10 สาระ น่าสนใจ “ร่าง พ.ร.บ.ชนเผ่า-ชาติพันธุ์ ฉบับประชาสังคม”

10 สาระน่าสนใจที่คนไทยควรรู้ ก่อนหนุน-ค้าน “ร่าง พ.ร.บ.ชนเผ่า-ชาติพันธุ์ ฉบับประชาสังคม” หรือ “ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. …” 

เรียบเรียงจากเวทีเสวนา “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ…” 3 ส.ค. 2564 โดยเฉพาะการนำเสนอของสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

1. ผู้ร่าง

“ยกร่างโดยเครือข่ายนักกฎหมายและนักวิชาการด้านชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยมีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเป็นหน่วยงานอำนวยการ

เป็นความพยายามผลักดันมติครม. 3 สิงหาคม 53 กับ 2 มิถุนายน 53 ให้เป็นพ.ร.บ. เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ทั้งประเทศ 

ตั้งใจให้เป็นตัวอย่างกฎหมายที่ดี ใน 4 มิติ : กระบวนการได้มา เนื้อหา กลไก และผลลัพธ์ต่อสาธารณะ”

2. ที่มา

“ผมรวบรวมความต้องการของพี่น้องทั้งหมด รวมทั้งตัวเนื้อที่กฎหมายของศูนย์มานุษยฯก็ดี ของสภาก็ดีที่นำเสนอไปแล้ว เรียบเรียง แล้วใส่เนื้อหาสิ่งที่เราต้องการเข้าไป เพื่อเติมให้กฎหมายสมบูรณ์ที่สุดตามเจตนารมณ์ของเรา โดยไม่ต้องกังวลข้อจำกัดใด ๆ เพราะว่าเป็นกฎหมายที่ประชาชนเป็นผู้เสนอ”

3. ช่องทางการเสนอร่าง พ.ร.บ.

“(ใช้ช่องทาง) การเข้าชื่อ(เสนอ)กฎหมายโดยใช้สิทธิของประชาชน ซึ่งมีพ.ร.บ.รองรับ ประกาศใช้เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา (ซึ่งระบุว่า) คนไทยมีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ขึ้นไปสามารถเสนอกฎหมายได้ หากกฎหมายที่เสนอได้ต้องเกี่ยวตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ”

4.หลักการสำคัญ

“(ร่างก่อนที่เสนอไป) ยังขาดไม่ครบถ้วนตามสิ่งที่เราต้องการ โดยเฉพาะการกำหนดนิยามความเป็นตัวตนพี่น้องชนเผ่า เราจึงเพิ่ม ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ เข้าไปเพื่อไม่มีข้อโต้แย้งภายหลัง ว่าตกลงแล้วเป็นกลุ่มไหนกันแน่

จากการ ‘คุ้มครอง’ เฉย ๆ ซึ่งดูกว้างไม่ชัดเจนเท่าไร จึงเติม ‘สิทธิ’ เข้าไป เพื่อให้กฎหมายฉบับเป็นการคุ้มครองสิทธิจริงๆ ไม่ใช่กฎหมายคุ้มครองกลุ่มคน”

5.สอดคล้องหลักการสิทธิและทิศสากล

“ตัวเราเรียกตัวเราเองให้ชัดว่าเป็น “ชนเผ่าพื้นเมือง” เป็นคำหลักสากล เป็นคำที่ยึดโยงหลักสิทธิมนุษยชนของโลก

เราถูกนิยามโดยคนอื่นมาตลอดในลักษณะเหยียดหยามดูถูก เรากลายเป็นภัยความมั่นคงของรัฐในมิติต่าง ๆ มากมายตลอดกึ่งทศวรรษที่ผ่านมา อันนี้คือสาเหตุว่าทำไมเราต้องประกาศตัวตนให้ชัด และมีกฎหมายยืนยันสิทธินี้”

6. อิงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

“มาตรา 4 ความเท่าเทียมของความเป็นมนุษย์ มาตรา 27 การไม่เลือกปฎิบัติ และมาตรา 43 ซึ่งเป็นหัวใจของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองทั้งประเทศ คือเรื่องสิทธิในด้านวัฒนธรรม สิทธิในเรื่องและการจัดการใช้ประโยชน์ด้านทรัพยากร หรือสิทธิชุมชนนั้นเอง เป็นฐานอำนาจเป็นฐานสิทธิรัฐธรรมนูญที่สำคัญที่รับรองไว้”

7. เพิ่มสาระ “ส่งเสริมสิทธิ”

“การส่งเสริม ณ วันนี้ ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฎิบัติหรือทำให้พี่น้องมีสิทธิกว่าคนอื่น เราเรียกร้องสิทธิที่หายไปต่างหาก สิทธิที่เราควรจะได้ตั้งแต่ต้น 

กฎหมายจะส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มากขึ้น รวมถึงการจัดการทรัพยากรด้วย การส่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการอยู่ร่วมกัน”

8. 6 หมวด ครอบคลุมระบบ-กลไก “รัฐ-กสม.-ประชาสังคม”

“กฎหมายแบ่งออกเป็น 6 หมวด หมวด 1 ระบุสิทธิ หมวด 2 กลไกดำเนินการ หมวด 3 สภาชนเผ่าพื้นเมือง หมวด 4  กลไกเสริมที่เข้ามาช่วยให้เกิดการปฎิบัติการคุ้มครองจริง หมวด 5 การประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ และหมวด 6 กลไกช่วย กองเลขาธิการเป็นสำนักงานเข้ามาช่วยเรื่องบริหารจัดการต่างๆ ช่วยกรรมการสภาชนเผ่าพื้นเมือง ตั้งขึ้นมาต่างหากไม่ขึ้นอยู่กับกระทรวงใด”

9. บทเฉพาะกาล “เขตวัฒนธรรมพิเศษ”

“บทเฉพาะกาลตอนท้าย เราเอาเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษที่ทำงานทั้งหมดภายใต้มติครม. มาใส่ไว้ในกฎหมายฉบับนี้ เมื่อประกาศใช้กฎหมาย พื้นที่เหล่านั้นก็จะกลายเป็นพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้เลย”

10. ก้าวต่อไป “รวบรวม 10,000 ชื่อ”

“เราจะประสานคนทั้งประเทศสนับสนุน ให้ได้ 10,000 รายชื่อ ให้เร็วที่สุดภายใน 3 เดือน 

ถอดบทเรียน ทำให้กระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายครั้งนี้ เป็นนวัตกรรมครั้งสำคัญของพี่น้องภาคประชาชน”