก 

ไปดูพื้นที่ด้วย เราก็ไปที่บางกลอย เราก็เห็นชีวิตความเป็นอยู่ ผมก็คิดว่าได้มาตรฐานที่ดี มีพลังงานโซลาร์ มีน้ำบาดาล มีไฟฟ้าแน่นอน แล้วก็มีโรงเรียน มีศูนย์พยาบาล อันนี้ก็ไม่ได้มาโต้แย้งอะไร แต่ผมคิดว่ามันสะดวกนะครับ ที่บางกลอย แต่แน่นอนก็อาจจะมีประเด็นเกี่ยวกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของเขา อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อาจจะมีการพูดคุยในการอภิปรายต่อไป”

บางกลอยยังเป็นประเด็น ต้องรายงานความคืบหน้าปีหน้า

“และในขณะเดียวกัน ที่บางกลอย ผมเข้าใจว่าเป็นที่ๆ ทางกระทรวง ทส. ก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ มีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่เข้าไปดูโครงการพัฒนาต่างๆ ค่อนข้างเยอะ และตอนนี้ เกี่ยวกับกรณีปัญหาทั้งหลายที่มีการร้องเรียนมา 

ทางรัฐบาลก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ 5 ชุด ที่จะดูและในเกือบทุกวิกฤตเลย ฉะนั้นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วกรณีที่เกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชน การเผาหมู่บ้านเดิม กรณีการหายตัวของนายบิลลี่ มันก็มีการดำเนินการภายใต้กระบวนการยุติธรรมของเรา การเผาหมู่บ้านมีการชดใช้ไปแล้ว และเจ้าหน้าที่ๆ เกี่ยวข้องก็มีการลงโทษไปแล้ว 

เรื่องของกรณีนายบิลลี่ต้องยอมรับว่ามันต้องใช้เวลาผมสมควร แต่มันยังอยู่ในกระบวนการการสอบสวน โดยที่กรณีที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เป็นการร้องเรียนผ่านกลไกสหประชาชาติด้วย เราก็ได้มีการชี้แจงต่อเนื่อง ชี้แจงกับผู้เสนอรายงานเรื่องนี้โดยตรง ชี้แจงในการประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แล้วก็ชี้แจงในข้อมูลที่นำเสนอไปยังคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียนแก่งกระจานของเรา

.. เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ และยังต้องผ่านกลไกระดับโลก สหประชาชาติ เพื่อชี้แจงในที่ประชุม เวทีของอนุสัญญาคณะกรรมการฯ ไม่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนได้ แต่คณะกรรมการมรดกโลกก็เห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนแก่งกระจานเป็นมรดกโลก

.. บางประเด็นมันก็ยังไม่จบ เป็นเรื่องที่เราต้องทำต่อเนื่อง เรื่องการหารือชุมชนในพื้นที่ การพัฒนาความเป็นอยู่ ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทำต่อเนื่อง แล้วก็เรื่องของการแก้ไขประเด็นสิทธิมนุษยชนมันก็ยังไม่จบ เราก็ต้องทำต่อเนื่องต่อไป 

แต่อย่างที่อยากจะเรียน ก็คือเราขึ้นทะเบียนที่เขาเข้าใจว่าเราได้ดำเนินการยังไง เราก็ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา แล้วที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกก็เห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนแก่งกระจานเป็นมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 44 ที่ฝูโจวที่ผ่านมา 

แต่ปีหน้าเราต้องมีพันธะที่จะต้องรายงานสถานการณ์อนุรักษ์ กับที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกต่อไปอีก เพราะฉะนั้นเราทำอะไรตรงไหนยังไง ประเด็นพวกนี้คืบหน้ายังไง ไม่คืบหน้ายังไง เราต้องรายงาน แล้วเรายังต้องเชิญ IUCN มาดูพื้นที่ เพราะฉะนั้นต้องมีความโปร่งใสพอสมควร เราไม่ใช่เอาข้อมูลฝ่ายเดียวไปเล่าให้เขาฟัง โดยสรุปก็เป็นแบบนี้ในภาพรวม หวังว่าจเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการอภิปรายที่จะมีขึ้นในวันนี้ครับ” 

“ถ้าล็อบบี้คือการชี้แจงข้อเท็จจริง ใช่ เราล็อบบี้ที่จีน”

“ผมเรียกอย่างนี้ดีกว่าครับ ว่าการสนับสนุนระหว่างประเทศที่เป็นสมาชิกคณะกรรมการในมรดกโลก วิธีการล็อบบี้นี้ก็คือการชี้แจงว่าเราทำอะไร อย่างไรบ้าง เราไม่ได้มาบิดเบือนข้อเท็จจริง แน่นอนว่าเรามีความเห็นที่ไม่ตรงกับ IUCN บางประเด็นที่อาจตีความ ในเรื่องสิทธิมนุษยชน เราก็ทำอยู่ผ่านกลไกที่ถูกต้อง 

เรื่องความเป็นอยู่ของชุมชนก็ทำ มันไม่ใช่เป็นการล็อบบี้มาซื้อเสียง มาขอแลกเปลี่ยนเสียงถ้าเราไม่ได้หาเสียงบนข้อเท็จจริง สิ่งที่เราทำคือการล็อบบี้ให้เขาเข้าใจว่าเราทำอะไร 

กรณีของออสเตรเลียก็เหมือนกัน เห็นกันว่าเขาไม่เห็นด้วยกับความเห็นของ IUCN เพราะเขาคิดว่าทำ มีงบประมาณโครงการ ไม่เห็นด้วยกับการที่ เกรตแบร์ริเออร์รีฟ ถูกขึ้นบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะที่อันตราย เขาก็ไม่เห็นด้วย เจาก็ทำการชี้แจงเต็มที่ 

มันเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในการชี้แจงให้เขาเข้าใจ ให้เขาสนับสนุนท่าทีของเรา หรือข้อเสนอของเราที่ แหล่งของเราเป็นมรดกโลกผมมองอย่างนั้นนะครับ 

ในความข้อเท็จของเรา เราทำอะไรไปบ้าง เราก็พูดให้เขาเข้าใจ และทำมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนความเห็นIUCN เขามีความเห็นของเขา เราก็มีความเห็นของเรา คิดว่าเป็นเรื่องที่เราประเทศที่เขาพิจารณาก็ต้องตามประเด็นสิ่งที่เราสื่อสารให้เขา ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ผมคิดว่าเราก็มีการดำเนินการ ผ่านกลไก ที่ถูกต้อง ของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน ส่วนเวทีของอนุสัญญามรดกโลก เราก็ว่าตามหลักเกณฑ์ต่างๆ” สิหศักดิ์ กล่าว