เครือข่ายทนาย-นักสิทธิแถลง “หยุดคุกคาม-ฟ้องปิดปาก ทนายบางกลอย”

6 องค์กรสิทธิ 53 ทนาย-นักสิทธิมนุษยชน ร่วมแถลงการณ์เรียกร้อง “ขอให้ยุติการคุกคาม วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความสิทธิมนุษยชน” ในกรณีที่อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร แจ้งความทนายประจำคดีปู่คออี้ ชี้เข้าข่าย “ฟ้องปิดปาก (SLAPP)” พร้อมยื่น 4 ข้อเสนอ

รูปปู่คออี้แขวนศาลาที่ตั้งชื่อตาม “บิลลี่” พอละจี ณ บ้านโป่งลึก-บางกลอย (ภาพ: GreenNews)

แถลงออนไลน์ 

บ่ายวันนี้ (31 กรกฎาคม 2564) เครือข่ายทนาย-สิทธิมนุษยชน นำโดย 6 องค์กร ได้แก่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL) และ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) พร้อม 53 ทนายความได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ออนไลน์เรียกร้องกรณีที่อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร แจ้งความดำเนินคดีทนายประจำคดีปู่คออี้

“ขอให้ยุติการคุกคาม วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความสิทธิมนุษยชน หลังอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แจ้งความกล่าวหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานในคดีเผาบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยบน-ใจแผ่นดินเมื่อ 10 ปีที่แล้ว”

หัวข้อแถลงการณ์ ระบุ พร้อมใจความดังนี้

“เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สื่อมวลชนหลายสำนักเผยแพร่ข่าวอย่างต่อเนื่องทำนองว่า ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ให้ดำเนินคดีอาญากับวราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความสิทธิมนุษยชน”

โดยได้แจ้งความข้อหาดังนี้

  • แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
  • แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
  • รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด 
  • แจ้งข้อความตามมาตรา 172 หรือมาตรา 173 เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น 
  • กระทำความผิดตามมาตรา 174 ในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 172 , 173 , 174 วรรค 2 และ 181 และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แถลงการณ์ได้ระบุถึงที่มาที่ไปของการฟ้อง ดังนี้

“สืบเนื่องจากการที่ วราภรณ์ อุทัยรังษี ในฐานะทนายความที่ได้รับมอบหมายจากสภาทนายความ ได้ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยบน-ใจแผ่นดินในผืนป่าแก่งกระจานโดย 19 ตุลาคม 2558 ปู่คออี้ (โคอิ มีมิ) ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงและวราภรณ์ฯ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโคอิ  ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทกลยุทธ วงษ์เพ็ชร พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน”

“ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นและโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 157 , 217 และ 218 จากกรณีที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชุดปฎิบัติการ ‘ยุทธการณ์ตะนาวศรี’ ได้ใช้กำลังเข้าเผาทำลายบ้านเรือน และยุ้งข้าวของชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน รวมกว่า 100 หลัง เมื่อปี 2554”

“เหตุการณ์เผาทรัพย์สิน บ้านเรือนและบังคับอพยพชาวกะเหรี่ยงในยุทธการตะนาวศรีดังกล่าว อันถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายอย่างร้ายแรง”

“นอกจากการแจ้งความให้ดำเนินคดีคดีอาญากับเจ้าหน้าที่แล้ว ก่อนหน้านั้นคือในปี 2555 โคอิและวราภรณ์ยังได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีปกครอง โดยโคอิและชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน รวม 6 คน เป็นผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2)  ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส. 58/2555 เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าว” 

“ดังปรากฎรายละเอียดในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็น คดีหมายเลขแดงที่ อส.4/2561 ว่า เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของโคอิกับพวกจริง” 

“ดังนั้นกรมอุทยานฯ ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายโคอิและพวกคนละประมาณ 50,000 บาท โดยคดีถึงที่สุด และกรมอุทยานฯ ได้ชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาให้แก่โคอิและพวกชาวกะเหรี่ยงผู้ฟ้องคดีแล้ว”

“จากการแจ้งความร้องทุกข์โดยโคอิและวราภรณ์และจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว เป็นผลให้เวลาต่อมา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ชี้มูลความผิด ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีรื้อถอนเผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินอื่นๆ ของโคอิ มีมิ” 

