“เป็นไปได้ และต้องเป็น” จัดการร่วมพื้นที่แก่งกระจานหลังเป็นมรดกโลก

บทสรุปที่ออกมาในทิศทางเดียวกันจากเวทีระดมความเห็นว่าด้วยการจัดการพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานหลังขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ “ต้องจัดการร่วม” 

สผ. ประกาศ “จะให้มีการมีส่วนร่วมมากที่สุด” ชาวบางกลอยเผย “ขอแค่ยอมรับวิถีของเรา” ผู้แทนยูเนสโกแจง “รัฐมีหน้าที่ปรึกษาชุมชน จัดการร่วม” ด้านมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเสนอ “ควรเดินตามโมเดลทุ่งใหญ่นเรศวร” 

ระดมความเห็น “จัดการร่วม เป็นไปได้ ?”

“ชวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติ “ผืนป่าแก่งกระจาน” มาร่วมพูดคุยถึงการจัดการทรัพยากรร่วมกันที่พอจะเป็นไปได้ ภายหลัง “ผืนป่าแก่งกระจาน” ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ” มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดเวทีเสวนาออนไลน์ “แก่งกระจาน หลังมรดกโลก :การจัดการร่วมที่เป็นไปได้” เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

นับเป็นเวทีแรกที่จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นว่าด้วยการจัดการพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานภายหลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยได้รับความสนใจเข้าร่วมแลกเปลี่ยนจากหลากหลายภาคส่วนร่วมทั้งตัวแทนจาก ภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (OHCHR) ฝ่ายวัฒนธรรม (UNESCO) เยาวชนบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี คณะกรรมการมรดกโลก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และกัวเตมาลา 

‘ผืนป่าแก่งกระจาน’ ถูกรับรองให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อวันที่ (27 ก.ค. 64) ที่ผ่านมา โดยองค์กรยูเนสโก UNESCO ขึ้นทะเบียนพิจารณาตามเกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) ข้อที่ 10 ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของชนิดพันธุ์พืช นับเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติครั้งที่ 3 และมรดกโลกครั้งที่ 6 ของประเทศไทย 

กลุ่มป่าแก่งกระจาน (KKFC) พื้นที่รวม 2.5 ล้านไร่ ยาว 200 กิโลเมตร โดยมี 4 พื้นที่อนุรักษ์ ครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัด ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพพันธุ์พืช-สัตว์ มากกว่า 700 ชนิด หายากในโลก เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำปราณบุรี แม่น้ำชี

25 ปี ท่ามกลางการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชุมชนบ้านโป่งลึก-บางกลอย บนพื้นที่ผืนป่าแก่งกระจาน หลังถูกบังคับอพยพลงมาเมื่อปี 39 โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจาน เกิดการตั้งคำถามสังคมไทย ถึงสิทธิที่ดินทำกินชุมชนบางกลอยควรได้กลับจากบางกลอย-ใจแผ่นดิน (พื้นที่ดั้งเดิมพันกว่าปี) แกนนำนักสิทธิฯ 2 คนถูกบังคับให้สูญหาย-เสียชีวิต และคดีการฟ้องร้องโดยจนท.อุทฯ ปมดังกล่าวยังไม่ได้การแก้ไข ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก 

“จะให้มีการมีส่วนร่วมมากที่สุด” : สผ. ประกาศ

ประเสริญ ศิรินภาพร รองเลขาธิการสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผยว่า กลไกภาครัฐที่มีบทบาทเกี่ยวกับมรดกโลก ‘คณะกรรมการระดับชาติ’ โดยมี ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะฯ และมีรองประธานคณะฯ จากรัฐมนตรีทั้ง 3 กระทรวง รมว.กระทรวงทรัพฯ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม และ รมว.การต่างประเทศ  

“การได้รับขึ้นทะเบียนเป็นการดำเนินการร่วมมือระหว่างภาครัฐ ทุกภาคส่วน สเต็ปต่อไปคือให้มีการอนุรักษ์ มีส่วนร่วมให้มากที่สุดไม่ให้ตัว OUV (คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล) ตามข้อ 10 เรื่องความสมบูรณ์ลดลง โดยมีกรมอุทยานแห่งชาติดูแลเป็นหลัก

เรามีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากการมีส่วนร่วม นโยบายคนอยู่กับป่าก็ยังมีอยู่ ก็พยายามที่จะรักษาความสมบูรณ์ระหว่างคนกับป่า 

