ช้างย้อน

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 6 ช้างย้อน

เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

 

 

คืนเดือนหงายคืนนั้น แสงเดือนส่องสว่างพอให้เห็นยอดไม้ยอดหญ้าเมื่อเราเดินออกมาในที่โล่ง แต่เมื่อกลับเข้าไปมุดอยู่ในดงชัฏของป่ายูคาลิปตัส หรือเดินอยู่ใต้พุ่มเงาป่ายางพาราที่เบียดเสียดหนาแน่น รอบกายของพวกเราก็มืดสนิทลงทันที

ไฟฉายหลายลำยังคงกวัดแกว่งไปมาพร้อมกับเสียงโห่ร้องระงมขับไล่ความสงบ เพราะเป็นเวลาที่เรากำลังผลักดันฝูงช้างป่าเพศเมียฝูงหนึ่งกลับเข้าไปในเขตป่าอนุรักษ์

นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันออกมาหากินนอกเขตป่าระแวกนี้ ตำบลคลองตะเกราอำเภอท่าตะเกียบจังหวัดฉะเชิงเทรา หากแต่พวกมันปรากฏตัวให้ใครต่อใครได้เห็นมานานร่วม 8 เดือนแล้ว นับจากเดือนพฤศจิกายน ศกที่แล้ว ซึ่งก่อเกิดเป็นความเสียหายเรื้อรังในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวสับปะรด ฤดูที่หัวมันสำปะหลังกำลังออกหัว และเช่นเดียวกันกับต้นอ้อยที่กำลังเติบโตสูงใหญ่ได้ที่ ทันทีที่พวกมันเข้ามา คราบน้ำตาและหยาดเหงื่อของผู้คนในตำบลนั้นจึงทบทวีเป็นเท่าตัว

สวนป่าสอง ช้างเผือกหนึ่ง ว.2″

ครั้นเมื่อผมและเด็ก ๆ ทีมฟันน้ำนมที่ประกอบด้วย เจ้าแบม เจ้าไผ่ และเด็กใหม่ชื่อเจ้าแม็กเดินทางมาถึง จึงกดวิทยุเรียกหา “น้าปัญญา” ของเด็ก ๆ เพื่อขอเข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้

ว.2″ เขาตอบรับ

ขออนุญาตเข้าเครือข่ายวิทยุ และร่วม ว.4″

เข้าร่วม ว.4 ได้ทันทีครับ ผมกำลังตามติด 59 อยู่ ตอนนี้ 59 กำลังออกจากป่ายูคาเข้าป่ายางพารา พวกท่าน ว.1″

เราอยู่ห่างจากท่านประมาณ 1 กิโลเมตร เดี๋ยวเดินเข้าไปสมทบ”

ในฐานะอาสาสมัครผลักดันช้างป่าภาคประชาชน เรามิอาจจะดำเนินการใดใดได้ตามลำพัง หากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในพื้นที่ไม่อนุญาตให้เราเข้าร่วมภารกิจ และปัญญา จึงได้รับการประสานงานอนุญาตให้เข้าร่วมก่อนหน้านั้นแล้ว และเมื่อเขาสามารถดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ได้เขาจึงขอกำลังสนับสนุนจากพวกเรา – เราจึงมีโอกาส

 

 

ดวงเดือนที่เกือบจะเต็มดวงยังคงส่องแสงให้เราได้มองเห็นเส้นทางในที่โล่ง เราอาศัยแสงเดือนนั้นนำทางเราให้เดินเข้าไปหาปัญญาได้อย่างสะดวก เจ้าแบมกับเจ้าไผ่ที่มีประสบการณ์การเดินผลักดันช้างร่วมกับปัญญามาหลายครั้งออกหน้าไปก่อน ถัดมาเป็นผมที่แบกกล้องภาพยนตร์เดินตามหลังติด ๆ ส่วนเจ้าแม็กผมให้ติดตามผมเพื่อคอยระวังหลังให้ เด็กใหม่เกาะติดหลังผมแจ ราวกับความกลัวที่ฝังลึกอยู่ภายใต้จิตสำนึกนั้นมันลุกขึ้นมาทำหน้าที่แทนความกล้า

