การกลับมาเงียบ ๆ ของ #คัดค้านนำเข้าเศษพลาสติก (ซีซั่นสอง)

กลับมาอีกครั้ง #คัดค้านนำเข้าเศษพลาสติก ซีซั่น 2 เมื่อภาครัฐเตรียมเลื่อนกำหนดการยกเลิกนำเข้าเศษพลาสติกไปอีก 5 ปี เพราะแรงกดดันจากธุรกิจรีไซเคิล ขณะภาคประชาสังคม 107 กลุ่มวิพากษ์หนัก ย้ำเปิดให้ประชาชนร่วมสร้างระบบรีไซเคิลที่เป็นธรรม

ซีซั่น 2 #คัดค้านนำเข้าเศษพลาสติก ?

เช้าวันที่ 5 สิงหาคม 2564 มีการพูดคุยว่าด้วยเรื่องการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศเข้าไทยสองวง วงหนึ่งในห้องประชุมชั้น 20 ตึกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) อีกวงหนึ่งบนโลกออนไลน์บนเพจเฟสบุ๊กมูลนิธิบูรณนิเวศ

ทว่าแม้ทั้งสองวงจะคุยเรื่องเดียวกัน ในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เหมือนจะไปคนละทิศคนละทาง อาจเพราะผู้กำหนดนโยบายและประชาชน ยังคง “แยกวง” และไม่ได้หันหน้าเข้าหากันเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่างกันอย่างตรงไปตรงมา 

กันยายนปีก่อน ประเด็นการนำเข้าเศษพลาสติกเข้าไทยกลายเป็นเรื่องครึกโครมในสังคม เมื่อดาราและคนดังหลายคนออกมา “คอลเอาท์” ถ่ายรูปชูป้าย #คัดค้านนำเข้าเศษพลาสติก เป็นกระแสไวรัลออนไลน์ทันทีเพียงแค่หนึ่งวันหลังภาคประชาสังคมหกสิบองค์กร เข้ายื่นหนังสือดักทางการประชุมหารือเรื่องความต้องการใช้เศษพลาสติกนำเข้าของธุรกิจรีไซเคิลเอกชน ด้วยความกังวลถึงผลกระทบหลากหลาย ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อวงการรีไซเคิลและมลพิษใกล้บ้าน

ปีนี้ ประเด็นเรื่อง “ไทยเป็นถังขยะโลก” ดูจะตกหายไปจากความสนใจสังคมท่ามกลางสถานการณ์โควิด แต่การตัดสินใจว่าไทย “จะแบนหรือยังไม่แบน” ก็ยังเดินหน้าต่อเนื่องอย่างเงียบเชียบ

เตรียมเลื่อนกำหนดแบนขยะนำเข้าไปอีก 5 ปี

เจ็ดเดือนแรกของปี 2564 ประเทศไทยมีการนำเข้าเศษพลาสติกรวมปริมาณ 71,182 ตัน และกำหนดให้ทั้งปีไทยนำเข้าได้ 250,000 ตัน กรมควบคุมมลพิษ เผยตัวเลขดังกล่าวกับที่ประชุมฯ ซึ่งจะนำเสนอกับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อไป

“กำหนดให้มีการลดปริมาณการนำเข้าเศษพลาสติกปีละประมาณ 50,000 ตัน หรือ 20% และห้ามนำเข้าเศษพลาสติก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสนับสนุนการใช้เศษพลาสติกภายในประเทศเป็นวัตถุดิบโรงงาน เพื่อตอบรับกับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน”

เป้าหมายนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลไทยประกาศไว้เมื่อปี 2561 ซึ่งไทยได้ตั้ง “คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์” ที่มีรัฐมนตรีทส.เป็นประธานเพื่อดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ หลังจากจีนในฐานะลูกค้าขยะนำเข้าเจ้าใหญ่ประกาศลั่นเลิกรับขยะ ทำให้เศษพลาสติกจากประเทศอย่างญี่ปุ่น สหรัฐฯ และจีนทะลักเข้าประเทศไทยแทนจากหลักหมื่นขึ้นเป็นหลักแสน 

คณะอนุกรรมการฯ มีมติว่าจะยกเลิกการเข้าเศษพลาสติกทั้งหมดภายใน 2 ปี โดยปี 2563 ที่เป็นปีส่งท้าย นำเข้าได้ไม่เกิน 40,000 ตัน แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ได้มีการนำเข้าขยะกว่า 150,000 ตันและการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เมื่อมกราคม ปี 2564 ได้มีมติเลื่อนแผนแบนพลาสติกนำเข้าไปอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะทยอยลดปริมาณปีละ 20%

การเลื่อนดังกล่าวเป็นเพราะความกดดันจากผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่ให้เหตุผลว่าขาดแคลนวัตถุดิบ ล่าสุด กรกฎาคมปีนี้ แหล่งข่าวกระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดเผยกับสำนักข่าวประชาชาติธุรกิจว่า กลุ่มผู้ประกอบการจีนที่ลงทุนในไทยได้เรียกร้องให้ขยายโควต้าการนำเข้าเศษพลาสติก โดยรอบนี้อาจจะมีความต้องการใช้ไม่ต่ำกว่า 800,000-900,000 ตัน

วราวุธ ศิลปอาชา หารือการขับเคลื่อนมาตรการกำกับการนำเข้าพลาสติก (ภาพ: ทส.)

“แก้ผิดจุด” ประชาสังคมวิพากษ์

“การที่ภาครัฐตัดสินใจเลื่อนวันแบนขยะนำเข้าไม่ใช่ทางออก เราควรจะแก้ให้ถูกจุด หันมาบริหารขยะในไทยทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว”

เปรม พฤกษ์ทยานนท์ เจ้าของเพจแยกขยะชื่อดัง “ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป” วิพากษ์การตัดสินใจดังกล่าวของภาครัฐ เขาเผยว่า ภายใต้ภาพธุรกิจรีไซเคิลที่เติบโต กลับเต็มไปด้วยช่องโหว่การบริหารจัดการที่จะยิ่งตอกย้ำปัญหาขยะในไทย

เขาชี้ว่า ถ้าการนำเข้าขยะนั้นช่วยสร้างรายได้และส่งเสริมธุรกิจรีไซเคิลในประเทศได้ก็ถือเป็นเรื่องดี ทว่าทุกวันนี้ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งเศษพลาสติกนำเข้า เพราะมีขยะพลาสติกภายในประเทศมากเพียงพอจะใช้ในกระบวนการรีไซเคิล จุดนี้ หลายคนยังเห็นภาพรวมไม่ชัด เนื่องจากภาครัฐยังไม่เปิดเผยข้อมูลปริมาณและที่มาขยะนำเข้าทั้งหมด ทำให้จิ๊กซอการแก้ปัญหาขยะทั้งหมดไม่อาจประกอบภาพกันสมบูรณ์ 

นอกจากนี้ ขยะนำเข้ายังทำลายวงจรรีไซเคิลในประเทศ เพราะตัดตอนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน เมื่อโรงงานรีไซเคิลหันมาใช้วัตถุดิบเศษพลาสติกจากต่างประเทศที่ราคาถูกมาก ราคาขยะพลาสติกในไทยเองจึงตกลงต่ำ 

“ประชาชนที่แยกขยะหรือซาเล้งขาดแรงจูงใจที่จะแยกขยะ เมื่อคนแยกมีพฤติกรรมขยะน้อยลง กลายเป็นว่าปริมาณขยะส่งฝังกลบกลับเพิ่มขึ้น เป็นการซ้อนปัญหาไปอีก”

สอดคล้องกับทางตัวแทนสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ชัยยุทธ์ พลเสน เผยว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงจรรีไซเคิลอย่างซาเล้งหรือโรงงานตัดบดพลาสติกไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการนำเข้าขยะ มีเพียงโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้กำไรจากการแปรรูปเศษพลาสติกเป็นเม็ดพลาสติกด้วยวัตถุดิบราคาถูกลง และส่งขายออกนอกประเทศ

เขาชี้ว่าในช่วงสามปีนี้ ไทยนำเข้าเศษพลาสติกมากว่าหนึ่งล้านตัน แต่จำนวนที่ส่งออกมีเพียงสี่แสนตัน

“นั้นเท่ากับว่าเหลือขยะตกค้างในแผ่นดินไทยไม่น้อยกว่าหกแสนตัน หกแสนตันนี้อยู่แห่งหนตำบลใดเราไม่รู้ ต้องรอติดตามต่อตอนไป”

ขยะตกค้างนำมาซึ่งความกังวลเรื่องมลพิษ เพราะไทยมีมาตรการกำกับดูแลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อ่อน ยังไม่นับการเปิดโรงงานรีไซเคิลขยะแพร่สะพัดทั่วหลายพื้นที่ บ้านของจักรกฤช กันทอง ที่อ.บ่อทอง จ.ชลบุรีคือหนึ่งในนั้น เขาเล่าว่ามีคนกว่า 900 คนที่อาศัยอยู่ใกล้โรงงานรีไซเคิลเปิดใหม่ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร จึงกังวลว่าแหล่งน้ำในพื้นที่จะปนเปื้อน ยังไม่นับมลพิษทางเสียง อากาศ และความเสี่ยงเกิดอุบัติภัยอย่างโรงงานไฟไหม้ 

ที่มาของโรงรีไซเคิลแห่งนั้นก็คลุมเครือเพราะตั้งอยู่ใน “เขตปลอดอากร” มีกฎหมายแยกต่างหาก ซึ่งผ่อนผันและสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน นโยบายนี้เอื้อให้เปิดโรงงานรีไซเคิลได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากจีน ซึ่งหลังจากประเทศมหาอำนาจแบนไม่รับขยะนำเข้า พบว่ามีนักลงทุนจีนขออนุญาตเปิดโรงงานรีไซเคิลขยะในไทยหลายแห่ง และพบมากในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

“เราส่งจดหมายคัดค้านถึงหน่วยงานต่างๆ ถึง 18 ครั้ง แต่ได้รับการตอบรับเพียงแค่ 2 ครั้ง หนำซ้ำช่วงโควิด เราบอกว่าขอให้หยุดกระบวนการก่อน เพราะเราไม่สามารถเป็นหูเป็นตาได้เต็มที่ แต่เขาก็ยังเดินหน้าต่อ”

“ระบบรีไซเคิลที่เป็นธรรม” ประชาชนต้องมีส่วนร่วม

เครือข่ายติดตามการนำเข้าขยะ 107 องค์กร-บุคคลร่วมกันออกแถลงการณ์ เรียกร้อง 7 ข้อ มีใจความว่าขอให้ไทยแบนการนำเข้าเศษพลาสติกภายในปี 2564 ส่งเสริมให้ใช้พลาสติกภายในประเทศเป็นวัตถุดิบรีไซเคิล และเข้มงวดกับการกำกับและตรวจสอบการนำเข้าขยะพลาสติก 

อีกหนึ่งประเด็นเรียกร้อง คือ การเปิดให้สมาคมซาเล้งและประชาชนเข้าไปร่วมตัดสินใจเรื่องการแบนการนำเข้าขยะพลาสติก ซึ่งที่ผ่านมาการประชุมไม่ได้เชิญให้เข้าร่วม แม้จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง หรือมีความเห็นต่างว่าแท้จริงแล้ว ประเทศไทยมีขยะพลาสติกมากพอโดยไม่ต้องนำของต่างประเทศเข้าแบบที่กรมโรงงานให้เหตุผลเลื่อนวันแบน

“ขอให้กรมควบคุมมลพิษเร่งรัดจัดเวทีพบกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ต้องการขายพลาสติก โดยสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่ายินดีให้ความร่วมมือจัดหาผู้ต้องการขายพลาสติก และขอให้เพิ่มสมาคมกับภาคประชาสังคมเป็นคณะทำงานด้วยเพื่อความสมดุลของนโยบาย” แถลงการณ์ระบุ

เครือข่ายยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านผ่านแคมเปญ #คัดค้านนำเข้าเศษพลาสติก ซึ่งมีคนลงแล้วกว่าสามหมื่นคน

7 ข้อเสนอค้านนำเข้าเศษพลาสติก (ภาพ: เครือข่ายค้านนำเข้าเศษพลาสติก)

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทสนทนาเรื่อง “ขยะ” เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนไทยทุกภาคส่วน เมื่อประเทศไทยกำลังเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจ “BCG” เศรษฐกิจที่ตั้งบนฐานชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว ตามกระแสสิ่งแวดล้อมโลก ทว่าการไม่มีพื้นที่คุยกันอย่างโปร่งใสและหลากหลายความเห็น อาจเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เส้นทางสู่เศรษฐกิจสีเขียวของไทยนั้นขรุขระและเต็มไปด้วยช่องโหว่

“เราจะห้ามนำเข้าพลาสติก 100% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยระบบโมเดลเศรษฐกิจ BCG”

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุต่อที่ประชุม ขณะที่เวลาไล่เลี่ยกัน เครือข่ายสิ่งแวดล้อม 107 องค์กร พูดในทางตรงข้าม

“การปรับเปลี่ยนนโยบายผ่อนผันให้นำเข้าพลาสติกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สวนทางกับนโยบาย BCG ของประเทศโดยตรง”

เมื่อเคาท์ดาวน์วันแบนขยะนำเข้าเลื่อนออกไป ประชาชนจึงพากันออกมาหวังพึ่งการ “คอลเอาท์” ทางโซเชี่ยลอย่าง #คัดค้านนำเข้าเศษพลาสติก ซีซั่นสอง…สาม สี่ ในอนาคต ด้วยยังไม่มีพื้นที่ตรงกลาง “รวมวง” ทุกฝ่ายหันหน้าพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน ถึงชะตาของประเทศในฐานะ “ถังขยะโลก”