อัยการเตรียมสั่งฟ้องชาวบางกลอย ท่ามกลางคำถามทำไมต้องเร่งดำเนินคดี

อัยการเพชรบุรีกำหนดสั่งฟ้องชาวบางกลอย 18 ส.ค. ด้านทนายชาวบ้านวิ่งวุ่นขอชะลอ เหตุชาวบ้านเสี่ยงติดโควิดสูงหากมาขึ้นศาลตอนนี้ ทางภาคีระดมความความช่วยเหลือประกันตัว ตั้งคำถามทำไมต้องเร่งดำเนินคดี ชี้สถานการณ์ยิ่งแย่หลังแก่งกระจานขึ้นเป็นมรดกโลก ท่ามกลางกลไกแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันไม่มีความคืบหน้า 

ภาคีเซฟบางกลอยนัดชุมชนหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช้าวันพิจารณาแก่งกระจานมรดกโลก (ภาพ: ภาคี saveบางกลอย)

กำหนดสั่งฟ้องชาวบางกลอย 18 ส.ค.

วันนี้ (17 ส.ค. 2564) ภาคีsaveบางกลอย เปิดเผยว่า อัยการจังหวัดเพชรบุรีมีกำหนดสั่งฟ้องชาวบางกลอย 29 รายที่กำลังถูกดำเนินคดีผิดพ.ร.บ.ป่าไม้ วันที่ 18 ส.ค. เป็นเหตุให้ทนายเร่งเดินเรื่องขอเลื่อนการส่งฟ้องและกำลังรอคำยืนยันจากทางการ

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการจับกุมชาวกะเหรี่ยงบางกลอยเมื่อ 5 มีนาคม โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานสนธิกำลังตำรวจ-ทหาร นำเฮลิคอปเตอร์ จับกุมและนำตัวชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เดินเท้ากลับขึ้นไปบริเวณบางกลอยบนลงมาบริเวณหมู่บ้านบางกลอยล่าง ซึ่งชาวบ้านให้เหตุผลว่าทำเพราะความจำเป็น เนื่องจากปัญหาความเป็นอยู่ในพื้นที่จัดสรรที่สะสมมานาน

การจับกุมดังกล่าวดำเนินการในนาม “ยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” หลังพบผู้ถางและเผาป่าในเขตอุทยาน เป็นเหตุให้ชาวบ้านบางกลอยทั้งหมด 29 ราย ถูกแจ้งข้อหา 7 ข้อหาเกี่ยวกับการบุกรุกป่าตาม 3 กฎหมายคุ้มครองป่าอนุรักษ์ ได้แก่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 

ส.รัตนมณี มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ทนายผู้ดูแลคดี เผยว่าได้เร่งส่งหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เพื่อให้เลื่อนการสั่งฟ้อง เนื่องจากอายุความดำเนินคดียังไม่หมด จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรัด 

“จังหวัดเพชรบุรีนับเป็นพื้นที่ ‘สีแดงเข้ม’ ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด มีผู้ติดเชื้อโควิดมาก หากชาวบ้านต้องเดินทางเข้าเมืองเพื่อมารับฟังคดีจะเสี่ยงติดโควิดสูงและยังไม่มีใครได้ฉีดวัคซีน อีกทั้งมาตรการเคอร์ฟิวกับมาตราการป้องกันโควิดทำให้ชาวบ้านที่ใช้เวลาเดินทางไปกลับร่วมสิบชั่วโมงเพื่อดำเนินทางกฎหมายลำบาก” 

ส.ชี้ว่า เงินประกันที่ต้องใช้นั้นคือ 100,000 บาทต่อคน รวมทั้งหมด 2,700,000 บาท ภาคีเซฟบางกลอยได้ออกแถลงการณ์ออนไลน์ขอให้ศาลเลื่อนการสั่งฟ้อง และประกาศรับบริจาคเงินเร่งด่วน พร้อมขอความร่วมมือนักวิชาการใช้ตำแหน่งประกันตัว เมื่อยังไม่ทราบว่าสามารถเลื่อนนัดฟ้อง

“ในขณะนี้โควิดระบาด ชาวบ้านลำบากมาก ยังต้องรับของบริจาคอยู่ ไม่รู้ว่าจะเร่งรัดคดีทำไม การไปศาลแต่ละครั้งพวกจนก็ต้องใช้เงินเยอะ ลำพังชาวบ้านเองไม่ได้มีเงินจ่ายค่ารถ ค่ากิน อยู่แล้ว แล้วถ้าต้องประกันตัวอีกไม่มีใครช่วยเราแย่แน่ๆ”

พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร หนึ่งในผู้ต้องหากล่าว

เวลา 20.00 ภาคีเซฟบางกลอยที่ประกอบด้วย ตัวแทนส.ส.ชาติพันธุ์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ทนายความ และผู้สนใจได้จัดวงพูดคุยผ่านแอพพลิเคชั่นคลับเฮ้าส์ เพื่อพูดถึงสถานการณ์ล่าสุดในชื่อ “จับชีพจรบางกลอย หลังมรดกโลก”

ชี้หลังขึ้นทะเบียนมรดกโลก สถานการณ์ยิ่งแย่

พชร คำชำนาญ ผู้ประสานงานภาคีเซฟบางกลอย ตั้งคำถามอธิบายว่าการดำเนินทางกฎหมายกับชาวบางกลอยทยอยมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องหลังชาวบ้านถูกจับกุมเมื่อมีนาคม  เดือนพฤษภาคมมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม เป็นเหตุให้ชาวบ้านและเครือข่ายออกมาเคลื่อนไหวลงถนนและเจรจากับตัวแทนรัฐเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจนเป็นที่สนใจของสังคมวงกว้าง  

