‘วราวุธ’ ลงพื้นที่บางกลอย ภาคีฯ วอนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ รมว.ทส.

ครั้งแรกหลังแก่งกระจานขึ้นทะเบียนมรดกโลก ‘วราวุธ’ โผล่ลงพื้นที่บางกลอยอย่าง “ไม่เป็นทางการ” ผู้ใหญ่เผย ไม่ได้พูดถึงปัญหาที่ชาวบ้านกังวล ผู้ประสานภาคี Saveบางกลอยวิจารณ์ “ลงพื้นที่เอาหน้า เหมาผักชีทั้งสวน” วอนพรรคฝ่ายค้านใส่วราวุธเข้าลิสต์อภิปรายไม่ไว้วางใจ เหตุบริหารเละ

ทางด้านคดีเผาบ้านปู่คออี้ ศาลปกครองเพชรบุรี พิพากษาคดีอุทธรณ์ ‘ชัยวัฒน์’ ชดใช้เผาบ้านกะเหรี่ยงเพียง 45,148.05 บาท

[อัพเดตเพิ่มเติม 29/08/64 : วราวุธ แจงจุดประสงค์การเยือน]

วราวุธ@บางกลอย “ไม่ทางการ” ครั้งแรกหลังขึ้นมรดกโลก

แหล่งข่าวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ช่วงเช้าวันนี้ (28 สิงหาคม 2564) รัฐมนตรีว่าการทส. วราวุธ ศิลปอาชา ได้นำทีมเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ เช่น รองอธิบดีฯ และผอ.สำนักต่างๆ เดินทางลงพื้นที่อย่างไม่เป็นทางการ ณ หมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยเป็นการลงพื้นที่ราว 40 นาที ทั้งนี้ยังไม่มีการชี้แจงวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้อย่างเป็นทางการ 

นิรันดร์ พงศ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่รมต.ได้เดินทางมาบางกลอยหลังจากแก่งกระจานได้ขึ้นเป็นมรดกโลก โดยตนไม่ได้ทราบล่วงหน้า เพราะเป็นการเดินทางมาอย่างไม่เป็นทางการ คณะฯ ได้เข้าชมแปลงสาธิตและระบบชลประทานที่มูลนิธิปิดทองหลังพระได้ทำไว้เพื่อช่วยเหลือปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้าน ตามที่ จงคล้าย วรพงศธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยื่นเสนอไป ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่ได้ลงพืชผล เพราะฝนยังไม่ตก จึงปลูกได้พืชบางอย่างแค่กล้วย

ผู้ใหญ่ฯ เผยว่า คณะฯ ได้มอบข้าวสารกับน้ำให้แก่ชาวบ้านและแจ้งว่าตอนนี้แก่งกระจานเป็นมรดกโลกแล้ว หากทำการท่องเที่ยวจะรองรับนักท่องเที่ยวต่างๆ ได้มากขึ้น แนะนำให้เพิ่มการดูแลความสะอาดในชุมชน เช่น การจัดการขยะ แต่ไม่ได้มีการพูดคุยถึงความกังวลอื่นๆ ของชาวบ้านบางกลอย  

อีกหนึ่งตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า สังเกตเห็นเจ้าหน้าที่อุทยานและมูลนิธิเตรียมพื้นที่ก่อน 1-2 วัน รู้สึกเสียดายที่เมื่อทราบว่ารมว.มาลงพื้นที่ คาดว่าจะมารับฟังปัญหาและสิ่งที่ชาวบ้านกังวล แต่กลับมาดูแค่สิ่งที่หน่วยงานทำไว้ และขณะลงพื้นที่ รมต.ได้ “ถ่ายเซลฟี่” คู่กับสามารถ ต้นน้ำเพชร ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ไม่ไกลจากแปลงสาธิต

“สามารถบอกกับรมต.ว่า ไม่มีที่ดินทำกิน รมต.บอกแค่ อ้าว ไม่มีที่ดินหรอ ไม่เป็นไร มาเซลฟี่กัน”