“เดินติดน้าไว้ ส่องไฟตรวจดูซ้ายและขวาให้ดี”

ผมกำชับเขาอย่างนั้น และว่าง่าย เขากวาดไฟฉายไปมาจนลืมดูทางที่เขาเดินสะดุดหกล้มหัวมำหลายต่อหลายครั้ง และเป็นเช่นนั้น ประสบการณ์จะสอนสั่งให้เขาช่ำชองในไม่ช้า

เมื่อเราเดินถึงจุดที่ปัญญาและเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนกำลังติดตามผลักดันช้างป่าฝูงนั้น ผมก็เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ 4-5 คนพร้อมอาวุธยืนคุมเชิงอยู่ห่าง ๆ เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า “พวกเขาก็ใหม่กับการเดินผลักดันช้างเช่นนี้” จึงเหลือเพียงปัญญาและ “ตาเคียงไพร” อาสาสมัครวัยร่วมหกสิบปีในพื้นที่อดีตครูสอนยิงปืนเดินติดตูดช้างอยู่อย่างนั้น และทันที เด็ก ๆ อาสาตัวกะเปี๊ยกเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็พุ่งตรงเข้าไปหาอาสาฯ ทั้งสองคน ช่วยโห่ร้องกู่ตะโกนก้อง ฟังดูเหมือนกับชนเผ่าเมาลีที่กำลังทำพิธีกรรมทางความเชื่อตามจารีตในภาพยนตร์สารคดีต่างประเทศ

ผูกเชือกรองเท้าให้แน่น แล้วเดินตามมัน จะสามารถจำกัดทิศทางเดินของพวกมันได้” ศาสตร์ในการติดตามผลักดันช้างป่าที่หัวหน้าพิทักษ์ ยิ่งยง ผู้คร่ำหวอดช้างป่าในภาคตะวันออกสอนพวกเขาดูจะได้ผล เพราะช้างป่าทั้งฝูงเดินกลับไปยังทิศทางที่พวกมันออกมาอย่างว่าง่าย

เราจะเอาไปที่เขาแหลมก่อน จากนั้นจะดันมันต่อให้เข้าเขตป่า งานนี้อาจถึงสว่างคาตา ทุกคนเตรียมตัวและจิตใจให้พร้อม” ปัญญาแจ้งเป้าหมายให้พวกเราได้รับทราบก่อนจะยกวิทยุสื่อสารคลื่นสั้นกำหนดทิศทางให้รถยนต์สี่ห้าคันคอยป้องกันการแตกเตลิดของฝูงช้างป่าทั้งซ้ายและขวา

“โมบาย ประกบขนาบล่วงหน้า 4-500 เมตร คอยดูอย่างเดียว งดใช้เสียงตูมตาม”

 

 

เมื่อเราหลุดออกจากป่ายางพาราที่ยอดใบเบียดเสียหน้าแน่น เบื้องหน้า

ปรากฏเป็นไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตา ไกลออกไปรถไถคันหนึ่งกำลังเร่งเครื่องเป็นจังหวะ ๆ ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นตาเก๊าเจ้าของไร่อ้อยกำลังขับรถไถกันช้างป่าพวกนั้นไม่ให้เข้าไร่อ้อยของตัวเอง แต่ทว่าแกกลับขวางทางผิดทิศ เพราะเมื่อช้างเข้าไปในไร่อ้อยมันจะต้องเดินทะลุไปบนเส้นทางที่แกขวางอยู่ จึงทำให้ช้างป่าทั้งฝูงหยุดนิ่งและได้โอกาสกินอ้อยอย่างเมามันส์ เสียงหักอ้อยดังโป๊ะต่อเนื่องอยู่อย่างนั้น

“เฮ้ย มาช่วยเอาช้างออกไปจากไร่อ้อยผมสิว่ะ มันจะกินหมดแล้ว นี่ผมลงทุนมาเยอะแล้วนะ”