“คดีมันสามารถเลื่อนได้ ยิ่งในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ เราไม่เห็นว่าใครจะได้ประโยชน์จากการเร่งรัด” เขากล่าว

“จริงๆ มันเป็นคดีที่ไม่มีประโยชน์ต่อสาธารณะเลย ที่ผ่านมามีเพียงคดีทางการเมืองเท่านั้นที่ไม่ค่อยเลื่อน คำถามคือคดีชาวบางกลอยเป็นคดีทางการเมืองไปแล้วหรือ”

พชรชี้ว่า หลังกลุ่มป่าแก่งกระจานได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติใหม่ของไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม แทนที่สถานการณ์ชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่จะดีขึ้น ฝ่ายต่างๆ หันหน้าเข้าพูดคุยกันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ทว่าสถานการณ์กลับรุนแรงขึ้น ชาวบ้านยังต้องพึ่งอาหารบริจาค ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปหนุนเสริมให้ความช่วยเหลือดังที่รับปาก 

นอกจากนั้น เพียงไม่กี่วันหลังจากประกาศขึ้นมรดกโลก ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแก่งกระจานในช่วงเวลาที่มีการอพยพชาวบ้าน ยังได้ดำเนินการฟ้องทนายความปู่คออี้ ข้อหาให้ความเป็นเท็จว่าชัยวัฒน์เป็นผู้นำเจ้าหน้าที่เผาบ้านชาวบ้านเพื่อไล่รื้อจากบางกลอยบน

“หลังเป็นมรดกโลกก็คิดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ไม่เลย ยังเลวร้ายเหมือนเดิม การกระทำเช่นนี้ของรัฐไทยคือภาพตอกย้ำว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่เคยถูกมองว่าเป็นคนที่มีสิทธิ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียม” 

ป้ายประท้วงหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช้าวันพิจารณาแก่งกระจานมรดกโลก (ภาพ: ภาคี saveบางกลอย)

คณะกรรมการบางกลอยด้านคดีอยู่ไหน

ผู้แทนภาคีกล่าวว่า การเร่งรัดดำเนินคดีกับชาวบางกลอย อาจยิ่งตอกย้ำความไม่เป็นธรรมและรั้งทวีปัญหาความขัดแย้งระยะยาว เนื่องจากจะเป็นการเอาผิดกับชาวกะเหรี่ยงโดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบด้าน

ตัวอย่างของปัญหาหนึ่งจากการเร่งรัดดำเนินคดี คือ การเอาผิดกับชาวบ้านที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทนายเจ้าของคดีอธิบายว่า ในช่วงจับกุม มีชาวบางกลอยรายหนึ่งที่ไม่ได้เดินทางกลับขึ้นไปบางกลอยบน แต่กลับถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ ในจำนวนชาวบ้านถูกตั้งข้อหา 29 คน ยังมีเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีสองราย ที่ผู้ฟ้องส่งฟ้องโดยไม่รู้ข้อมูลแน่ชัดและดำเนินผิดขั้นตอนทางกฎหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ทำไมต้องเร่งรัดคดีเมื่อกลไกแก้ปัญหาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อบรรเทาความขัดแย้งโดยเฉพาะยังไม่เดินหน้า หลังจากออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนพฤษภาคม ชาวบางกลอยและเครือข่ายได้ตกลงกับธรรมนัส พรหมเผ่า ตัวแทนรัฐในการแก้ไขปัญหาบางกลอย ให้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นบางกลอย 5 ชุด ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อศึกษามิติต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชน การทำไร่หมุนเวียน และกฎหมาย เพื่อหาทางออกที่ผ่านการพิจารณารอบด้าน

“การพิจารณาคดีควรจะใช้ข้อมูลที่ผ่านการศึกษารอบด้านจากอนุกรรมการ เช่น การกล่าวหาชาวบ้านว่าไม่ได้ตั้งถิ่นฐานที่นั้นมาก่อนการประกาศอุทยาน จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน” พชร กล่าว

เขาชี้ว่า ยังมี “อนุกรรมการแก้ไขปัญหาด้านคดีความ” ที่ตั้งขึ้นโดยเฉพาะ ประกอบด้วยตัวแทนรัฐหน่วยงานต่างๆ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาคดีความและให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ให้เป็นไปตามกฎหมายและมติครม.ที่เกี่ยวข้อง ทว่ามีการประชุมไปเพียงครั้งเดียวและไม่มีความคืบหน้าอื่น

นั้นยังไม่นับ “อนุกรรมการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาที่อยู่-ทำกินและฟื้นฟูชีวิตกะเหรี่ยงในพื้นที่บางกลอย” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและที่ผ่านมายังไม่เคยมีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้กระทบกับการทำงานของอนุกรรมการชุดอื่น เพราะมีหน้าที่ศึกษากฎหมายและมติครม.ที่เกี่ยวข้องประเด็นนี้ของไทยและนานาประเทศ เช่น ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้น เพื่อออกข้อเสนอแนะที่อาจช่วยปลดล็อกวิถีชีวิตของกะเหรี่ยงบางกลอยที่ถูกพิจารณาว่าผิดตามกฎหมาย 

“แต่ตอนนี้ คดีกลับเดินไป ไม่รอกลไกแก้ปัญหาอะไรเลย” ตัวแทนภาคีเซฟบางกลอยสะท้อน

เอกสารแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาด้านคดีความบางกลอย (ภาพ: ภาคีเซฟบางกลอย)