สามารถเป็นหนึ่งใน 29 ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยที่ถูกตั้งข้อหาบุกรุกป่าจากการเดินทางกลับขึ้นไปบริเวณบางกลอยบนตอนต้นปีที่ผ่านมา 

ชาวบ้านจำนวนหนึ่งได้พยายามถ่ายภาพการลงพื้นที่ของรมว.ทส. ด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ถูก “ตักเตือน” โดยเจ้าหน้าที่ติดตาม อย่างไรก็ตามก็มีชาวบ้านส่วนหนึ่งสามารถถ่ายภาพได้ โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่เห็น

กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ 26 กรกฎาคม 2564 ล่าสุด คณะกรรมการอนุสัญญามรดกโลกไทยฯ ซึ่งมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้กรมอุทยานฯ จัดทำรายงาน เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมบริหารจัดการแก่งกระจานมรดกโลกภายใต้สถานการณ์โควิด และศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายขอบเขตแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนกับเขตป่าอนุรักษ์ตะนาวศรีฝั่งเมียนมา 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 46 ในปี พ.ศ.2566

ภาคีฯ จวก “เอาหน้า” วอนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“เยาวชนบ้านบางกลอย ส่งภาพมาให้สดๆ ตอนนี้ รัฐมนตรีลงพื้นที่เอาหน้า เหมาผักชีทั้งสวน 1 เดี๋ยวรอตามในเพจประชาสัมพันธ์กรมอุทยานฯ เลยครับ ว่าจะเล่นข่าวนี้ต่อยังไง” พชร คำชำนาญ ผู้ประสานงานภาคี Save บางกลอย โพสต์ความเห็นฝ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อการลงพื้นที่ของรมว.วราวุธครั้งนี้

นอกจากนี้ เขายังได้โพสต์เรียกร้องให้ฝ่ายค้านดำเนินการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รมว.วราวุธ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่กำลังจะเริ่ม 31 สิงหาคมนี้ โดยให้เหตุผลเรื่องความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารงาน โดยเฉพาะผ่านการจัดการกรณีบางกลอย

“กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การบริหารงานของนายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา คือหนึ่งในกระทรวงที่เน่าหนอนฟอนเฟะและล้มเหลวที่สุด และควรจะเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

“การเคลื่อนไหวของภาคีเซฟบางกลอยตั้งแต่ต้นปี ตลอดจนข้อเรียกร้องต่างๆ ของชาวบ้าน ล้วนต้องการเรียกร้องให้รัฐมนตรีแก้ไขปัญหาด้วยการลงพื้นที่ไปสัมผัสประสบการณ์จริง มองเห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน ไม่ใช่ฟังข้าราชการกรอกหูแล้วเอามาให้สัมภาษณ์สื่อเหมือนนกแก้วนกขุนทองว่าชาวบางกลอยคุณภาพชีวิตดีแล้ว เรื่องมรดกโลกทางธรรมชาติไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน

นี่คือตัวอย่างของนักการเมืองที่อายุยังน้อย แต่ยังใช้วัฒนธรรมการทำงานการเมืองแบบเก่าๆ หลงยุคสมัย ที่มันทำให้การเมืองไทยไม่ไปไหน ไม่แก้ปัญหา โยนให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ตัวเล็กตัวน้อยในระดับพื้นที่ ไม่รับรู้ ไม่สนใจเสียงของชาวบ้านและผู้คิดต่างทางการเมือง สุดท้ายพอสถานการณ์นิ่งเงียบ ก็ใช้จังหวะลงพื้นที่เอาหน้า ทำพีอาร์ในเพจ ผมถึงได้พูดเสมอว่าปัญหาในกระทรวงนี้ไม่ว่าจะกรณีไหนมันจะไม่ได้รับการแก้ไขทั้งนั้นแหละ ถ้ายังอยู่ภายใต้ระบบการเมืองแบบนี้ มันถึงทางตันนานแล้ว