กรมอุทยานก็มีความพยายามในหลายเรื่อง อย่างต่อเนื่องเป็นระยะยาวนานเหมือนกันนะครับ ในลำดับถัดไป เราพยายามจะเร่งจะทำความเข้าใจเพิ่มเติมชุมชน ในการขึ้นทะเบียนผืนป่าแก่งกระจาน (KKFC) แก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิต ตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.อุทยาน พ.ร.บ.สงวนคุ้มครองและสัตว์ป่า ปี 62 เร่งการออกกฎหมายลำดับรองต่อไป 

ซึ่งเกี่ยวข้องการถือครองที่ดินชุมชน รวมทั้งต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมในแง่บริหารจัดการพื้นที่ ต้องมีส่วนร่วมเป็นกรรมการพื้นที่ปกครอง มีข้อร้องเรียนจากทางชุมชน รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาชุดใหญ่ รอ.ธรรมนัส เป็นประธาน มีอนุเกี่ยวข้อง 5 ชุด สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวกะเหรี่ยงได้เป็นอย่างดี ในแง่การตรวจสอบข้อเท็จจริง” ประเสริญ กล่าวระหว่างเข้าร่วมเวที

“ทั้งนี้ 21 ประเทศภูมิภาคเอเซียนแฟซิฟิก ประเทศไทยได้ถูกเลือกเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมรดกโลก ระหว่างปี 2562-2566 ‘ผืนป่าแก่งกระจาน’ เข้ารับการพิจารณา 3 ครั้ง มาสำเร็จครั้งที่ 4 ประชุมออนไลน์ทางไกลครั้งที่ 44 ณ เมืองฝูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน” รองเลขาธิการ สผ. กล่าวเพิ่มเติม

“ขอแค่ยอมรับวิถีของเรา” ชาวบางกลอยเผย

“ความคาดหวังทันทีหลังทราบพื้นบ้านป่าแก่งกระจานถูกประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ขอเพียงวิถีชีวิตวัฒนธรรมชุมชนบ้านบางกลอย สืบทอดพันธุ์เมล็ดข้าว ทำไร่หมุนเวียนตามบรรพบุรุษ ได้ถูกรับการยอมรับและแก้ไขปัญหา” ประเสริฐ พุกาด ตัวแทนชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย เปิดเผยความรู้สึกในเวทีฯ 

ประเสริฐเป็น 1 ใน 84 คน ที่ถูกบังคับจับกุมเมื่อ 5 มีนาคม 2564 ด้วยข้อหาบุกรุกป่าตามพ.ร.บ.ป่าไม้ โดยเจ้าหน้าที่แก่งกระจานปฏิบัติการยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร อพยพชาวบ้านจากพื้นที่บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ลงมาดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดเพชรบุรี ภายหลังปล่อยตัวชั่วคราว 55 ราย อีก 29 ราย ซึ่งกำลังอยู่กระบวนการฟ้องเร่งดำเนินคดี 

คนในพื้นที่ถูกบังคับให้ลงมาบางกลอยล่าง-โป่งลึก ไม่สามารถทำกินได้ แม้จะออกไปรับจ้างข้างนอกก็ยังเจอปัญหาเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ที่ไม่ได้รับการยอมรับคนภายนอก ค่าแรงครองชีพไม่เพียงพอ เหตุการณ์โควิด-19 รอบสอง เป็นความพยายามล่าสุดเพื่อขอกลับไปอยู่บางกลอยบน – ใจแผ่นดิน

“ในวิถีชีวิตของพวกผม การนับถือของพวกผมต่างกัน เป็นความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง ว่าเมล็ดข้าว จะไม่ทิ้ง การสืบทอดต่อจากบรรพบุรุษ รัฐใช้อำนาจกฎหมายให้พวกเราผมลงมา พวกผมจะทำกินที่อยู่อาศัย ไม่มีทำให้ไม่ได้สูญหายไป พวกผมคิดจะตัดสินใจไปทำไร่ตรงนั้น เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินคดี พวกผมเลยกลายเป็นว่าผู้บุกรุก 

ถ้ารัฐยอมให้พวกผมกลับไปทำ ใช้ชีวิตโดยที่ว่าไม่ให้พวกผมเป็นคนงานรับจ้าง ทุกวันนี้ อยู่กันแบบไม่เพียงพอเงินที่ทำมา ก็อยู่ลำบาก แม้กระทั่งตัวผมและคนอื่นๆผมตั้งใจว่าทำงานไม่ทำพวกผมก็ไม่มีกิน ที่สำคัญคือวิถีชีวิตพวกผมคิดมาตลอดว่าจะไม่ทอดทิ้ง เช่นพันธุ์ไร่ข้าว พืชไร่ ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมครับ

เป็นวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง มีศักดิ์ศรี ไม่ต้องให้เขามาบริจาคอย่างเดียว การให้บริจาคอยู่ตรงนั้นอยู่แบบไม่มีศักดิ์ศรี อยากเป็นอยู่ของตนเอง เป็นความสำคัญของสำคัญวิถีชีวิตของตัวเอง ถ้าลำบาก เขาก็ต้องช่วยเหลืออยู่แบบพวกเขาก็เลยว่าชาวกะเหรี่ยงไม่มีศักดิ์ศรี มีความพยายาม ปู่คออี้ พยายามที่จะต่อสู้ปัญหาต่างๆ เขาต่อสู้เขาก็ได้เสียชีวิตไปแล้วมีลูกเขาปู่หน่อเอะ ยังต่อสู้อยู่ทุกวันนี้

แต่ก่อนบรรพบุรุษของเราอยู่บางกลอยบน-ใจแผ่นดินมาตลอด ต้องเป็นสิทธิของพวกผมเองว่าจะยอมรับเขาหรือว่าไม่ยอมรับ ถ้ามรดกโลกถูกแต่งตั้งขึ้นมาเขาก็น่าจะควรตรวจสอบในพื้นที่ป่าแก่งกระจานให้มากพอว่าข้อมูล ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรบ้าง การถูกคุกคามในวิถีชีวิต อุ้มหาย ประวัติแก่งกระจานยังมีข้อสงสัยที่ไม่ได้แก้ไขพอสมควร” ตัวแทนชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย อธิบาย

“รัฐมีหน้าที่ปรึกษาชุมชน จัดการร่วม” ยูเนสโกแจง

มณฑิรา อูนากูล เจ้าหน้าที่ชำนาญการประจำประเทศฝ่ายวัฒนธรรมยูเนสโก เปิดเผยว่า หลังจากป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก คณะกรรมการมรดกโลกมีข้อตกลง รัฐไทยยังมีหน้าที่ในฐานะภาคีเดินหน้า 3 ประเด็น 1 ขอบเขตพื้นที่ปรับแก้แล้วระหว่างรัฐภาคีไทยและพม่า เนื่องด้วยแก่งกระจาน ไทย และ ทะยินทะยี พม่า อยู่ใกล้กัน 2 สร้างความมั่นใจความสมบูรณ์-คุ้มครอง-จัดการยั่งยืนพื้นที่มรดกโลก 3 ปรึกษาชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่มรดกโลก

“ยูเนสโก Uesco มีเป้าหมายมรดกโลก ทั้งหมดเป็น 5 ข้อ โดยเน้นข้อสุดท้าย Communities ชุมชน ที่เน้นถึงบทบาทชุมชนการคุ้มครองมรดกโลก ส่วนการดูแลพื้นที่การจัดการภายใต้มรดกโลก มีกฎหมายระหว่างประเทศอนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกปี 1972  (World Heritage Convention) รัฐบาลไทยให้สัญญากับฉบับนี้แล้วกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ ในการดำเนินเพื่อบรรลุเป้าหมาย

อนุสัญญาว่าด้วยมรดกโลกเกี่ยวกับจัดการมีส่วนร่วม หยิบยกมาพูดทั้งหมด 2 ข้อ มาตรา 12 รัฐภาคีต่ออนุสัญญาควรจะใช้กลไกกระบวนการที่เน้นสิทธิมนุษยชน ควรสร้างความมั่นใจการมีส่วนร่วม ของมีส่วนได้เสีย ผู้ครองสิทธิผู้จัดการในแหล่ง รัฐบาลท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น ชนเผ่าพื้นเมือง NGO การคุ้มครองพื้นที่มรดกโลกควรจะมีส่วนร่วม

มาตรา 14 รัฐภาคีควรจะนำอนุสัญญา เอกสารสำคัญอื่นๆของยูเนสโก กับสหประชาชาติ SDG ทำให้ร่วมกัน สะท้อนให้เห็นความสำคัญมรดกโลกส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน มาตรฐานสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่มรดกโลกพยายามยึดโยงประเด็นอื่นๆการพัฒนายั่งยืน การคุ้มครองสิทธิด้านอื่นๆ” มณฑิรา กล่าว 

เจ้าหน้าที่ชำนาญการประจำประเทศฝ่ายวัฒนธรรมยูเนสโก ยังอธิบายอีกว่า ข้อดีที่ประเทศไทย สามารถต่อยอดในเรื่องการปรับกฎหมายพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติปี 2562 มาตรา 64 กับ 65 ว่าด้วยวิธีการจัดการพื้นที่ที่ดินในผืนป่าร่วมกับชุมชน 