“มีผลให้ต่อมา ป.ป.ท.ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งลงโทษลงทางวินัย เรื่องการลงโทษปลด ชัยวัฒน์ ออกจากราชการ ถึงรักษาการผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่ 9 (อุบลราชธานี) ให้ดำเนินการตามระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งชัยวัฒน์ ได้เซ็นชื่อรับทราบตอบรับคำสั่งดังกล่าวแล้ว และมีผลให้ต้องพ้นจากราชการทันที” แถลงการณ์ระบุ

กิจกรรมโดยภาคี #save บางกลอย ช่วงต้นปี 2564 (ภาพ: GreenNews)

4 ข้อเรียกร้อง

เครือข่าย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลดังต่อไปนี้

1. วิชาชีพทนายความและนักกฎหมาย มีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม ทนายความต้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีอิสระและปราศจากความหวาดกลัว รวมทั้งสามารถสื่อสารกับลูกความได้อย่างมีอิสระ โดยไม่ถูกมองว่าเป็นคู่ความเสียเอง และมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นได้อย่างอิสระ ไม่ถูกแทรกแซง ข่มขู่ดำเนินคดี และทนายความต้องปฎิบัติหน้าที่ทางวิชาชีพของตนตามมาตรฐานจริยธรรม หลักการเรื่องนี้ได้รับการรับรองไว้ในคำนำของหลักการพื้นฐานสหประชาชาติว่าด้วยบทบาททนายความ (UN Basic Principles on the Role of Lawyers) โดยหลักการพื้นฐานนี้ ได้กำหนดมาตรการป้องกันเอาไว้ว่า รัฐต้องดูแลทนายความให้ 

  • สามารถปฎิบัติหน้าที่ทางวิชาชีพของตนได้โดยปราศจาคการข่มขู่ ขัดขวาง รังควาน หรือการแทรกแซงโดยมิชอบธรรม 
  • จะต้องไม่เผชิญกับหรือได้รับการข่มขู่ว่าจะถูกดำเนินคดีหรือแทรกแซงทางการบริหาร ทางเศรษกิจ หรือทางอื่นใด จากการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ในทางวิชาชีพตามหลักการ

“2. ขอให้ยุติการดำเนินคดี ต่อวราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความสิทธิมนุษยชนอย่างไม่มีเงื่อนไข” 

เนื่องจากการปฎิบัติหน้าที่นั้น เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานจริยธรรมของวิชาชีพ โดยได้รับมอบหมายจากสภาทนายความ ในการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายและคดีความให้กับชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน กรณีถูกเจ้าหน้าที่อุทธยานแห่งชาติแก่งกระจานบังคับโยกย้าย เผาทรัพย์สิน บ้านเรือนและยุ้งข้าวจนได้รับความเสียหายอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบดังที่ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินไว้แล้ว

3. ขอให้ยุติการใช้การดำเนินคดีต่างๆ ที่เข้าข่ายการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (Strategic lawsuit against public participation – SLAPPs) ทนายความ นักกฎหมาย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ทำหน้าที่ของตนในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในฐานะนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักการสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลักการพื้นฐานสหประชาชาติว่าด้วยบทบาททนายความ และปฏิญญาว่าด้วยสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคลและองค์กรของสังคมในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสากล (ปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน) โดยเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่เปิดทางให้ผู้มีอิทธิพลหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้กระบวนการยุติธรรมโดยไม่สุจริตโดยเด็ดขาด

4. ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานสอบสวน อัยการ และศาล ใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรม เพื่อยุติการดำเนินคดีวราภรณ์ อุทัยรังษี ซึ่งเห็นว่าเป็นการดำเนินคดีในลักษณะกลั่นแกล้งโดยเร็วที่สุด ก่อนหน้านี้ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เคยแจ้งความดำเนินในทำนองเดียวกันกับ สมัคร ดอนนาปี อดีตหัวหน้าอุทธยานแห่งชาติแก่งกระจาน และ วุฒิ บุญเลิศ นักวิชาการชาวกะเหรี่ยง กรณีขอให้มีการตรวจสอบการครอบครองที่ดิน “ไร่ชัยราชพฤกษ์” ของพี่ชายชัยวัฒน์ฯ และคดีอื่นๆ ซึ่งศาลได้ยกฟ้องไปแล้ว 

“ด้วยความเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”