ดูจากการลักหลับเร่งรัดประกาศใช้กฎหมายลำดับรองประกอบพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมาก็เห็นแล้ว คิดเหรอว่าคนแบบวราวุธจะได้อ่านข้อเสนอของภาคประชาชน มันไม่มีทางไปถึง มันจะถูกสกัดกั้นจากข้าราชการเขี้ยวลากดิน สุดท้ายก็แค่ออกมาให้สัมภาษณ์โง่ๆ โลกสวยสมองหวาน แล้วกฎหมายก็ออกมา ประชาชนก็โดนหลอก กลายเป็นเครื่องมือกันไป” พชร กล่าว

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นยังไม่มีการยืนยันว่ามีชื่อของรมว.วราวุธ ในรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ได้สรุปวันอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 5 คน ว่าจะประชุมกันตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 3 กันยายน และลงมติในวันที่ 4 กันยายน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เผยว่า กระทรวงได้รับการประเมินระดับ A จากการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ 2564 โดยได้คะแนน 91.61 สูงกว่าปีก่อน (79.06) และคะแนนเฉลี่ยหน่วยงานต่างๆ (81.25) ซึ่ง “ตอกย้ำถึงนโยบายทส.เป็นหนึ่งเดียวของนายวราวุธ ศิลอาชา ได้เป็นอย่างดี”

เหตุเผาไหม้ยุ้งฉาง

คดี “เผาบ้านปู่คออี้” ศาลสั่งชัยวัฒน์ชดใช้ 45,148.05 บาท

รายงานข่าวจากเพจอีจัน เมื่อ 25 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา เปิดเผยว่าศาลปกครองเพชรบุรี พิพากษาคดีอุทธรณ์ ชัยวัฒน์ชดใช้เผาบ้านกะเหรี่ยง เหลือจ่ายแค่หลักหมื่น เหตุผล“ปฏิบัติการเพราะเป็นพื้นที่พิเศษ” รายละเอียดดังนี้

“จากเหตุ ยุทธการตะนาวศรีครั้งที่ 4 ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นหัวหน้าอุทยานฯ ขณะนั้น ได้ทำการเผาเพิงพักร้างของชาวกะเหรี่ยง เพื่อเป็นการผลักดันให้ชาวกะเหรี่ยงลงไปอาศัยอยู่ในที่ที่รัฐจัดสรรให้ ไม่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ต่อมามีชาวกะเหรี่ยงได้ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ชดใช้ค่าเสียหาย ว่ายุทธการตะนาวศรีครั้งที่ 4 นั้น มีการเผาทำลายบ้าน ปู่คออี้ มีมิ ผู้เฒ่าของชาวกะเหรี่ยงด้วย และอีกหลายบ้านได้รับความเสียหาย

ซึ่งต่อมาการฟ้องร้องและสิ้นสุดลงที่คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อส.77/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อส.4/2561 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ให้กรมอุทยานฯ ผู้ถูกฟ้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนายโคอิหรือคออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน ผู้ฟ้อง เป็นจำนวนเงิน 300,987 บาท และต่อมากรมอุทยานแห่งชาติฯ มีคำสั่งให้ นายชัยวัฒน์ฯ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวนเงิน 300,987 บาท แก่กรมอุทยานฯ นายชัยวัฒน์จึงสู้คดีด้วยการการอุทธรณ์ ฟ้องต่อ ศาลปกครองเพชรบุรี

24 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา ศาลปกครองเพชรบุรี นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 148/2562 ที่มีนายชัยวัฒน์ฯ เป็นผู้ฟ้องคดี ต่อ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 , อธิบดีกรมอุทยานฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 และ รองปลัดกระทรวงทรัพฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 3 โดยสรุปคำพิพากษา ได้ดังนี้

แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ม.22 จริง จนทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 

