ตลบหลัง

บันทึกรัก(ษ์)นักสารคดีช้างป่า 2564: ตอนที่ 4 ตลบหลัง

เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

ค่ำคืนอันไร้แสงดาวและสถานแห่งที่อันห่างไกลผู้คน ลำแสงของไฟฉายสามสี่ดวงสาดเข้าไปตามพุ่มรกชัฏที่ซอนแทรกระหว่างป่าปาล์มและป่ายูคาลิปตัส ที่อดีตพื้นที่แห่งนี้คือที่อยู่อาศัยของช้างป่าและสัตว์ป่านานาชนิด เก้ง กวาง วัวแดง กระทิง หรือแม้กระทั่งไอ้ลาย นักล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารในขณะนั้น

ทว่ากาลเวลาได้ผ่านไปเกือบร้อยปีนับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการค้าไม้กระทั่งให้สัมปทานป่าไม้จนถึงจุดสิ้นสุดราวปี พ.ศ. 2532 ป่าแถบนี้ก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยมา จนปัจจุบันป่าที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ได้กลายเป็นหย่อมป่า หรือเกาะป่ากระจัดกระจายไปทั่วและได้ถูกตัดขาดออกจากกันด้วยพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชน และถนนหนทาง ซึ่งที่เหล่านั้นเองคือแหล่งกบดานของช้างป่าที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่ถึง 500 ตัวในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก

“หลายวันมานี้ช้างเงียบมากเลยครับน้าตาน เพราะที่เกาะวัดมีคนเอาวัวเข้าไปเลี้ยง และบางคืนหนูก็ได้ยินเสียงเลื่อยตัดไม้ ที่นอนช้างหลายแห่งก็ถูกน้ำท่วมเพราะอาทิตย์ที่แล้วฝนตกหนักแทบทุกวัน” เจ้าแบมรายงานให้ผมได้รับทราบเมื่อผมเดินทางมาถึงในบ่ายแก่วันหนึ่งของต้นเดือนมิถุนายน

“เป็นไปได้ที่พวกมันจะย้ายที่นอน ไปนอนในหย่อมป่าอื่น ๆ แถว ๆ นี้ก็ได้” ผมให้ความเห็น ก่อนจะหยิบไฟขึ้นมาติดบนหัวกล้องถ่ายภาพยนตร์ เมื่อเขาเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถาม “น้าจะเริ่มตรงไหนก่อนดีครับ” ผมมองแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเขาและก็แอบคิดไม่ได้ว่าความใคร่รู้ของเด็กน้อยที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มคนหนึ่งช่างแสนจะเต็มไปด้วยความจริงจังตั้งใจ “เตรียมไฟฉาย ตลับเมตร และมีดให้พร้อมแล้วกัน และบอกน้าหน่อยว่าเราควรจะเริ่มที่ตรงไหน” ผมตอบเขาไปอย่างนั้น พร้อมกับแบ่งปันพื้นที่ความคิดให้เขา

“หนูว่าหนองไอ้เข้”

“ถูก ที่นั่นก่อนเลย ตัดดูรอยก่อนถ้าเจอก็แสดงว่าพวกมันก็ไม่ได้ไปซุกที่ไหนไกล แต่ถ้ายังไม่เจอ ก็ขยับออกไปทางเขาก้นห้อย ป่ากิตติ และอาจเรื่อยยาวไปถึงหนองยางใหม่ที่ไอ้บิดเคยพาเราไปคืนนั้น”

เย็นวันนั้น เจ้าแบม เจ้าที เจ้าไผ่ และผม ก็ออกเดินเท้าสำรวจร่องรอยของช้างเพศผู้ที่หายออกไปจากพื้นที่ประจำของพวกมัน เราตัดดูร่องรอยไปในหลายจุดที่พวกช้างป่าเคยใช้เป็นเส้นทางสัญจร ผ่านป่ายางพารา ป่ายูคาลิปตัส และละเมาะป่าที่รกเรื้อไปด้วยหญ้าคา สาบเสือ แขม ป่าขวาก แนวพง และดงหนาม จนถึงพลบค่ำพวกเราก็ได้เห็นรอยตีนใหม่ ๆ กับรอยโคลนที่เปรอะเปื้อนอยู่ตามใบไม้ที่ยังเปียก ๆ เด็ก ๆ มองหน้ากันและกัน ดวงตาที่ฉายแววมีความหวังก็เปล่งประกาย ความตื่นรู้ก่อเกิดในห้วงแห่งจิตใจ ส่งสู่ความตั้งใจที่จะแกะรอยนั้นต่อด้วยหวาดหวังจะพบเห็นตัวพวกมัน จนในที่สุดเราก็พบช้างพลายใหญ่ตัวหนึ่งที่พวกเราเรียกมันว่า “ไอ้ชาตรี”

