ความสัมพันธ์

บันทึกรัก (ษ์) นักสารคดีช้างป่า 2564: ความสัมพันธ์ (ตอนที่ 2)

เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

ภายหลังจากฝนห่าใหญ่ผ่านพ้นไป เสียงเพลงจากบรรดากบ เขียด อึ่งอ่าง และหรีดหริ่งก็ระงมไปทั่วทั้งหย่อมป่าแห่งนี้ หยาดน้ำที่ค้างอยู่เหนือเรือนยอดของป่าหยดกระทบใบไม้ใบหญ้าที่อยู่เบื้องล่างดังเปาะแปะให้จังหวะดูคล้ายเสียงบรรเลงจากวงออร์เคสตราที่จัดแสดงอย่างเอิกเกริกในเมืองใหญ่ พวกเราอันหมายถึงผมและเด็ก ๆ อาสาสมัครติดตามช้างป่าที่เรียกตัวเองว่า “ทีมฟันน้ำนม” อีกสี่คนนอนนิ่งสดับฟังอย่างสงบใต้ชายคากุฏิร้างของวัดป่า เพื่อรอเวลาที่กลุ่มช้างเพศผู้จำนวน 4 ตัวที่เหลืออยู่ออกหากินในตอนค่ำ

อันที่จริง ช้างกลุ่มนี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 ตัว นำโดยพลายหัก ช้างที่มีงาข้างขวาหักเหลือเพียงเสี้ยวแหลม ๆ ไร้ความสง่างาม ตลอดหลายวัน พวกมันใช้พื้นที่ป่ามะม่วงรกร้างที่ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำเป็นที่หากินเพราะเป็นช่วงที่มะม่วงกำลังสุก และพวกมันก็อิ่มเอมได้ไม่นานเมื่อพลายแข็งแกร่งเข้ามาร่วมก๊วน และนั่นทำให้พวกมันต้องแยกย้ายและแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม พลายแข็งแกร่ง พลายสรพงษ์ พลายสำลี สีดอเหลือง และช้างวัยรุ่นอีกตัวหนึ่งมุ่งหน้าสวนป่าลาดกระทิงที่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร เหลือเพียงพลายหัก ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลช้างหนุ่มที่เหลืออีก 3 ตัวอยู่ที่ป่าชุมชนคลองมะหาดแห่งนี้

“เจ้าหน้าที่เขาน่าจะตามไอ้แข็งแกร่งมาครับน้า เพราะมันมีปลอกคอดาวเทียม เขาคงต้องการเอามันกลับเข้าไปในป่า” เจ้าแบมให้ความเห็น ภายหลังการปฏิบัติการผลักดันช้างป่าทั้ง 9 ตัวออกจากพื้นที่แห่งนี้ในค่ำวันหนึ่งโดยเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน

ผมนิ่งคิดไปชั่วเวลาหนึ่งก่อนจะแลกเปลี่ยนกับแบมว่า “แล้วเขาจะพามันกลับป่าอย่างไรในเมื่อมันเป็นช้างถิ่นนี้ไปเสียแล้ว เพราะเท่าที่น้าเห็น มันก็เข้าไปเฉพาะช่วงที่มีรถอ้อยวิ่งผ่านป่าช่วงหน้าแล้งเท่านั้นแหละ เพราะมันเป็นช้างด่านลอย”

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะใช้ความพยายามในการผลักดันช้างเพศผู้กลุ่มนี้ให้กลับเข้าป่าแค่ไหน จนแล้วจนรอด พวกมันก็ไม่เคยยอมกลับเข้าไปหากใจมันยังไม่ต้องการ การแยกย้ายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยกระจัดกระจายไปในหลายพื้นที่ จึงเป็นแผนเพื่อความอยู่รอดของพวกมัน

เสียงหยาดน้ำค้างค่อย ๆ ทิ้งจังหวะห่างจนในที่สุดมันก็เงียบเสียงลง เหลือเพียงเสียงอึ่งอ่างที่ครวญครางอยู่ตามแหล่งน้ำขัง ผมหันไปปลุกเด็ก ๆ ทีมฟันน้ำนมให้ลุกออกจากเปล และจัดแจงแบ่งหน้าที่กันออกติดตามกลุ่มของพลายหักที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียง 4 ตัว เจ้าแบมกับเจ้าทีขอแยกเข้าไปตามแกะรอยในหย่อมป่าชุมชน ส่วนเจ้าไอซ์กับเจ้าไผ่อาสาไปสังเกตการณ์ในชุมชน

แน่นอนว่าการบันทึกพฤติกรรมช้างป่าด้วยภาพเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ผมหมายมั่นจะบันทึกพฤติกรรมของพลายหัก ที่นำช้างหนุ่มทั้งสามตัวเข้าไปหากินในชุมชน จึงตัดสินใจแบกกล้องติดตามเจ้าสองคนหลังไป

“ช้างเผือกหนึ่ง น้ำนมสามเรียก ว.2” วิทยุคลื่นสั้นส่งสัญญาณเข้ามา เป็นการเรียกจากเจ้าทีหาผม

“ว.2” ผมตอบรับ

“พวกเราพบ 59 จำนวน 2 ตัว มุ่งหน้าสถานีอนามัย หนึ่งในนั้นคือเป้าหมาย” เจ้าทีที่เดินแกะรอยกับเจ้าแบมแจ้งสถานการณ์ซึ่งหน้าของพวกเขา

