ผู้รอดชีวิต

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 5 ผู้รอดชีวิต

เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์เจ้ากรรมกรีดกังวาลราวกับว่ามันไม่เคยได้รับสัญญาณจากใครมาก่อน ทันทีที่ได้ยินเสียงเพรียกนั้นผมลุกขึ้นจากที่นอนท่ามกลางความสงัดเงียบของเมืองใหญ่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนหลั่งไหลออกไปสู่ดินแดนอันเป็นภูมิลำเนา จะมีก็แต่เสียงโทรศัพท์ที่แผดก้องไปทั่วห้องชุดขนาด 28 ตารางเมตร และเพื่อให้มันหยุดคำรามผมจึงต้องรับสายนั้น!

“ว่าอย่างไรพี่ปู?” ผมขานรับด้วยคำถามก่อนที่ปลายสายจะตั้งคำถามกลับมา

“ได้ข่าวหรือยัง? มีช้างสามตัวฆ่าคนอีกแล้วเมื่อเช้ามืด ผมกำลังจะออกไปดูร่องรอยกับวี จะไปด้วยกันไหม?”

เหตุเกิดที่คลองครก แก่งหางแมว จันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่ห่างจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกดมากนัก ผู้ตายเป็นชายวัยกลางคนที่ออกไปกรีดยางกลางดึก และเขาเผชิญกับช้างป่า 3 ตัวในตอนรุ่งสาง จะด้วยขาดทักษะในการปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญหน้ากับช้างป่า หรือมีเหตุอื่นใดไม่ทราบได้ที่ทำให้เขาต้องสิ้นลมหายใจ

เมื่อปูและวีเดินทางถึง พวกเขาตรวจสอบร่องรอยอย่างละเอียดจึงพบว่า ขนาดรอยตีนของช้างป่าทั้งสามตัวยังมีขนาดเล็กซึ่งคะเนได้ว่าพวกมันเป็นช้างหนุ่มที่ยังไม่ปะสากับการเผชิญหน้ากับคน และเมื่อพวกเขาสอบถามจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จึงได้ความมาว่าก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงประทัดกระชั้นถี่ในบริเวณไม่ห่างกัน

หากทบทวนบทเรียนจากอดีต เกือบทุกครั้งที่มีคนตายจากช้างป่า มักมีเหตุการณ์ก่อนหน้าเสมอ ไม่ว่าจะถูกขับไล่หรือถูกทำร้าย ซึ่งผู้กระทำอาจจะปลอดภัยแต่ผู้ตายคือผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำนั้น

ผมใคร่ควรญถึงคำสั่งสอนปู่ย่าตาทวด ในยามนั่งห้างล่าสัตว์ พวกท่านจะเน้นย้ำว่าหากยังไม่สว่างห้ามมิให้ลงจากห้าง มีเรื่องราวมากมายที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เสือโคร่ง หมูป่า หรือแม้กระทั่งเก้งหรือกวาง ก็สามารถหันมาทำร้ายคนได้หากมันลำบาก

ร่องรอยที่วีและปูพบยังบอกอีกว่า ระยะห่างจากช้างป่าทั้งสามตัวกับผู้ตายขณะเผชิญหน้าอยู่ห่างกันราว 100 เมตร ผู้ตายสามารถมองเห็นและเริ่มวิ่งเป็นเส้นตรงในระยะ 53 เมตร และในระยะ 44 เมตร พวกมันก็ถึงตัวผู้ตาย

นี่จึงเป็นประจักษ์พะยาน ที่ทำให้เราเห็นถึงสาเหตุของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ซึ่งเราจะป้องกันมิให้เกิดการสูญเสียเช่นนี้อย่างไร? คงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง

ตลอดหลายปีมานี้ผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้รอดชีวิตจากการเผชิญหน้ากับช้างป่าในระยะประชิดหลายคนในหลายพื้นที่ที่มีช้างป่าอาศัยอยู่ ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย หรือมีพระดีอะไร แต่พวกเขามีสติและภูมิรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของช้างป่าในพื้นที่ของตัวเองพอควร

“ผมไม่เดินกลางร่องยางหรอก เพราะมันโล่งเกินไป เลยเลือกเดินเลาะต้นยางเอา” ตาบุญ คนกรีดยางเริ่มเรื่อง “สวนนี้ช้างจะมาประมาณตีสองตีสามนะ มันเป็นทางผ่านกลับขึ้นไปบนเขา เมื่อห้าหกปีก่อนเขามาอยู่ตัวเดียวเอง ผ่านไปไม่นานก็เริ่มมีเพื่อนจากสองตัวเป็นสามตัว พวกเขาผ่านมาทางนี้เกือบทุกคืน ผมออกมากรีดยางเจอกันบ่อย แต่ผมก็ไม่ประมาทหรอก เวลาเขามาจะมีสัญญาณบอกล่วงหน้าเสมอ ไม่หักไม้เสียงดังโป๊ะ ก็ส่งกลิ่นมาให้รู้ตลอด พอรู้ว่าเขาจะมาผมก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ ส่องไฟไปยังจุดที่เขาเคยโผล่มา ก็มีตัวอยู่ตรงนั้นจริง ๆ พอเห็นตัวช้างผมก็เลี่ยงให้ห่างแล้วก็ปล่อยให้เขาเดินไปก่อน สวนผมไม่มีอะไรให้เขากินเขาก็ไม่อยู่นานเดินผ่านไปเฉย ๆ “