เนื่องจากเคยมีการทำ MOU ร่วมกันกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และหน่วยงานอื่นๆ ชูประเด็นชาติพันธุ์ เรื่องกรอบกฎหมาย นำไปสู่การปฏิบัติประกาศพื้นเขตวัฒนธรรมพิเศษ เพื่อให้เป็นกฎหมาย จนเกิดความร่วมมือ สู่การร่างพ.ร.บ.กฎหมายว่าด้วยชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ ปัจจุบันมี 5 ฉบับ ครอบคลุมประเด็น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชาติพันธุ์ การรักษาความหลากหลายชีวภาพ 

โดยขอให้ใช้มรดกโลกเป็นอีกกลไก เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG ทั้ง 17 ข้อ” ผู้แทนยูเนสโกกล่าวในเวที

“ควรเดินตามโมเดลทุ่งใหญ่นเรศวร” มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเสนอ

สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เสนอว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ตัวอย่างที่แก้ไขปัญหา-จัดการพื้นป่ามรดกโลกมีส่วนร่วมเป็นอย่างดี ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง’ ซึ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม แห่งแรกในประเทศไทย เมื่อปี 2534 และเหตุผลสำคัญที่รัฐต้องปรับตาม บริบทสภาพปัญหาใกล้เคียงกับกรณี กลุ่มป่าแก่งกระจาน การอาศัยอยู่โดยชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (ชนเผ่าพื้นเมือง)

“ปี 2518 วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เคยดำเนินการการจับกุมชนเผ่าพื้นเมือง เนื่องจากเข้าใจว่าวิถีชีวิตการทำไร่หมุนเวียน คือการตัดไม้ทำลายป่า จากการศึกษาลงรายละเอียดพบว่าไร่หมุนเวียน คือการอนุรักษ์ป่ารูปแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงยุติการจับกุม

รูปแบบการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน คือ ป้องกันคนภายนอก-การพัฒนาที่ไม่เข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้าน เช่น การทำพืชเชิงเดียว กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบประกาศเป็นเขตมรดกโลก โดยการมีส่วนร่วมทุกฝ่าย ชนเผ่าพื้นเมืองยังทำงานปกป้องผืนป่าร่วมกับเครือข่าย และเจ้าหน้าที่ เช่น พบเหตุการณ์บุกรุกจากภาคเอกชน แจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการ แต่กรณีป่าแก่งกระจานไม่เป็นเช่นนั้น 

การที่รัฐไปอ้างว่าได้อพยพชาวบ้านปี 2539 แล้วจะมาดูแลจัดการชาวบ้านอันนั้นคือต้นเหตุดำเนินการด้วยสาเหตุนี้ต่อมาผมยังมองว่าเป็นการจัดการซึ่งไม่น่าถูกต้องนัก เพราะการย้ายอพยพชาวบ้านมาอยู่ในอีกจุดหนึ่งอุทยานแห่งชาติเหมือนกัน ไม่มีอำนาจทางกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ทำได้ครับ จุดที่มาอยู่ใหม่ก็เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ เหมือนกัน 

รัฐจะสามารถจัดสรรให้ที่ชาวบ้านอยู่ได้ในกรณีที่เป็นป่าสงวนเท่านั้น ถ้าเป็นในเขตป่ารักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐไปเคลื่อนย้าย ชาวบ้านจากอะไรเลยครับ ไปจับพื้นชาวบ้านไม่ได้

การที่ผิดกฎหมายจะเดินตรงนี้ต่อก็เดินไม่ได้ จะไปพัฒนาชาวบ้าน จะเอากฎหมายไหนไปรองรับพัฒนาชาวบ้านเป็นพื้นที่จัดสรรใหม่ เอากฎหมายใหม่ ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติปี 2562 ไปจัดการมันก็ไม่ได้ เขาให้ทำในพื้นที่ทำกินเดิม อันนี้คือพื้นใหม่ ซึ่งรัฐไม่มีสิทธิเข้าไปจัดด้วย 

สิ่งที่รัฐทำให้ชุมชนกลับไปอยู่ที่เดิมแต่ใช้มาตรา 64 และ 65 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติปี 2562 เขาไปสำรวจที่ทำกินชาวบ้านแล้วก็ให้สิทธิชาวบ้านอยู่ กฎหมายมีแล้ว ขั้นตอนมีแล้วเดิมให้ถูกก็จะมีช่องทาง ให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่เดิมของเขาได้เลย” สุรพงษ์ อธิบาย