“กะเหรี่ยงอมก๋อย” ร่วมส่งพืชผักบรรเทาทุกข์โควิดคนจนเมือง-ไร้บ้านเชียงใหม่

3 ชุมชนกะเหรี่ยงอมก๋อย “กะเบอะดิน-ผาแดง-แม่ต๋อม” ร่วม 11 ชุมชนชาติพันธุ์ภาคเหนือส่งผลผลิตการเกษตรเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์คนจน-คนไร้บ้านในตัวเมืองเชียงใหม่จากสถานการณ์โควิด พร้อมสื่อสารสาธารณะประเด็น “ความมั่นคงด้านอาหาร-ที่ดิน-สิทธิชาติพันธุ์”

ภาพ : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

 

ปันอาหาร บรรเทาทุกข์กลุ่มยากไร้ในเมือง

วันนี้ (22 ส.ค. 2564) 3 ชุมชนกะเหรี่ยง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ได้แก่ บ้านกะเบอะดิน บ้านผาแดง และบ้านแม่ต๋อม ได้ร่วมระดมพืชอาหารจากพื้นที่สูงเข้าสมทบโครงการ “ปั๋นอิ่ม” และ “สู้ภัยโควิดด้วยสิทธิชุมชน” เพื่อช่วยเหลือคนจนเมืองและคนไร้บ้านในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยผลผลิตที่ระดมมาได้แก่ ข้าวสาร มะเขือเทศ ฟักทอง กะหล่ำปลี ฟักเขียว กะเพราะ แขนง ตะไคร้ ใบมะกรูด ถั่วฝักยาว และหน่อไม้

“เราเห็นว่าคนจนเมืองและคนไร้บ้านกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ในขณะที่ชุมชนชาติพันธุ์มีความมั่นคงทางอาหาร จึงได้ระดมผลผลิตมาแบ่งปัน ก็จะทำต่อไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะดีขึ้น” พรชิตา ฟ้าประธานไพร ชาวกะเหรี่ยงบ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ผู้ประสานร่วมกับโครงการปั๋นอิ่ม และโครงการสู้ภัยโควิดด้วยสิทธิชุมชน กล่าว

“รู้สึกดีใจที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องในเมือง เราก็เห็นกันว่าหลายๆ พื้นที่ในเมืองได้รับผลกระทบจากโควิดหนักมาก ตกงาน ไม่มีงานทำ พอไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ไม่มีเงินก็ไม่มีข้าวกิน บางคนก็มีลูกหลานต้องเลี้ยง

เราได้โชว์ศักยภาพในหมู่บ้านเราว่าเรามีพื้นที่ป่า ชาวบ้านใช้พื้นที่ป่าในการสร้างความมั่นคงทางอาหารเหล่านี้เพื่อมาแจกจ่ายคนในเมืองได้ มันเป็นเรื่องราวอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมได้รู้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์เรามีความมั่นคงทางอาหาร สามารถจัดการตัวเองได้โดยไม่ต้องมีหน่วยงานมาจำกัดสิทธิของเรา” พรชิตากล่าว

 

ภาพ : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

 

น้ำใจจากกลุ่ม “คนทุกข์” บนดอย

ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงอมก๋อยกล่าวว่า การระดมความช่วยเหลือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ราคาผลผลิตตกต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ และสถานการณ์ความไม่มั่นคงด้านที่ดิน 

“สถานการณ์ราคาผลผลิตตกต่ำจนชาวบ้านต้องนำผลผลิตที่ไม่สามารถขายได้ไปทิ้ง รวมทั้งสถานการณ์ความไม่มั่นคงด้านที่ดินจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ทั้งอุโมงค์ผันน้ำยวม และเหมืองแร่อมก๋อย ซึ่งได้มีการยื่นขอสัมปทานที่ดิน 284 ไร่ 30 ตารางวา ทับพื้นที่นาและที่สวนของชุมชน อาจทำให้วิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยนไป

วิถีชีวิตของชาวบ้านอาจจะเปลี่ยนไป ชาวบ้านอาจไม่สามารถทำอาชีพเกษตรกรได้ การขนส่งอาจจะลำบาก สุขภาพ พื้นที่ทำกินก็หายไป น้องๆ นักเรียนที่ไปเรียนก็อาจต้องใช้เส้นทางร่วมกับทางที่เขาขนแร่ ซึ่งใน EIA เขาบอกว่ารถจะผ่านวันละ 50 คัน มันเป็นรถหกล้อ รถใหญ่ เราต้องหลบให้เขาตลอด หรืออาจเกิดอุบัติเหตุ ผลผลิตก็น่าจะไม่ได้เหมือนเดิม คือมันเป็นฝุ่นละออง มันเป็นเคมี แล้วมันตกอยู่ในผลผลิตของเรา มันก็อาจจะทำให้ผลผลิตไม่ออก หรือไม่มีคนกล้าซื้อเพราะปนเปื้อน” พรชิตา กล่าว

 

ภาพ : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

 

สื่อสารเรื่อง “สิทธิ-ความมั่นคงด้านอาหาร-ที่ดิน”  ผ่านวิกฤตโควิด

พชร คำชำนาญ เจ้าหน้าที่รณรงค์สื่อสาร มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ผู้ประสานงานโครงการสู้ภัยโควิดด้วยสิทธิชุมชน กล่าวว่า ชุมชนใน อ.อมก๋อย นับเป็นชุมชนที่ 12 ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ แสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ ชุมชนชาติพันธุ์ได้รับผลกระทบด้านอาหารน้อยมาก เพราะชุมชนมีศักยภาพในการผลิตอาหารที่สูงมากแม้ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย และการพยายามแย่งยึดที่ดินจากทั้งรัฐและทุน

“พื้นที่อมก๋อยเป็นป่า กลุ่มชาติพันธุ์ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่มั่นคง โครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ อุโมงค์ผันน้ำ และโครงการปลูกป่ากำลังคืบคลานเข้าไปในชุมชน ความเข้าใจของสังคมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงมีอคติ การระดมความช่วยเหลือครั้งนี้จากพี่น้องอมก๋อย จะเป็นภาพสะท้อนว่าการแย่งยึดที่ดินและทรัพยากรไปจากกลุ่มชาติพันธุ์นั้นไม่ใช่เพียงการทำลายความมั่นคงทางอาหารของชุมชน แต่ยังทำลายแหล่งความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งเชียงใหม่ รวมทั้งคนทั้งประเทศไทยด้วย

“รัฐต้องคืนสิทธิด้านที่ดินให้ชุมชนชาติพันธุ์ เพราะในสถานการณ์ที่รัฐไม่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเท่าที่ควร ชุมชนชาติพันธุ์ได้พยายามแบ่งปันเต็มศักยภาพ จึงควรต้องรักษาพื้นที่แบบนี้ไว้ ไม่ใช่ยิ่งเดินหน้าทำลาย

ในเมื่อชุมชนชาติพันธุ์มีศักยภาพขนาดนี้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบรัดและมีข้อจำกัดขนาดนี้ พวกเขาก็ยังมีผลผลิตและมีจิตใจที่คิดจะแบ่งปัน พื้นที่แบบนี้ไม่ได้เหลืออยู่มากมายนักในประเทศไทย ทำไมแทนที่เราจะไปทำลายเขา เราไปช่วยส่งเสริมเขาดีกว่าไหม อย่างแรกคือคุ้มครองพื้นที่การทำมาหากินของเขา คืนสิทธิด้านที่ดินทำกินให้เขา เขาอยู่ในพื้นที่มาก่อน ดูแลป่ามาก่อน ถึงได้มีฐานทรัพยากรสมบูรณ์ขนาดนี้ นี่เป็นเวลาสำคัญที่คนต้นน้ำและคนปลายน้ำจะได้เข้าใจกัน เพราะในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้เราก็เห็นกันแล้วว่ารัฐไม่ช่วยอะไร มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่ช่วยกันเอง” พชร กล่าว

พชรกล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งเดือนหลังโครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้น มีชุมชนชาติพันธุ์และชุมชนเกษตรกรที่มีฐานการผลิตร่วมแบ่งปันทั้งสิ้น 12 ชุมชน กระจายตัวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และแม่ฮ่องสอน แบ่งปันสู่ชุมชนคนจนเมือง รวมถึงคนไร้บ้านในจุดประสานงานหลัก ได้แก่ ข่วงประตูท่าแพ กาดหลวง และประตูช้างเผือก และยังมีแผนจะขยายโครงการไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแคมป์แรงงาน จนถึงการคิดรูปแบบการแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ส่งคืนสู่ชุมชนบนพื้นที่สูงต่อไป