เด็กไทย “เสี่ยงสูง” เผชิญกับภัยสิ่งแวดล้อม รายงานใหม่ UNICEF เผย

จัดทำเป็นครั้งแรกของโลก “รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อเด็ก” กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ (UNICEF) เผย เด็กไทยเข้าข่าย “เสี่ยงสูง” ในระดับ 50 จาก 163 ประเทศทั่วโลก โลกร้อนเป็นตัวการสำคัญ

เด็กไทยเสี่ยงเผชิญภัยสิ่งแวดล้อมสูง 

ศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2564 ครบรอบ 3 ปีที่ Greta Thunberg เยาวชนอายุสิบห้าปีเริ่มต้นนั่งประท้วงหน้ารัฐสภาสวีเดน เพื่อประท้วงให้ผู้นำหันมาสนใจแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศก่อนหน้าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นสามสัปดาห์ถัดมา จนจุดประกาศให้เกิดการเคลื่อนไหวของเยาวชนทั่วโลก รวมถึงไทย

ในโอกาสนี้ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ได้เปิดเผยดัชนีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก (Children’s Climate Risk Index : CCRI) ซึ่งเป็นการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อเด็กอย่างเป็นทางการครั้งแรก

ดัชนีเผยว่า ประเทศไทยจัดเป็นประเทศ “เสี่ยงสูง” ที่เด็กเสี่ยงได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม นับเป็นอันดับที่ 50 จาก 163 ประเทศ เข้าข่ายความรุนแรงระดับที่สองจากการจัดประเภททั้งหมดห้าระดับ

ผลศึกษานี้นำข้อมูลความเสี่ยงเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ เช่น พายุไซโคลน น้ำท่วมจากแม่น้ำและชายฝั่ง มลพิษทางอากาศและการปนเปื้อนมลพิษในน้ำและดิน มาคำนวณกับความเปราะบางของเยาวชนในประเทศหนึ่งๆ เช่น สาธารณสุขและโภชนาการพื้นฐาน การศึกษา และมาตรการสังคมเพื่อช่วยเหลือเยาวชน

ด้านความเสี่ยงเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไทยได้รับการประเมินว่าเป็นประเทศที่มี “ความเสี่ยงอย่างที่สุด” (8.4 จาก 10) ขณะที่ด้านความเปราะบางของเยาวชนไทยนับว่า “มีความเปราะบางต่ำ” (2.3 จาก 10) เมื่อคำนวณปัจจัยสองอย่างนี้ร่วมกันแล้ว ทำให้ไทยจัดว่ามีค่าความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมที่กระทบกับเด็กอยู่ในระดับสูง (6.2 จาก 10) 

ไทยมีดัชนีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อเด็กสูง (ภาพ: UNICEF)

เด็กแอฟริกัน – เอเชียรับผลหนัก แม้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย

รายงานพบว่า เด็กทุกคนบนโลก (มากกว่า 99%) เสี่ยงที่จะเผชิญความรุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมหรือสภาพภูมิอากาศอย่างน้อย 1 ประเภท

“เด็กเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อภัยทางสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ใหญ่ด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางกว่าทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต” UNICEF ระบุในรายงานฉบับใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตสิทธิเด็ก”

งานศึกษาดังกล่าวยังค้นพบว่า เด็กราว 1 พันล้านคนซึ่งนับเป็นเด็กครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 2.2 ล้านคน อาศัยอยู่ใน 33 ประเทศที่เข้าข่าย “เสี่ยงอย่างที่สุด” เด็กเหล่านี้กำลังเผชิญปัญหาซ้อนทับหลายอย่าง ทั้งความเสี่ยงภัยพิบัติ และไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือหรือความเป็นอยู่ที่ดีพื้นฐานต่างๆ 

ประเทศที่เสี่ยงที่สุด ได้แก่ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ตามด้วยประเทศทวีปแอฟริกาอื่นๆ ขณะที่ประเทศในอาเซียนหลายประเทศจัดอยู่ในช่วงเสี่ยงอย่างที่สุด-เสี่ยงสูง มีเมียนมาร์และฟิลิปปินส์ขึ้นแท่นสองประเทศที่อยู่ในระดับเสี่ยงอย่างที่สุด

รายงานตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศที่เสี่ยงอย่างที่สุดทั้ง 33 ประเทศนั้นเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันแล้วเพียง 9% ของโลก ขณะที่สิบประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดที่สุดในโลกที่รับผิดชอบการปล่อยก๊าซ 70% ของโลก อย่างสหรัฐฯ เยอรมันนี จีน แคนาดา กลับมีความเสี่ยงที่เด็กจะได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ามาก มีเพียงประเทศเดียวที่เป็นปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากและมีค่าความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูง คือ อินเดีย

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่า เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรม ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสัดส่วนต่ำมาก ราว 1% ของโลกเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ ​​ทว่าติด 1 ใน 10 ประเทศเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว 

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่เราหนีไม่ได้ ขณะที่ไม่มีเด็กคนไหนต้องรับผิดชอบกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น เด็กเหล่านี้กลับเป็นผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กจากประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สุดกลับจะต้องเดือดร้อนกว่าใครๆ”

Henrietta Fore ผู้อำนวยการ UNICEF ชี้

Greta Thunberg หยุดเรียนประท้วงโลกร้อนในวันครบรอบการประท้วงปีที่สาม (ภาพ: Greta Thunberg)

“ฟังเสียงเยาวชน” UNICEF ย้ำในวาระ 3 ปี ประท้วงโลกร้อน

“แต่เรายังมีเวลาที่จะลงมือทำ การส่งเสริมให้เยาวชนเข้าถึงบริการพื้นฐานต่างๆ เช่น สาธารณสุขและน้ำ สุขภาพกับการศึกษา จะช่วยเพิ่มความสามารถให้เด็กๆ เอาตัวรอดในภัยสภาพภูมิอากาศ” ผู้อำนวยการ UNICEF ว่า

องค์กรด้านเยาวชนแห่งนี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ผู้ประกอบธุรกิจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เร่งการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกให้ไม่ทวีสูงยิ่งขึ้น เพิ่มการลงทุนและเตรียมตัวช่วยเยาวชนปรับตัวรับมือโลกร้อน รวมถึงเปิดให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการตัดสินใจเชิงนโยบาย

“สามปีแล้ว ที่เยาวชนลุกขึ้นมาส่งเสียงทั่วโลกเรียกร้องให้มีการลงมือทำ UNICEF สนับสนุนข้อเรียกร้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ ด้วยเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตสิทธิเด็ก’”

ปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ของจุดเริ่มต้นการเรียกร้องโลกร้อนของเยาวชนทั่วโลก พวกเขาลุกขึ้นมาประท้วงหยุดเรียนทุกวันศุกร์เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง

“ตั้งแต่การหยุดเรียนประท้วงโลกร้อนสามปีก่อน โลกได้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 120 พันล้านตัน การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นยังไม่ปรากฏให้เห็น วิกฤตสภาพภูมิอากาศยังไม่เคยถูกปฏิบัติเหมือนกับว่ามันเป็นวิกฤต” Greta โพสต์เฟซบุ๊ก

“แต่ผู้คนกำลังตื่นตัวและเรียกร้องความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ เราจะสู้เพื่ออนาคตและปัจจุบันของพวกเราต่อไป เพราะพวกเราไม่มีทางเลือกอื่น”