ห้องเรียน

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 7 ห้องเรียน

เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

ท้องฟ้าของบ่ายวันนั้นแลดูสดใส มีเมฆสีขาวบาง ๆ กระจัดกระจายกันเป็นหย่อม ๆ ผมลุกจากเปลพร้อมกับเดินเข้าไปปลุกเด็ก ๆ ฟันน้ำนมทั้งสี่คนที่ผูกเปลนอนรวมกันระโยงระยางไร้ระเบียบอยู่ใต้ชายคากุฏิร้างของวัดป่าแห่งนั้นภายหลังจากติดตามเรียนรู้ชีวิตของพวกช้างป่ามาตลอดทั้งคืน

เจ้าทีงัวเงียลุกขึ้นนั่งแสดงอาการงงโงยอยู่พักหนึ่งก่อนหันมาถามผมว่า “น้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร” เขาอาจสติหลุดบ่อย ๆ ในเวลาเช่นนี้

“อะไรกันที น้ายังไม่ได้ไปไหนเลย” ผมตอบ เขาเพียงพยักหน้าแล้วทำท่าจะทรุดตัวลงนอนต่อ “เฮ้ย ได้เวลาแล้ว เดี๋ยววันนี้เราจะตามพวกไอ้หอกหักกับไอ้เหลือง” 

ไอ้หอกหักเป็นช้างพลายที่งาข้างหนึ่งของมันหักไม่เป็นทรง ซึ่งก็ดูคล้ายว่างาที่หักข้างนั้นมุดเข้าไปใต้โคนงวง ทำเอาหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นตัวเดียวกันกับไอ้งามุดที่พบเจอกันบ่อย ๆ บนถนนสาย 3259 ที่ตัดผ่านผืนป่าเขาอ่างฤๅไนฤดูที่มีรถบรรทุกอ้อยวิ่งผ่านราวเดือนพฤศจิกายนเรื่อยมาจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี ส่วนไอ้เหลืองเป็นช้างสีดอที่มีขนาดตัวใหญ่โต อวบอิ่ม และบึกบึน และดูเหมือนไอ้สองตัวนี้จะได้รับหน้าที่ในการดูแลช้างวัยรุ่นที่เข้ามาอยู่ในกลุ่มใหม่อีกสองตัว การติดตามบันทึกพฤติกรรมช้างป่าแถบนี้ ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเหนือจากการเรียนรู้ชีวิตของพวกมัน ชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ช้างป่าเหล่านั้นต้องเผชิญ

“น้าว่าช่วงนี้มันแปลก ๆ ไหมครับ เราติดตามช้างตัวไหนพวกมันก็มักจะมีช้างเล็ก ๆ ติดตามอยู่ด้วยเสมอ” เจ้าแบมตั้งข้อสงสัย

“เอ๊า มึงก็ดูสิ พวกมันหายไปเป็นอาทิตย์ มันจะไปไหนล่ะ มันก็ไปหาฝูงไปชวนช้างเด็กพวกนั้นออกมาไง สมอง ๆ หัดใช้สมองซ๊ะบ้าง” เจ้าไอซ์สวนทันควัน ก่อนที่ทุกคนจะฮาครืนขึ้นมา

สำหรับกลุ่มเด็ก ๆ ที่เรียกตัวเองว่า “ทีมฟันน้ำนม” กลุ่มนี้ เวลาที่พวกเขาถกเถียงกันอาจฟังดูไม่มีแก่นสารอะไรมากนัก แต่ทว่านั่นคือข้อสังเกตุที่พวกเขามองเห็น และเป็นโจทย์ใหม่ ๆ ที่ทำให้ผมต้องขบคิดเสมอ

“งั้นบ่ายนี้เราบันทึกเรื่องนี้แล้วกัน โจทย์ก็คือ เราจะดูว่าพวกมันสอนช้างเล็กพวกนั้นให้อยู่รอดต่อไปยังไง” 

หย่อมป่าสำนักสงฆ์คลองมะหาดไม่เคยว่างเว้นจากการเข้ามาพักอาศัยของช้างป่า ไม่ว่าจะเป็นพวกช้างเพศผู้ หรือฝูงช้างเพศเมีย มันเป็นเหมือนโรงแรมชั้นดีที่บรรดาช้างป่าทางตอนเหนือของผืนป่าเขาอ่างฤๅไนแวะเวียนเข้ามาใช้บริการ อาจด้วยพื้นที่นี้ถูกการรบกวนน้อย เพราะสภาพป่าที่เป็นป่าชุมชนที่ถูกปกป้องโดยชาวบ้าน อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านอากาศ ความชื้นที่เหมาะสม ที่นี่จึงกลายเป็นที่พักสำหรับช้างป่าที่ผ่านทางมาแถวนี้อยู่เนือง ๆ