ป่าอ้อยที่ปลายยอดสูงราวสามเมตร เมื่อพวกเราบุกตะลุยเข้าไปในนั้นระยะการมองเห็นก็เหลือเพียงไม่ถึงวา เพราะมันรกเรื้อไปด้วยใบอ้อยที่คมกริบราวกับใบมีด บาดแขนบาดคอจนเลือดไหลซิบแสบคันกันไปถ้วนหน้า เราอาศัยเพียงเสียงของช้างเพื่อให้รู้ตำแหน่งของพวกมัน สิ่งกีดขวางก็มีเพียงต้นอ้อยอันเปราะบางกั้นกลางระหว่างเรากับช้างทั้งฝูงตรงหน้า

ขณะที่เรามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากต้นอ้อยที่หนาทึบ ปัญญาจึงตัดสินใจพาพวกเราทั้งทีมออกมายังพื้นที่โล่ง เมื่อนั้นเอง ตาเก๊าก็ตะโกนซ้ำ ๆ “ผมลงทุนมาเยอะ” อยู่เช่นนั้น

“ไม่คุ้มเสี่ยง ตาเก๊าต้องเอารถไถเบี่ยงขวาออกมาเสียก่อน ไม่งั้นเราอันตราย” ใครบางคนตะโกนกลับไป

เมื่อฝูงช้างจำนวน 11 ตัวหลุดออกจากไร่อ้อยไปได้มันมุ่งหน้าเข้าป่าปาล์ม หลุดเข้าไร่มันสำปะหลัง ผ่านเข้าป่ายูคาฯ ลำต้นเท่าเทียนไขซึ่งรกรุงรังไปด้วยก้านใบที่หนาทึบเรามองเห็นเพียงตีนช้างที่วิ่งกรูเข้าไป ระยะห่างจากจุดนั้นถึงเขาแหลมอันเป็นที่หมายราว 2 กิโลเมตร เพียงแค่พวกมันข้ามถนนไปได้พวกเราจะได้พักอย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมงเพื่อเตรียมผลักดันมันเข้าป่าในระยะทางแค่ 6 กิโลเมตรสุดท้าย แต่ทว่า

“ตูม!!” ทั้งคนและรถยนต์ และเสียงประทัดที่อัดอยู่ในท่อเหล็กก็ดังขึ้นมาจากด้านหน้าของพวกมันและพวกเรา

หลบไปก่อน ขวางทางช้างอยู่” ผมตะโกนสุดเสียงเป็นประโยคซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น

เราฉีกออกซ้ายได้ไม่กี่ก้าว ช้างทั้งฝูงก็วิ่งสวนกลับมา เสียงช้างเอ็ก ๆ ๆ ๆ ระคนเสียงแปล๊น ๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของพวกมันกึกก้องอึกทึก พวกมันพรวดผ่านเราไปไม่กี่วา ซึ่งผมนึกสภาพไม่ออกเลยว่าถ้าเรายังยืนอยู่ ณ จุดนั้นจะเป็นเช่นไร

หมดกัน ช้างย้อนเสียแล้ว” ปัญญาส่งเสียงเรียบ ๆ

ผมมองเห็นความผิดหวังและทดท้อในแววตาของเขา จะด้วยเหตุอันใดไม่ทราบได้ ช้างทั้งฝูงถูกคนในระแวกนั้นกีดกันไม่ให้ผ่านพื้นที่ของพวกเขา ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับความตายที่ใกล้เราเพียงกระเบียดนิ้ว

“ผมเดาความคิดของพวกเขาไม่ออกเหมือนกันว่าแท้จริงแล้วเขาอยากให้ช้างอยู่ หรือว่าอยากให้ช้างไป” ปัญญาพูดขึ้นมาในลำคอที่สั่นเครือ

“เสียแรง เสียเวลาเปล่า หากคนยังคุยกันไม่รู้เรื่อง” ผมสำทับด้วยความผิดหวังเช่นเดียวกับเขา

ในที่สุดเราก็ไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้ ช้างทั้งฝูงย้อนไปหากินยังจุดเริ่มต้นของการผลักดันอีกครั้ง เจ้าแบม เจ้าไผ่ และเจ้าแม็ก นอนแผ่กายหมดแรงอยู่ริมถนน ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันเวิ้งว้างไร้แสงดาว เพราะถูกแสงเดือนบดบังไปเสียสิ้น