แต่ทว่าไอ้ชาตรีในฐานะช้างครูของบรรดาช้างหนุ่มทั้งหลายย่อมจะไม่มีทางออกมาเดินหากินอย่างโดดเดี่ยวโดยที่ไม่มีบริวารติดตามเป็นแน่ “เช็ครอยอื่นด้วยนะ น้าว่ามันต้องมีสมุนอีกไม่ต่ำกว่าสองสามตัว”

เรากวาดไฟฉายตรวจสอบร่องรอยไปรอบ ๆ หยุดนิ่งสดับฟัง เสียงหักกิ่งไม้โผงผางไม่ห่างจากเรา ดังมาทั้งทางด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหน้า ขาดแต่เพียงด้านหลัง และเรากำลังตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของช้างเพศผู้วัยกำลังห้าวหลายตัวท่ามกลางละเมาะที่รกเรื้อไปด้วยเถาไม้ไส้เครือที่พร้อมจะพันธนาการเราได้ทุกเมื่อหากขาดสติดคิดหนี

ผมส่งสัญญาณให้เด็ก ๆ เดินออกไปทางที่เราแกะรอยไอ้ชาตรีเข้ามา เพราะเป็นทิศเดียวที่เราไม่ได้ยินเสียงการกระทำของช้าง และทางด่านนั้นก็โล่งพอให้เราได้เดินอย่างสะดวก เจ้าแบมเดินออกหน้า ตามด้วยเจ้าที เจ้าไผ่ และผมเดินปิดท้าย ไฟฉายในมือผมสาดเน้นไปยังด้านหลังที่เราจากมาเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน แต่ทันใดนั้น “น้าตาน เจอรอยใหม่สวนเข้ามา” เป็นเสียงของเจ้าทีที่ส่งมาจากหัวขบวนแถว

ผมรุดเข้าไปพิจารณารอย พร้อมกับหันไปถามทุกคน “ตอนเราเข้ามาเราเจอรอยพวกนี้ไหม” เด็ก ๆ พร้อมใจกันส่ายหัวแสดงให้รู้ว่าไม่มีใครเห็น

รอยนั้นเล็กกว่ารอยตีนของไอ้ชาตรี และมันกำลังเดินทับรอยใหญ่เข้ามาหมาด ๆ แถมยังทับรอยรองเท้าของพวกเราด้วย มันเป็นรอยตีนที่ทำให้พวกเราหวาดหวั่นและสร้างความกังวลใจไม่น้อย ถึงแม้ไม่มีใครเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูด แต่ท่าทีและปฏิกิริยาของแต่ละคนมันบ่งบอกไว้อย่างชัดแจ้ง แม้กลางวันที่มองเห็นสภาพแวดล้อมได้อย่างถนัดเราก็ไม่เคยวางใจ ไหนจะกลางค่ำคืนที่มีแสงสว่างเพียงไฟฉายไม่กี่ลำ บวกกับป่าละเมาะที่เต็มไปด้วยหญ้าคา ป่าแขม กอพงสูงท่วมหัวยิ่งทำให้แน่นหนักไปทางความกลัว เพราะทัศนะวิสัยที่ไม่เอื้อแก่การมองเห็น

ผมจึงตัดสินใจเดินย้อนไปเช็คด้านหลังอีกราวสี่ห้าเมตร ก็พบว่ามีรอยหญ้าคาล้มเป็นทางฉีกออกไปทางด้านขวา ซึ่งหญ้าคาที่ล้มลู่เป็นทางยังปรากฏบางใบที่เพิ่งแตกและฉีกออกใหม่ ๆ ก่อนจะส่งเสียงแจ้งเด็ก ๆ “อ้าวเฮ้ยเราโดนช้างตลบหลังเสียแล้ว! รีบเลยรีบออกไปจากที่นี่”

บ่อยครั้งที่ผมเผชิญเหตุเช่นนี้ ทุกครั้งที่ช้างรวมกลุ่มกันพวกมันมักจะมีการ์ด หรือตัวที่ทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันกลุ่ม คอยแสดงพฤติกรรมข่มขู่คุกคามเราเช่นนี้เสมอ ๆ หรือบางครั้งก็แสดงเล่เหลี่ยมชั้นเชิงหลอกล่อให้เราผิดทิศไปจากกลุ่มของพวกมัน เสียงลากไม้ลากเถาวัลย์หรือหักกิ่งโผงผางนั้นคือเสียงหากิน แต่ทว่าเรามิอาจไว้ใจทิศที่ไม่ปรากฏเสียงที่ว่านั้นได้ เพราะไอ้ตัวหนึ่งจะตลบหลังเราและพร้อมจะจู่โจมเราได้ทุกเมื่อ…อย่างเงียบ ๆ