3 ปีเขื่อนลาวแตก ไม่มีใครเรียนรู้บทเรียน “สายน้ำ-เขื่อน” ?

รายงานโดย

ณิชา เวชพานิช

พุธิตา ดอกพุฒ

วันนี้ สามปีที่แล้ว คนลาวหลายหมื่นเดือดร้อนจากเขื่อนแตก สามปีผ่านไป โศกนาฏกรรมยังหลงเหลือพร้อมความกังวลต่อเขื่อนใหม่ใกล้เมืองมรดกโลก ด้านอีกซีกหนึ่งของโลก สหรัฐฯ เตรียมรื้อเขื่อนขนาดใหญ่คร้ังประวัติศาสตร์ที่แม่น้ำคลาแมท

สภาพบ้านพักอาศัยชั่วคราวในแคมป์ผู้ประสบภัยบ้านหาดยาว (ภาพ: วิศรุต แสนคำ/ REALFRAME)

3 ปีผ่านไป โศกนาฏกรรมยังอยู่

วันนี้ (23 กรกฎาคม 2564) ครบรอบ 3 ปีโศกนาฏกรรมเขื่อนลาว “เซเปียน-เซน้ำน้อย” แตก เครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนเขื่อนในลาว (LDIM) CCFD Terre Solidaire และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดเสวนาออนไลน์ในวาระดังกล่าว “จากทะเลสาบเขมร ถึงหลวงพระบาง สู่คลาแมท : การเกิดและดับของเขื่อนกับวิถีชีวิตบนสายน้ำ”

เหตุผนังเขื่อนปิดช่องเขาของเขื่อนทรุดตัว ทำให้มวลน้ำกว่า 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลทะลักถาโถมเข้าถล่ม 7 หมู่บ้านท้ายน้ำ ในเขตเมืองสนามไชย แขวงอัตตะปือ ทางตอนใต้ของลาว  ทำให้มีผู้เสียชีวิต 70 ราย สูญเสียที่อยู่อาศัยและที่ทำกินอย่างต่ำ 7,000 ราย รวมถึงกระทบพื้นที่เกษตรกรรมในภาคอีสานไทย 

สำนักข่าว Radio Free Asia เผยสถานการณ์ล่าสุดว่าผู้ได้รับผลกระทบยังมีความเป็นอยู่ลำบาก กว่า 3,600 คนยังอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราว บางรายตัดสินใจขายที่พักชั่วคราวและย้ายไปอยู่กระท่อมในไร่ เพื่อหารายได้ประทังชีพ เนื่องจากไม่ได้รับเงินเยียวยา (750 บาท/เดือน/ราย) และข้าวสารจัดสรรโดยรัฐบาลตั้งแต่มกราคม 2564 แม้รับปากว่าจะจัดสรรให้จนกว่าย้ายเข้าที่พักใหม่

RFA เผยว่ามีเพียง 111 ครอบครัวที่ย้ายเข้าบ้านพักสร้างใหม่ ทางการลาวเผยว่ายังมีอีกกว่าเจ็ดร้อยแห่งที่คาดว่าจะสร้างเสร็จปลายปี นอกจากนั้นผู้ได้รับผลกระทบยังเผยว่า ไม่สามารถปลูกข้าวได้เหมือนเดิมเนื่องจากดินจัดสรรทำเกษตรไม่อุดมสมบูรณ์

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนจับตาลงทุนเขื่อนในลาวได้เรียกร้องให้รัฐบาลลาวและบริษัทไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อย จำกัด (PNPC) ผู้ลงทุนเขื่อน ซึ่งเป็นบริษัทร่วมหุ้นระหว่างบริษัทไทยและเกาหลี กับรัฐวิสาหกิจลาว รวมถึง 4 ธนาคารไทย แสดงความรับผิดชอบ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ

เสี่ยงท่วมมรดกโลก เร่งตรวจสอบเขื่อนหลวงพระบาง

โครงการพลังงานน้ำเขื่อนหลวงพระบางที่กำลังเดินหน้าสร้างอาจกระทบเมืองมรดกโลกเสียหาย คณะกรรมการมรดกโลกเรียกร้องให้ประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลก หรือ HIA (Heritage Impact Assessment) และกำลังพิจารณาสถานะการอนุรักษ์ รวมถึงประเด็นการสร้างเขื่อน ในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 44 ที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ มณฑิรา อุนากูล จาก UNESCO ประเทศไทยชี้แจง

เมืองหลวงพระบางได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เพราะมีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลและขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้วย 3 เกณฑ์ ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมประยุกต์ลาว-ยุโรปที่โดดเด่น มีกลุ่มอาคารที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และตั้งอยู่ทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ คือเป็นหุบเขาหุบที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำนำคานมาบรรจบกัน ซึ่งสำคัญมากต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยแม่น้ำทั้งสองถูกกำหนดในอยู่ในเขตเขตมรดกโลกเช่นกัน