“ว.2 ว.8 จะให้น้ารออยู่ ณ จุดใด” ผมถามกลับ

“น้ารอที่อนามัยเลย มันเขย่ามะม่วงทิ้งไว้ วันนี้มันคงเข้าไปกิน”

ผมนิ่งรออยู่ไม่นานนัก ไอ้พลายหักก็โผล่ออกมาบริเวณหลังบ้านพักเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลังหนึ่ง ซึ่งมีต้นมะม่วงปลูกอยู่ข้างบ้าน มันค่อย ๆ ย่องข้ามรั้วที่พวกมันเคยทำลายจนพังเป็นช่องออกมา มันกางหู ยกงวง สำรวจเสียงและกลิ่น เมื่อมันสัมผัสไม่ได้ว่ามีคนอยู่ใกล้ มันจึงค่อย ๆ ออกมายืนใช้งวงคว้ามะม่วงที่หล่นอยู่บนพื้นเข้าปากทีละลูก ๆ จนเกือบหมด

ขณะที่เจ้าทีกับเจ้าแบมรายงานเข้ามาอีกว่าช้างหนุ่มสามตัวยังคงกินมะม่วงที่ไอ้หักเขย่าไว้อยู่ด้านหลังสถานีอนามัย

“น้าตาน เอาออกเลยไหม น้าถ่ายได้พอหรือยัง” ตาขวัญ ซึ่งเป็นอาสาสมัครรุ่นใหญ่เจ้าถิ่นที่ตามมาสมทบหันมาหารือ

“เอาออกเลยครับผมพอแล้ว แต่ระวังหน่อยนะครับ อย่าไล่แรงเดี๋ยวมันตกใจหันไปทำลายอย่างอื่นจะยุ่ง”

เมื่อได้ยินดังนั้น ตาขวัญจึงเปิดไฟฉายส่องไปที่ตัวของมัน พร้อมกับส่งเสียงให้มันรู้ว่ามีคนอยู่ตรงนั้น และอย่างว่าง่าย ช้างป่าตัวที่มีขนาดใหญ่และหนักกว่ามนุษย์เกิน 10 เท่าตัว หันหลังหูกาง หางชี้ วิ่งออกไปตามช่องที่มันเข้ามา ก่อนจะส่งเสียง “แปล๊น” กลับมา เสมือนมันกำลังบอกว่า “ไปก็ได้ ขอกินแค่นี้ทำเป็นงกไปเสียได้”

ไม่กี่อึดใจเมื่อพลายหักออกจากสถานีอนามัยไปแล้ว พวกเราก็หันมารวมตัวกันอยู่บนถนนเพื่อคอยกันรถราที่วิ่งไปมา อันเป็นการเปิดช่องให้พวกมันได้เดินข้ามไปยังอีกฝั่ง ที่มีป่ามะม่วงรกร้างรอพวกมันอยู่

วันต่อมา

“น้าตานครับ มีรายงานมาว่าช้างฝูงมุ่งหน้ามาที่ป่าโปร่ง” เจ้าแบมส่งข้อมูลมาให้ผมทางแชต

“งั้นเตรียมตัว เดี๋ยวไปรับที่บ้าน เราจะออกไปเช็ครอยดูกัน” ผมตอบกลับ

ตลอดทั้งวัน ผมและทีมฟันน้ำนมตะเวนตามรอยพวกมัน จนมาถึงบริเวณป่าโปร่งที่อยู่ไม่ไกลจากป่าชุมชนแห่งนั้นนัก ระหว่างเส้นทาง เราคะเนเวลาและจังหวะก้าวเดิน ก็พบว่าพวกมันเดินทั้งคืนไม่มีหยุดพัก ในระยะทางกว่า 12 กิโลเมตร และในบรรดารอยตีนเหล่านั้น เราก็ยังพบรอยขนาดเล็กไม่ต่ำกว่า 4 รอย ซึ่งหมายถึงช้างฝูงนี้มีลูกเล็ก ๆ อยู่ในนั้นด้วย

เมื่อเราติดตามมาจนถึงรอยสุดท้าย ซึ่งเป็นป่ารุ่นสองที่กำลังเติบใหญ่กลายเป็นพุ่มป่าที่รถชัฏ เจ้าที เจ้าแบม เจ้าออม และเจ้าไอซ์ ก็พากันปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อมองหาพวกมัน และพวกเขาก็เห็นช้างฝูงหนึ่งนอนอยู่ในพุ่มรกที่ว่านั้น ก่อนที่ใครคนหนึ่งตะโกนลงมาจากต้นไม้สูงนั้นว่า

“น้าตานครับ ไอ้หักและช้างหนุ่มอยู่ในฝูงนี้ด้วยครับ”

“หรือพลายหักมันกำลังรอฝูงช้างเพศเมียที่เป็นครอบครัวของช้างวัยรุ่นทั้งสามตัวที่มันดูแลอยู่ หรือนี่เป็นเพียงความบังเอิญ ที่ฝูงช้างผ่านเข้ามาในถิ่นที่มันกับช้างหนุ่มหากินอยู่ พวกมันกำลังจะสื่อสารอะไรกับผมกันแน่?” ผมทบทวนเพื่อมองหาความเป็นไปได้

“ช้างมันก็มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ไม่ต่างอะไรกันกับคนเราหรอก” เสียงพูดประโยคหนึ่งประโยคนี้ของหัวหน้าพิทักษ์ ยิ่งยง หวนกลับเข้ามาวนเวียนอยู่ในโสดประสาทผมอีกครั้ง …