ตาบุญเกาคางเหมือนกำลังจะนึกหาเรื่องมาเล่าให้ผมฟังอีก “อ้อ ตอนแรก ๆ ที่เจอช้างใหม่ ๆ ผมก็เกือบตายแล้ว ตอนนั้นโง่ไงคุณไม่รู้จักช้าง เพราะเราไม่เคยเจอเลยนี่เนาะ เขามายืนข้างหลังผมห่างกันแค่ต้นยางสามต้นเองมั้ง ไม่รู้มายืนนานเท่าไรแล้ว พอผมหันไปเจอขนลุกซู่เลยล่ะ ก้าวขาไม่ออกเลยคุณ ในหัวสมองนี่คิดอะไรไม่ออกเลย พอตั้งสติได้ก็พูดกับเขาว่าทางใครทางมันเถอะพ่อใหญ่ เท่านั้นแหละเขาหันหลังวิ่งก่อนผมเสียอีก” พอได้ฟังตาบุญพูดถึงเรื่องนี้ผมก็นึกขึ้นได้ในสถานการณ์ที่ผมพบกับตัวเองไม่ต่างกัน

มันเป็นเวลาบ่ายใกล้ค่ำขณะที่ผมกำลังบันทึกภาพชีวิตช้างเพศผู้สองตัวที่หากินอยู่ในป่าปาล์มแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ทันใดนั้นเองก็มีช้างตัวหนึ่งก้มหน้าก้มตาเดินตรงเข้ามาหาผม ซึ่งใกล้จนหัวโหนก ๆ ของมันคับแน่นอยู่ในจอมอนิเตอร์ของกล้องภาพยนตร์ที่ติดเลนส์ 85 ม.ม.เอาไว้ ขณะที่มันย่างก้าวเรื่อยมา ผมจึงตัดสินใจส่งเสียงออกไป เมื่อมันได้ยินมันจึงชะงักแล้วยื่นงวงมาดม พอรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ามันคือคน มันก็หันหลังวิ่งหางชี้จากไป ผมคว้าบุหรี่มาจุดสูบควันจากบุหรี่บ่งบอกถึงทิศทางลมที่พัดจากช้างมาหาผม นั่นเองที่ทำให้มันไม่รู้เลยว่าผมยืนซุ่มอยู่หลังกอพงตรงนั้น

อีกครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย เหตุการณ์นั้นเกิดกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งชื่อนพพรที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะหกล้มหัวขมำ “วันนั้นผมได้รับภารกิจติดตามทำข้อมูลช้างป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ฯ” นพพรเริ่มเรื่อง “ช้างในป่าไม่ค่อยจะได้เจอคนนะครับ และผมก็ไม่ค่อยจะได้เจอช้างในป่าเหมือนกัน ไอ้เราก็คิดว่ามันจะเหมือนช้างที่ออกมาหากินนอกเขตป่า แต่กลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย

ผมยืนถ่ายรูปอยู่ดี ๆ พอมันได้ยินเสียงชัตเตอร์มันสงสัยมันก็เดินมาหาเลยครับ พอใกล้เข้ามามันยกงวงเช็คกลิ่นทีเดียว จากนั้นก็หันซ้ายทีหันขวาทีแล้วก็วิ่งใส่ผมเลย ผมหันหลังวิ่งสิครับ แต่ไปได้ไม่กี่ก้าวขาเจ้ากรรมก็พันกัน ผมล้มขมำลงไปกองกับพื้น พอพลิกตัวหงายขึ้นมาได้ทั้งงาทั้งงวงพุ่งมาเกือบจะถึงตัวผมแล้ว เสี้ยววินาทีเท่านั้นนะครับที่ผมพลิกกลิ้งตัวออกด้านข้างได้ทัน โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ อยู่ด้วย ก็ช่วยกันตะโกนส่งเสียง ช้างตัวนั้นก็พุ่งไปทางเสียงพวกนั้นแทน”

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้นพพรรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด และเขายังคงมีชีวิตอยู่ที่จะคอยบอกเล่าประสบการณ์เป็นชุดความรู้แบ่งปันให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีช้างป่าได้มีทักษะเมื่อเผชิญกับช้างป่าจนถึงปัจจุบัน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเรื่องราวเล็ก ๆ ไม่กี่เหตุการณ์ที่ผมได้สัมผัสและเรียนรู้จากผู้รอดชีวิต นอกจากนั้นยังมีลุงบุญมาแห่งคลองตะเกราที่โดดลงไปนอนนิ่งในร่องน้ำแล้วรอดมาได้ ยังมีชายอีกคนที่วิ่งวนไป-มารอบต้นไม้เหมือนเล่นไล่จับจนช้างเลิกตามที่แก่งหางแมว เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของสติและทักษะภูมิรู้ที่ทำให้พวกเขารับมือกับเหตุการณ์อันตรายเช่นนี้ได้