แต่อย่างไรก็ตามก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้างของนายโคอิหรือคออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน ตั้งอยู่ในป่าลึกที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงใกล้แนวชายแดนประเทศไทย-สหภาพเมียนมาร์ ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หากเดินเท้าต้องใช้ระยะเวลาการเดินเท้าเข้าไปไม่น้อยกว่า 3-4 วัน ไม่สามารถใช้ยานพานะสัญจรไปมาได้ 

ซึ่งในการตรวจสอบพบพื้นที่บุกรุก ณ ขณะนั้นผู้ฟ้องคดีและคณะเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มบุคคลใด หรือเป็นชนกลุ่มน้อย หรือเป็นของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย หรือเป็นผู้ลักลอบเข้ามาปลูกพืชสารเสพติด ทำให้การสืบสวนนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษมีข้อจำกัดทางด้านของสภาพพื้นที่ ประกอบกับการสื่อสารที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยได้ 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เห็นว่าคำสั่งทางปกครองในสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ อาจทำโดยวาจาหรือในรูปแบบอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือปิดประกาศเสมอไป ตามนัยมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

นอกจากนั้น หากผู้ฟ้องคดีและคณะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ฟ้องคดีและคณะเจ้าหน้าที่ผู้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ในการเข้าไปปิดประกาศคำสั่งหรือปิดประกาศแจ้งเตือนให้ผู้บุกรุกพื้นที่ที่เกิดเหตุหรือถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้นจากเขตอุทยานฯ อีกด้วย 

เนื่องจากอาจมีกลุ่มผู้ลักลอบผลิตและขนยาเสพติดหรือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่อาศัยสภาพป่ารกทึบและสภาพอากาศปิดในการอำพรางตัว เข้าทำการโจมตีคณะเจ้าหน้าที่ที่ร่วมสนธิกำลังไปปฏิบัติงานครั้งดังกล่าวได้ 

ด้วยมีข้อมูลว่าในพื้นที่ที่เข้าปฏิบัติงานดังกล่าวเคยเกิดเหตุการณ์ประทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนกับกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ในขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจกวาดล้างปัญหายาเสพติดในพื้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่บางรายได้รับบาดเจ็บและบางรายเสียชีวิต โดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ว่าไม่เป็นความจริง

แม่น้ำเพชรบุรี (ภาพ: GreenNews)

ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงมีหน้าที่ที่ต้องกำหนดระเบียบหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนรัดกุมและสอดคล้องกับการดำเนินการตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่หรือสถานการณ์พิเศษในกรณีเช่นนี้ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นได้โดยเคร่งครัด 

และถึงแม้จะปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติดังกล่าวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้วบางประการก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังจากเกิดเหตุพิพาทแล้ว อีกทั้ง หากนำไปถือปฏิบัติในสถานการณ์พิเศษที่ผู้ฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ประสบพบเจอดังกล่าวข้างต้น ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถนำไปปฏิบัติในสภาพพื้นที่อันยากลำบากดังกล่าวได้สมบูรณ์ครบถ้วน

หากพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่และสภาพความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดแล้วเห็นว่า ก่อนผู้ฟ้องจะเข้าปฏิบัติการภารกิจ “ยุทธการตะนาวศรี” 

ผู้ฟ้องคดีได้พยายามใช้วิธีการประสานกับผู้นำท้องถิ่นในเขตพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านบางกลอยล่าง และหมู่ที่ 2 บ้านโป่งลึก ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง และเป็นที่อยู่ของนายโคอิฯ กับพวกรวม 6 คนด้วย เพื่อให้ประกาศประชาสัมพันธ์แจ้งคำสั่งให้ผู้ที่กระทำผิด ตาม พ.ร.บ.อช. 2504 ยุติการบุกรุกแผ้วถางทำลายป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยุติการปลุกพืชเสพติด และให้หรือถอนหรือทำลายเพิ่งพักหรือสิ่งปลูกสร้างที่ผู้กระทำผิดได้ปลูกสร้างไว้ เนื่องจากผู้นำชุมชนในพื้นที่สามารถสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่ไม่เข้าใจภาษาไทยได้อันเป็นการแจ้งคำสั่งทางปกครองด้วยวาจา ตามมาตรา 34 และ 36 แห่ง พ.ร.บ.วิธีการปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539

แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ระเบียบและกฎหมายได้กำหนด แต่ผู้ฟ้องคดีก็พยายามหาแนวทางวิธีการ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้กระทำผิด ยุติการบุกรุก แผ้วทางทำลายป่ายกเลิกการปลูกพืชสารเสพติดและให้รื้อถอน หรือทำลายเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้างในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้เข้าหรือถอนเผาทำลายเพิงพักอาศัยหรือสิ่งปลูกสร้างในทันที 

อีกทั้งเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้างของนายโคอิ กับพวกรวม 6 คน ตั้งอยู่ในป่าลึกมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงใกล้แนวชายแดนไทย-สหภาพเมียนมาร์ ในเขต อช.แก่งกระจาน หากเดินเท้าต้องใช้เวลาในการเดินทางเข้าไปไม่น้อยกว่า 3-4 วัน และก่อนการปฏิบัติการฯ มีข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยมีเหตุปะทะฯ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น 

การที่ผู้ฟ้องคดีพร้อมคณะเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเข้าทำลายพืชเสพติดและทำลายเพิงพักในบริเวณที่มีการบุกรุกแผ้วถางป่าดังกล่าว โดยไม่นำเอาสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนออกมาเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย ก็ด้วยต้องรีบดำเนินการและรีบถอนตัวออกจากสถานที่เกิดเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง 

ประกอบกับตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ได้กล่าวไว้ว่า บริเวณที่เกิดเหตุที่มีการเผาทำลายเพิงพักอยู่ห่างไกลทางชุมชน การที่จะให้เจ้าหน้าที่ขนย้ายอุปกรณ์ที่รื้อถอนแล้วไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้มาเก็บไว้ที่ทำการ อช. เพื่อรอให้เจ้าของที่แท้จริงมารับ เป็นการกระทำที่เกินกว่ากำลังของเจ้าหน้าที่ที่จะปฏิบัติได้ ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่เผาทำลายจึงเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่กรณีแล้ว

นอกจากนั้นการดำเนินโครงการยุทธการตะนาวศรี ก็เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตพื้นที่ อช. ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ในหลายหลายครั้งรวมถึงครั้งพิพาทเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ผู้ฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ต่างก็เข้าเสี่ยงภัยไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้อง คุ้มครอง อนุรักษ์ และดูแลรักษาผืนป่า อช. ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทยและยังเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี ให้มีความอุดมสมบูรณ์และคงอยู่ในสภาพเดิมต่อไปไม่ให้ถูกทำลาย

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดและความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องด้วยแล้ว จึงสมควรให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชอบร้อยละ 30 ของจำนวนส่วนแห่งความรับผิดในร้อยละ 50 คิดเป็นจำนวนเงิน 45,148.05 บาท
โดยหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายชัยวัฒน์ฯ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอบคุณที่ศาลเมตตา เพราะที่ผ่านมาตนก็ทำงานอย่างเต็มที่” เพจอีจัน รายงาน

วราวุธ แจงจุดประสงค์การเยือน

เวลาราว 14.00 ของวันที่ 29 สิงหาคม สำนักข่าวประชาสัมพันธ์ ได้เผยแพร่ว่า รมต.วราวุธได้ลงพื้นที่พร้อมคณะ เพื่อติดตามผลความคืบหน้าโครงการฯ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนว่ายังมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขอีกหรือไม่ รัฐบาลมีความเป็นห่วงทุกด้าน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชน ว่ายังขาดอะไรอยู่บ้างและสิ่งที่ขาดจะต้องเร่งทำให้เสร็จโดยเร็ว พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชน