ชายชาตรี

บันทึกรัก (ษ์) นักสารคดีช้างป่า 2564: ชายชาตรี (ตอนที่ 3)

เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

คืนเดือนมืด แสงดาวส่องสกาวระยิบระยับอยู่เหนือยอดไม้กลางดงลึกที่มีตำนานเล่าขานถึงพญาช้างตัวหนึ่ง มันตัวใหญ่และมีงายาวโค้งประดุจดาบที่ทำด้วยเหล็กน้ำพี้ของเหล่านักรบเมื่อครั้งโบราณกาลนานมา ผมนั่งกอดปืนเรมิงตัน ขนาด .30-06 อยู่บนห้างที่ขัดไว้ระหว่างง่ามกิ่งของต้นมะค่าริมคุ้งน้ำแห่งนั้นเพื่อเฝ้ารอการปรากฏตัวของมันมาเป็นเวลากว่าครึ่งค่อนคืน 

ความเงียบสงัดของยามสองถูกปลุกด้วยนกทึดทือที่ร้องทักบางความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ฮุป-ฮุป-ฮู้” ดังออกมาจากทางขวามือของผม ทันทีที่เสียงนั้นเงียบลงปืนไรเฟิ่ลแรงสูงค่อย ๆ ถูกปลดจากตัก ผมขยับนั่งพิงกับกิ่งใหญ่ของต้นมะค่าก่อนจะเอาประกับลำกล้องพาดไปที่ราวด้านหน้า หันปลายกระบอกปืนไปยังคุ้งน้ำนั่น ก่อนจะประทับพานท้ายเข้ากับบ่าข้างขวาให้แน่น เพื่อหมายจะให้พญาช้างตัวนั้นเดินมาเข้าทางปืนของผมเอง เพราะอย่างไรเสียจากร่องรอยที่สำรวจไว้เมื่อตอนบ่ายทำให้แน่ใจว่าจุดนี้คือจุดที่มันมายืนดื่มน้ำอยู่เป็นประจำ

ภาพจากกล้องเล็งอัตราขยายขนาด 7 เท่าที่ประกอบเข้ากับกล้องเทอร์มอล์จับคลื่นความร้อนปรากฏภาพเรื่อเรืองสีขาวของช้างตัวขนาดมหึมากำลังย่องออกจากกอไผ่กอหนึ่งพร้อมกับช้างรุ่น ๆ อีกตัว และอีกตัวที่ยังคงซุ่มอยู่หลังก่อไผ่นั้น พญาช้างอาจพาลูกเมียออกมาหากินหรือเป็นเพียงบริวารของมันหรืออย่างไรใครจะสน เมื่องาของมันมีราคาสูงถึงเทียบเท่ามูลค่าของรถกระบะโฟล์วิลใหม่ ๆ คันหนึ่ง 

ผมค่อย ๆ ใช้นิ้วหัวแม่มือดันปลดเซฟที่ถูกติดตั้งใกล้กับลำเลื่อนของปืนเบา ๆ จนแทบจะไม่ได้ยินเสียงลั่นของสลักเซฟที่ขัดกับไกปืนด้านใน ครั้นเจ้าพญาช้างยักษ์ตัวนั้นเดินใกล้คุ้งน้ำเข้ามา ซึ่งห่างจากห้างที่ผมนั่งอยู่ราว 100 เมตร มันเดินเข้าจุดตัดของกล้องเล็งในตำแหน่งขมับด้านซ้ายของมันพอดิบพอดี ผมจึงค่อย ๆ เลื่อนเป้าขึ้นจนจุดตัดกากบาทชี้ตรงเข้าไปยังกกหูของมัน พรานป่ารู้ดีว่าการยิงสัตว์ใหญ่อย่างช้างจุดนี้คือจุดสำคัญที่กระสุนจะพุ่งตรงไปทำลายสมองเพื่อหยุดระบบสั่งการของร่างกายทั้งหมด หากเข้าเป้าก็จะใช้กระสุนเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น

พญาช้างตัวนั้นยังคงนิ่งเพราะมันกำลังใช้งวงดูดน้ำจากคุ้งน้ำนั้นเข้าปาก ผมกั้นลมหายใจไว้กึ่งหนึ่ง ก่อนจะลดนิ้วชี้ออกจากโก่งไก ปลายนิ้วเมื่อสัมผัสกับไกปืนให้ความรู้สึกยะเยือกเย็นจนสะท้าน ลมหายใจที่กั้นไว้ทำให้หัวใจเริ่มเต้นถี่ เป้าปืนยังคงนิ่งอยู่อย่างนั้น ผมค่อย ๆ ลากไกปืนเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ ทำให้รู้สึกถึงความห่างระหว่างช่องว่างของสลักไกที่ใช้ปลดเข็มแทงชนวนนั่นห่างกันเสียจนสุดจะกลั้น เมื่อความรู้สึกของนิ้วบอกว่าไกที่ถูกลากนั้นได้เดินทางมาจนถึงจุดลั่นแล้วนั้น ตาที่จ้องเขม็งไปยังเป้า ทิศทางลมจากซ้ายไปขวานิ่งพอ ผมตัดสินใจ

“น้าตาน ๆ ตื่น ๆ ยายแจ๋วโทรมาบอกผมว่าช้างแม่ลูก 2 ตัวมาหักต้นกล้วยหลังบ้าน”

ผมสะดุ้งตื่นพร้อมกับความฝันที่จากไปเมื่อตาขวัญปลุกผมจากภวังค์

“อะไรนะตาขวัญ ช้างแม่ลูกที่ไหนกันจะพากันมาแค่ 2 ตัว” ผมงัวเงียขึ้นมาถามถึงรายละเอียด