ถึงแม้ว่าพื้นที่หย่อมป่าที่ว่านี้จะตั้งอยู่ติดกับชุมชน แต่ช้างป่าที่เข้ามาพักอาศัยก็มีเส้นทางเข้าออกที่ชัดเจน น้อยครั้งที่จะหลุดออกนอกเส้นทางและเข้าไปรบกวนบ้านเรือนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นความเข้าใจพฤติกรรมของช้างป่าก็ทำให้พวกเขาจัดการได้ไม่ยากนัก

ราวบ่ายสี่โมงของวันนั้น เรารอให้ช้างเพศผู้ทั้งสี่ตัวข้ามถนนไปยังพื้นที่รกร้างเสียก่อนจึงเริ่มติดตามบันทึกพฤติกรรมของพวกมัน

มันเป็นเวลาบ่ายใกล้ค่ำที่สภาพอากาศไม่อบอ้าวเท่าไร แสงตะวันที่คล้อยต่ำลงผนวกกับสายลมที่พัดโชย ดงขวากและดงหนามเล็บแมวจึงเป็นเพียงอุปสรรคเดียวที่ขวางกั้นพวกเราเมื่อต้องเดินตามพวกช้างป่า แต่ถึงอย่างไรเสียช้างที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ใหญ่ผู้บุกเบิกเส้นทางสำหรับสัตว์ป่าอื่น ก็ได้จัดทำทางด่านที่โล่งเตียนและเดินง่ายให้แก่พวกเรา จะมีบ้างก็เพียงเทือกเถาและเหล่าหนามที่หยดย้อยเท่านั้นที่คอยเกาะเกี่ยวเนื้อตัวพัลวันทำให้เราต้องเสียเวลาดึงออกจนล่าช้ากว่าพวกมันหลายก้าว และเมื่อถึงถึงป่าปาล์มที่ถูกทิ้งร้างกลางดงรกนั้น ช้างเพศผู้ทั้งสี่ตัวจึงหยุดกินอาหารมื้อแรกที่นั่น

ไอ้เหลือง ช้างสีดอตัวมหึมา ใช้โคนงวงดันต้นปาล์มล้มลงสามสี่ต้น ขั้นแรกผมนึกสงสัยว่ามันทำแบบนั้นทำไม ทั้งที่มันก็สามารถยืนรูดใบปาล์มเหล่านั้นกินได้อย่างสบาย ไม่เห็นความจำเป็นใดที่ต้องโค่นต้นปาล์มลงมาซึ่งหากมันทำเช่นนี้ในวันข้างหน้ามันอาจไม่มีอะไรให้กิน

ความสงสัยนั้นยังไม่ทันสิ้นสุด ช้างเล็กสองตัวที่ติดตามพวกมันก็เดินแยกออกมา มุ่งไปยังต้นปาล์มที่ไอ้เหลืองโค่นลงและค่อย ๆ รูดใบปาล์มที่อยู่ในระดับเดียวกันกับตัวมันแล้วม้วนเข้าปาก “ไอ้เหลืองเอ๋ย ข้าเกือบด่าเอ็งว่าเป็นช้างบ่อนทำลายเสียแล้ว” หากไม่ประจักษ์แก่ตาตัวเองในเวลานั้นผมคงไม่มีทางเชื่อว่าช้างเพศผู้เหล่านั้นจะมีความอารีย์ถึงเพียงนี้

ป่าปาล์มร้างกลางดงรกแห่งนั้นเสมือนห้องเรียนที่ไพศาล ไม่ว่ากับช้างรุ่นที่ติดตามไอ้เหลืองหรือกับผม มันเป็นห้องเรียนที่กำลังสอนวิชาความหมายของชีวิต และเราต่างที่จะเรียนรู้กันและกัน

พวกเรายังคงนั่งนิ่งอย่างสงบอยู่หลังกอหญ้าคาและพุ่มสาบเสือที่ขึ้นอยู่อย่างรกเรื้อ เราต่างจ้องมองไปยังทิศทางเดียวกัน ทิศทางที่ไอ้เหลืองกับไอ้หอกหักและช้างรุ่นอีกสองตัวกำลังหากิน พวกมันใช้เวลาอยู่กับการกินใบปาล์มนานร่วมชั่วโมง จนทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับความสงบนิ่ง บ้างหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเขี่ยดูความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านโซเชียลมีเดีย ใครบางคนนั่งถักเปียให้กับหญ้าคา ขณะที่ผมยังคงบันทึกชีวิตและพฤติกรรมของพวกมันด้วยกล้องภาพยนตร์อยู่อย่างนั้น

ผมเลื่อนขนาดทางยาวโฟกัสของเลนส์ออกมาในขนาดที่กว้างขึ้น หมายจะบันทึกให้เห็นสภาพพื้นที่ขณะที่มีช้างทั้งสี่ตัวกำลังรูดกินยอดปาล์ม และเมื่อนั้นผมจึงเห็นว่าช้างตัวหนึ่งได้หายไปจากกลุ่มของพวกมันโดยที่พวกเราไม่มีใครทันมองเห็นว่ามันออกไปยังทิศทางใด ผมเอื้อมมือสกิดเจ้าแบม ให้ผละออกจากการเล่นกับยอดหญ้าคา ชี้ให้เขาดูในจอมอนิเตอร์ ก่อนจะใช้สัญญาณมือบอกให้เขามองรอบ ๆ เพื่อหาช้างตัวนั้นให้เจอ

ไม่ทันไร เจ้าแบมสกิดผมและชี้ให้ดูว่าช้างรุ่นตัวนั้นมันเบี่ยงออกมาทางด้านขวาและเดินเลาะเล็มหญ้าใกล้เข้ามาหาเราเรื่อย ๆ อย่างไม่สนใจอะไร ผมจุดไฟแช็คที่อยู่ในมือเพื่อเช็คทิศทางลม เปลวไฟที่ปรากฏบอกกับผมว่าลมได้พัดจากทิศที่ช้างยืนอยู่มาทางเรา นั่นทำให้มันไม่สามารถกระสากลิ่นพวกเราได้จึงไม่รู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายแก่พวกมันอยู่ในอาณาบริเวณของพวกมัน ช้างสีดอรุ่นตัวนั้นยังคงใช้งวงสาก ๆ ของมันดึงหญ้าขึ้นและสบัดดินก่อนจะยัดเข้าปากทีละกำทีละกำ ซึ่งแต่ละกำหมายถึงการย่างก้าวเข้าหาเรา

ผมชี้ให้ทุกคนค่อย ๆ เบียงออกไปทางด้านซ้ายเพื่อหลบให้มันเดินกิน โดยให้ก้มตัวโน้มต่ำให้ทิวหญ้าคาบดบังให้มิดชิด แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ กระแสลมเจ้ากรรมก็พัดหวนจากทิศเราไปหามันจนได้

ไอ้ช้างสีดอรุ่นหยุดชะงัก เช่นเดียวกันกับพวกเราก็ชะงัก เป็นวินาทีที่สายตาผมกับมันจ้องมองกันและกัน วัดใจกันอยู่ตรงนั้น ระหว่างผมและเด็ก ๆ กับมันมีเพียงดงหญ้าคาเป็นเหมือนกำแพงกั้น น้ำหนักของกล้องภาพยนตร์ติดเลนส์ซูเปอร์เทเลซูมที่ติดอยู่บนขาตั้งกล้องพาดอยู่บนบ่าของผม กล้ามเนื้อที่มีอาการแข็งเกร็งสุดขีดในท่ากึ่งนั่งกึ่งยืนนั้นเริ่มสำแดงฤทธิ์เดช ขณะที่ไอ้สีดอรุ่นยังคงจ้องเขม็งมาทางเรา ผมกัดฟันฝืนทน ขณะเดียวกันช้างรุ่นซนแก่นตัวนั้นยกงวงขึ้นชูเช็คกลิ่นแปลกปลอม ผมต่อสู้กับกายภายนอกไม่พอ ยังต้องต่อสู้กับจิตภายในของตัวเอง “จะล้มเลิกแค่นี้หรือจะก้าวต่อไป หากล้มเลิกก็แค่ลุกยืนขึ้นแสดงตัว แต่ถ้าจะก้าวต่อไปก็ต้องนิ่งอยู่อย่างนี้ จนกว่าช้างตัวนั้นจะหายสงสัย”

และแล้วผมก็พ่ายแพ้ มันเป็นความพ่ายแพ้ต่อจิตใจภายใน ผมลุกยืนขึ้นช่วงตัวโผล่พ้นยอดหญ้าคา ช้างตัวนั้นหายสงสัย หูกาง หางชี้เด่ ร้อง เอ็ก เอ็ก เอ็ก วิ่งหนีไปพร้อมกับกลุ่มก๊วนที่อยู่ห่างออกไปอีกสามตัวนั้น 

ชั่ววินาทีที่ความสงัดเงียบห่อหุ้มคุมใจผมอีกครั้ง กล้ามเนื้อที่เกร็งแข็งคลี่คลายลงบ้าง สายลมหวนพริ้วพัดโชยอ่อนมาจากทิศที่ช้างยืนอยู่ในวินาทีต่อมา “ไม่น่าเลย” ผมคิดลำพัง