ถึงแม้เขื่อนจะตั้งอยู่นอกเขตพื้นที่ประกาศเป็นมรดกโลก รวมถึงพื้นที่กันชน (Buffer Zone) แต่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเมืองหลวงพระบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มณฑิรากล่าวว่า จากรายงานการตรวจสอบทางเทคนิค (TRR) ของเขื่อนหลวงพระบาง หากเกิดกรณีเขื่อนแตกหรือน้ำท่วมรุนแรง เมืองมรดกโลกจมอยู่ใต้น้ำเกือบทั้งหมด และจะกระทบประชากรจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ถึง 26 กลุ่ม 

มณฑิราเผยว่า อีกกลไกสำคัญที่จะช่วยประเมินผลกระทบจากโครงการเขื่อนหลวงพระบาง คือการทำ HIA เพราะจะช่วยระบุผลกระทบต่อมรดกโลกและมาตรการบรรเทา ซึ่งอาจจะเป็นข้อเสนอแนะให้ปรับลักษณะโครงการ หรือถึงขั้นยับยั้งโครงการ ขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างรอให้คณะกรรมการจัดทำคำแนะนำให้เสร็จ

มากไปกว่านั้น มณฑิรายังชี้ว่า ผลกระทบจากเขื่อนต้องมองเป็นภาพรวม มากกว่าเขื่อนใดเขื่อนหนึ่ง รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) เขื่อนไซยะบุรี ชี้ว่าหลังจากมีเขื่อน เกิดปรากฏการณ์น้ำเท้อ (Backwater Effect) ระดับน้ำที่สูงขึ้นทำลายประเพณีปีใหม่ลาวที่เคยจัดบนหาดทราย เป็นตัวอย่างผลกระทบทางวัฒนธรรมที่น่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหลวงพระบางเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม หากขาดคุณสมบัติใดไปอาจส่งผลให้เกิดการถอดสถานะการเป็นมรดกโลกได้ เหมือนที่เพิ่งเกิดขึ้นกับท่าเรือลิเวอร์พูล สหราชอาณาจักร เมื่อสองวันก่อนนี้

“การพิจารณาถึงผลกระทบต่อคุณค่าของมรดกโลกนั้น คณะกรรมการมรดกโลกไม่ได้มุ่งเน้นจะถอนชื่อ แต่ทำงานกับประเทศสมาชิกเพื่อช่วยสนับสนุนให้รักษาและแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมเพื่อรักษามรดกโลก”

อย่างไรก็ตามการถอดสถานะมีหลายขั้นตอนและใช้เวลาหลายปีพิจารณา ในประวัติศาสตร์มีเพียง 3 พื้นที่ที่ถูกถอดถอน และหลวงพระบางยังคงอยู่บนบันไดขั้นแรก คือมีสถานะการอนุรักษ์ (State of Conservation) แต่ระหว่างการประชุมนี้จะมีการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการถัดไป คือ การเฝ้าระวังเชิงรับ (Reactive Monitoring) ซึ่งคณะกรรมการจะส่งตัวแทนมาทำการประเมิณอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากปัญหาไม่สามารถจัดการได้อาจถูกปรับขึ้นบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในอันตราย (World Heritage in Danger) และอาจนำไปสู่การถอดสถานะในที่สุด

ซากบ้านที่ถูกแรงน้ำท่วมจากเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยแตก ซัดจนตั้งตะแคงยังคงไม่ได้รับการซ่อมแซม ถ่ายภาพเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2561 (ภาพ: วิศรุต แสนคำ/ REALFRAME)

รื้อเขื่อนครั้งประวัติศาสตร์ บทเรียนและความหวังจากคลาแมท

การรื้อถอนโครงสร้างใหญ่อย่างเขื่อนอาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งทำสำเร็จแล้วที่แม่น้ำคลาแมท (Klamath) ชายฝั่งตะวันตกสหรัฐอเมริกา ถือเป็นโครงการรื้อเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ แต่ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ

Bruce Shoemaker ชาวอเมริกันที่ทำงานในลาวมาหลายปี บรรณาธิการหนังสือ Dead in the Water เล่าถึงประวัติศาสตร์การสร้างเขื่อนในสหรัฐว่าเคยเป็นสัญญะแห่งการพัฒนา และมีนัยยะของความเป็นชาตินิยมอยู่ ในยุคสงครามเย็น เริ่มมีการผลักดันการสร้างเขื่อนในประเทศกำลังพัฒนา ทว่าในทางกลับกัน การสร้างเขื่อนหลายแห่งกลับละเมิดสิทธิมนุษยชน จนเกิดการต่อต้านจากรากหญ้า 

อย่างไรก็ตาม มีการพยายามสร้างภาพจำใหม่ให้เขื่อนเป็นโครงการที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของการชูให้ เขื่อนน้ำเทิน 2 เป็น “เขื่อนต้นแบบ” ที่ส่งออก “พลังงานน้ำยั่งยืน” มีธนาคารโลกเป็นผู้สนับสนุน โครงการนี้จึงสร้างความชอบธรรมให้แก่การสร้างเขื่อนในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก โดยที่ในความเป็นจริง ปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชน ผลกระทบต่อการประมง และการขาดความสามารถในการดูแลควบคุมเขื่อนของลาว ยังไม่ถูกแก้ไข Bruce กล่าว

คลาแมทเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่ประสบชะตาเดียวกัน เขื่อนทำลายวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำ ไม่ว่าจะเป็นการประมง การเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการออกมาเรียกร้องให้รื้อถอนเขื่อนในครั้งนี้ 

Bruce วิเคราะห์ว่า ความเข้มแข็งของชุมชน ทิศทางของสังคมอเมริกันที่เริ่มตื่นตัวเรื่องสิทธิชนพื้นเมืองมากขึ้น การสร้างเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบ เช่น เกษตรกรและชาวประมง ทั้งหมดนี้ บวกกับการต่อสู้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อในการกดดันบริษัทและรัฐบาล ทำให้การเคลื่อนไหวนี้ประสบความสำเร็จในที่สุด โดยการรื้อถอนโครงสร้างเขื่อนจะเริ่มขึ้นใน 18 เดือนข้างหน้านี้ 

บทเรียนที่ควรถูกเรียน

สำหรับลุ่มน้ำโขง สายน้ำและเขื่อนเป็นบทเรียนสำหรับหลายภาคส่วน Bruce ชี้ว่า ปัจจุบันคนลาวยังไม่มีสิทธิส่งเสียงคัดค้านแผนพัฒนาเขื่อนต่างๆ แม้ว่าจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เอื้อ การช่วยส่งเสริมให้พวกเขามีสิทธิกำหนดความต้องการในพื้นที่ตัวเองจึงสำคัญมาก

สอดคล้องกับข้อสังเกตของ เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงาน LDIM ที่ว่า ขณะที่ผู้ลงทุนสร้างเขื่อนมีสิทธิเลือกว่าจะสร้างหรือไม่สร้างเขื่อน ทว่าชาวบ้านกลับไม่อาจเลือกไม่รับผลกระทบต่างๆ ได้ 

นอกจากนี้ เธอยังชี้ว่า การไฟฟ้าส่วนผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ.) ซึ่งเป็นผู้รับซื้อไฟหลักจากเขื่อนต่างๆ ในลาวนั้นแท้จริงแล้วต้องเลิกสนับสนุนเขื่อน เพราะผู้บริหารต่างยอมรับว่าประเทศไทยมีพลังงานไฟฟ้าสำรองเกิน ทว่าไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ 

ด้าน มณฑิราจาก UNESCO ชี้ว่าแม้ลาวจะออกตัวว่าต้องการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชียและมีพลังงานเป็นสัดส่วนสำคัญในเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้ว ลาวมีศักยภาพพัฒนาภาคส่วนอื่นๆ อีกมาก จะได้ไม่ต้องพึ่งพาการพัฒนาประเทศเพียงแค่กับการผลิตพลังงาน

อนาคตของคนลาวและคนลุ่มน้ำโขง ยังไม่ได้กำหนดเพียงคนของประเทศนั้นๆ แต่ร่วมกันในภูมิภาค ปู โสธิรัก ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อความร่วมมือและสันติภาพกัมพูชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กัมพูชา ซึ่งติดตามความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตร่วมกันหลายประเทศนี้ ย้ำว่ากลไกระหว่างประเทศอย่างคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) จะต้องปฏิบัติให้เกิดผลจริง เพราะถึงแม้จะทำงานมากเพื่อศึกษาและออกเกณฑ์ลดผลกระทบจากเขื่อนต่างๆ ทว่าประเทศสมาชิกต่างพร้อมใจตกลงที่จะไม่ทำตามคำแนะนำเหล่านั้น

“แม่โขงสำคัญและหล่อเลี้ยงชีวิตคนมากกว่า 6 ล้านคน ทางออกของวิกฤตน้ำโขงวันนี้คือต้องเลิกสร้างเขื่อนพลังงานน้ำที่ต้นสายน้ำให้หมดและสำรวจแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้”