“ยาวแจ๋วว่าอย่างนั้น” ตาขวัญตอบทันควัน

ผมหงุดหงิดก่อนจะสำทับไปอีกว่า “แม่ช้างจะไม่มีทางพาลูกช้างออกมาจากการคุ้มกันของฝูงเป็นเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงความเสี่ยง สัญชาตญาณป่าของพวกมันรู้ดี” 

บ่ายวันนั้นเราปักหลักกันที่บ้านตาขวัญ และเมื่อจวนถึงเวลา “ทีกับแบมลองเข้าไปเช็ครอยในป่าปาล์มดูหน่อยซี ว่ามันมีช้างเข้ามากี่ตัว”

เมื่อเด็ก ๆ ได้รับคำสั่งจากผมพวกเขาก็กุลีกุจอที่จะออกไปสำรวจร่องรอยในทันที พวกเขาใช้เวลาไม่นานนักก็วิ่งกลับมาพร้อมกับข้อมูลที่ผมต้องการ

“ประมาณสี่ห้าตัวครับน้า สองตัวแยกเข้ามาที่ต้นขนุน ก่อนจะมาหักต้นกล้วยหลังบ้านตาขวัญนี่แหละ รอยของไอ้ตัวใหญ่ 50 เซนติเมตร ถ้าไม่ผิดหนูว่าน่าจะเป็นไอ้เหลือง ส่วนตัวเล็กรอยแค่ 26-27 เซ็นติเมตร”

ศาสตร์ในการจำแนกตัวช้างด้วยขนาดรอยตีนจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสามารถคะเนได้ว่าช้างตัวไหนเข้ามาในพื้นที่บ้าง

ราวบ่ายสี่โมงผมจึงแบกกล้องภาพยนตร์ติดเลนส์ซูเปอร์เทเลโฟโต้เข้าไปนั่งเงียบ ๆ ในป่าปาล์มที่ถูกทางการยึดคืนเพราะเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อเฝ้ารอการปรากฏตัวของพวกมัน

แสงตะวันที่ค่อย ๆ คล้อยต่ำส่องเป็นลำฉายฉาบไปบนยอดหญ้าคาดูเป็นสีเหลืองทองอร่ามงามตา ใบปาล์มโยกไหวเพราะกระแสลมที่พัดโชยมาจากทางด้านทิศตะวันออกไปยังตะวันตกนั่นทำให้ผมได้ทำเลเหมาะที่จะนั่งซุมอยู่ใต้โคนปาล์มต้นหนึ่ง ที่ด้านหน้าเป็นกอสาบเสือกอใหญ่พอที่จะบดบังตัวไม่ให้พวกช้างได้แลเห็น ผนวกกับการอยู่ใต้ลมและตะวันอยู่ด้านหลังของผม จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ผมจะถ่ายพวกมันด้วยกล้องภาพยนตร์

ไม่ทันที่ตดจะหายเหม็น ช้างแม่ลูกที่ยายแจ๋ว เมียของตาขวัญหมายถึงก็ปรากฏตัว หากแต่มันไม่ใช่ช้างเพศเมียกับลูกน้อยแต่ประการใด แต่มันเป็นช้างสีดอใหญ่ที่พวกเราเรียกมันว่า “ไอ้เหลือง” ที่กำลังพาช้างสีดอรุ่น ๆ วัยราว 4-5 ปีตัวหนึ่ง ออกมาเลี้ยงและฝึกฝนให้มันมีชีวิตเยี่ยงช้างเพศผู้ตามธรรมชาติพึงมี การที่ช้างเพศผู้วัยกระเตาะออกมาจากฝูงแม่ของมันไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เพราะโดยธรรมชาติธรรมดาของสัตว์สังคมอย่างช้างป่า ช้างเพศผู้ต้องมีทักษะการดำรงชีวิตที่เป็นที่พึ่งพาของฝูงช้างเพศเมีย โดยเฉพาะการสำรวจและประเมินแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ ที่หลบภัย ตลอดจนการทำหน้าที่ในการแก้ไขอุปสรรคในการเดินทางของฝูง

ไอ้เหลืองยังคงพาช้างหนุ่มน้อยวัยไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมตัวนั้นลัดเลาะหากินอยู่ในป่าปาล์มร้าง และบ่อยครั้งที่ช้างหนุ่มตัวนั้นจะทำอะไรมันก็มักจะยกงวงมาแตะที่ลำตัวไอ้เหลืองก่อนเสมอ ๆ ราวกับมันกำลังตั้งคำถามถึงสิ่งที่มันควรหรือไม่ควรกระทำ ไอ้เหลืองตอบกลับด้วยการยกงวงขึ้นไปแตะหัว แตะขมับ เสมือนครูผู้สอนศิษย์ให้ได้เรียนรู้ความเป็นไปของโลกชีวิตที่อยู่ตรงหน้า นี่อาจหมายถึงโรงเรียนของลูกผู้ชายที่ต้องเรียนรู้ชีวิตความเป็นชายเพื่อเจริญเติบโตเป็นช้างป่าเพศผู้เต็มวัยเยี่ยงชายชาตรี

อยู่ ๆ ภาพความฝันนั้นหวนกลับมาปรากฏในห้วงคำนึงอีกครั้ง ภาพขณะลั่นไกปืนประหัตประหารพญาช้างตัวนั้นมันเด่นชัด ชัดเสียจนต้องกลับมาตั้งคำถามแก่ตัวเองว่า “เรามีชีวิตอย่างชายชาตรีแล้วหรือยัง”