เลื่อนสั่งฟ้องชาวบางกลอย 1 เดือน ทนายชี้ “เร่งรัดผิดปกติ-ฟ้องเยาวชน”

อัยการเพชรบุรีเลื่อนสั่งฟ้องชาวบางกลอยหนึ่งเดือน หลังทีมทนายชาวบ้านยื่นขอให้ชะลอออกไปก่อนเพราะสถานการณ์โควิด ด้านทนายตั้งข้อสังเกตคดีเดินเร็วผิดปกติและยังฟ้องเยาวชนสองราย เจ้าหน้าที่แจ้งว่า “คดีไม่มีปัญหา” และไร้การพูดถึงกลไกแก้ปัญหาที่ชาวบ้านฝากความหวัง

ทนายประจำคดีเดินทางมารับทราบคำสั่งนัด (ภาพ: ศูนย์ข้อมูลชุมชน)

เลื่อนกำหนด 1 เดือน

วันนี้ (18 ส.ค. 64) ทนายประจำคดีชาวกะเหรี่ยงบางกลอย 29 ราย เผยว่าอัยการได้มีคำสั่งเลื่อนการสั่งฟ้องเป็นวันที่ 21 ก.ย. จากกำหนดเดิมวันนี้ หลังทนายได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอเลื่อน ณ สำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจาก“ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” เมื่อ 5 มี.ค. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานสนธิกำลังตำรวจ-ทหาร จับกุมชาวบางกลอยข้อหารุกป่าผิดกฎหมายอุทยาน-ป่าไม้ ซึ่งถูกฝากขังทันทีเป็นเวลาสองวันก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวพร้อมเงื่อนไขห้ามกลับไปในพื้นที่ถูกจับ ซึ่งชาวบ้านที่เดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวมองว่าเป็นพื้นที่บรรพบุรุษอาศัยมาก่อนการประกาศอุทยาน

การเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาครั้งนี้นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ 3 หลังจากชาวบ้านพบอัยการครั้งแรกเมื่อ 29 ก.ค. ส.รัตนมณี มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ทนายผู้ดูแลคดี ชี้แจงว่าได้ขอเลื่อนเพราะชาวบ้านเสี่ยงติดโควิดจากการเดินทางเข้าเมืองเพราะยังไม่มีใครได้รับวัคซีน และยังไม่แน่ใจว่านัดครั้งหน้าตอนก.ย.สถานการณ์โควิดและการเดินทางจากหมู่บ้านที่ลำบากเพราะหน้าฝนจะดีขึ้นหรือไม่

“เร่งฟ้องผิดปกติ-ฟ้องเยาวชน” ทนายตั้งข้อสังเกต

“การดำเนินคดีบางกลอยครั้งนี้ใช้เวลาเร็วมากยิ่งกว่าคดีอื่น โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปีในการสั่งฟ้อง” ทนายส.ตั้งข้อสังเกต

“คดีนี้เป็นคดีมีโทษสูง จำคุกสูงสุด 20 ปี ชาวบ้านได้ขอให้อัยการสอบสวนพยานเพิ่มเติม ได้แก่ พยานผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และกรรมการสิทธิมนุษยชน รวม 18 คน พบว่าได้สอบครบแล้วตั้งแต่ต้นเดือนสิงหา ซึ่งถือว่าเร็วมาก”

อีกหนึ่งข้อสังเกตคือการตั้งข้อกล่าวหากับเยาวชนสองราย ซึ่งทางทนายมองว่าไม่ควรเร่งรัดดำเนินคดี แต่ควรเก็บข้อมูลให้รอบคอบ เพราะที่ผ่านมา ได้มีการสั่งผิดให้หมายเรียกสำหรับผู้ใหญ่กับเยาวชน

“ที่สำคัญ เยาวชนไม่ควรถูกดำเนินคดี เพราะเป็นเยาวชนที่ไปพร้อมกับครอบครัวจากประสบการณ์ทำงาน ไม่คุ้นกับการฟ้องเอาผิดเยาวชนข้อหารุกผืนป่ามาก่อนในไทย”

ใบรับทราบนัดระบุชื่อหน่อแอะ มีมี บุตรของปู่คออี้ที่พิการ (ภาพ: ศูนย์ข้อมูลชุมชน)

ท่าทีเจ้าหน้าที่ “คดีไม่มีปัญหา” และ “ไม่มีการพูดถึงกลไกแก้ปัญหา”

ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าท่าทีของอัยการและเจ้าหน้าที่พนักงานต่อการดำเนินคดีนี้เป็นอย่างไร ทนายเจ้าของคดีอธิบายว่า

“เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางอัยการ ได้กล่าวเพียงว่ามีการปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงกับคดี เมื่อคดีไปศาล ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าคำว่า ‘ไม่มีปัญหา’ หมายถึงอะไร”

นอกจากนั้น เมื่อถามถึงความเห็นของอัยการต่อคณะกรรมการบางกลอยซึ่งเป็นกลไกระดับชาติเพื่อแก้ปัญหากรณีบางกลอยในทุกมิติ ทนายเผยว่าอัยการไม่ได้มีการพูดถึงคณะอนุกรรมแก้ปัญหาบางกลอย 5 คณะ ซึ่งเป็นกลไกที่ภาครัฐตั้งขึ้น หลังได้เจรจากับทางชาวบ้านที่ปักหลักชุมชนที่ทำเนียบและเห็นชอบแนวทางว่าให้พนักงานสอบสวนชะลอการดำเนินการใดๆ ไว้ก่อน

คณะกรรมการแก้ปัญหาบางกลอยชุดใหญ่ มี ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธาน ได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมย่อย 5 ชุด เพื่อศึกษาและทำข้อเสนอแนะ ได้แก่

1.คณะอนุกรรมการศึกษาประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานชุมชน และผลกระทบจากการประกาศอุทยานแห่งชาติ และการอพยพชุมชน 
2. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหากฎหมาย
3. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความ 
4. คณะกรรมการศึกษาแนวทางและผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ สัตว์ป่า และการให้การบริการทางนิเวศน์ กรณีการกลับไปอยู่อาศัยและทำกินที่บางกลอยบน 
5. คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตบ้านบางกลอยล่าง

“ทางทนายได้ระบุในคำร้องว่ามีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาภาครัฐ แต่อัยการไม่ได้กล่าวถึงเลย ซึ่งเรามองว่าหากคณะอนุกรรมการได้ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะตามอำนาจหน้าที่ระบุไว้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีชาวบางกลอย” ทนาย ส. กล่าว