ปรากฏการณ์ #โทนี่รากแก่น บอกอะไรวงการสิ่งแวดล้อม

อันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์ในรอบ 24 ชั่วโมง ตามด้วยความเห็นร้อนฉ่า “ตีความ-ตอบโต้” หลากหลายต่อข้อความ “สิ่งแวดล้อม-การเมือง” โพสต์นักแสดงชื่อดัง “โทนี่ รากแก่น” ฟังความเห็นเชิงวิเคราะห์จากนักวิชาการต่อปรากฏการณ์ว่าด้วย “สิ่งแวดล้อม-การเมือง คนละเรื่องเดียวกัน?”

ต้นตอปรากฏการณ์ #โทนี่รากแก่น 

ข้อความพร้อมรูปเต็มหน้า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ปรากฏในโพสต์ ของโทนี่ รากแก่น เมื่อบ่ายสามโมงวานนี้ (20 ก.ค.2564) ส่งผลให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวางผ่านโลกออนไลน์ และทำให้แฮชแทก #โทนี่รากแก่น ติดอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์อย่างรวดเร็ว อีกราวหนึ่งหมื่น

โทนี่ รากแก่น หรือชื่อจริง ธีรชัย วิมลชัยฤกษ์ เป็นนักแสดงเชื้อสายเวียดนาม-ฝรั่งเศสวัย 39 ลูกชายของนักร้องหมอลำชื่อดัง บานเย็น รากแก่น จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการโฆษณาจากออสเตรเลีย ล่าสุดเขากับภรรยาได้สร้างบ้านและทำแปลงผักสวนครัวด้วยตนเอง โดยให้เหตุผลว่าต้องการใช้ชีวิตเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ

ระอุโซเชี่ยล-เซเลป ตีความ-ตอบโต้” หลากหลาย

โพสดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชี่ยล โดยส่วนใหญ่เป็นการแสดงความไม่เห็นถึงจุดยืนทางการเมืองและมุมมองทางสิ่งแวดล้อมของโทนี่ รากแก่น รวมถึงการตอบโต้

“ขอฝาก #saveบางกลอย กับ #saveนาบอน ด้วยนะคะ คุณโทนี่ 🙏🏻” เฌอเอม – ชญาธนุส ศรทัตต์ นางแบบและอดีตผู้ประกวดมิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ แสดงความเห็นในโพสต้นกระแส อ้างอิงถึงกรณีชาวกะเหรี่ยงบางกลอยประสบปัญหาที่ดินทำกินซ้อนทับกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และกรณีมีโรงไฟฟ้าขยะ-ชีวมวลขนาด 25 เมกกะวัตต์สองโรงกำลังจะสร้างใกล้ชุมชนในอ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช เป็นเหตุให้ตัวแทนชาวบ้านเดินทางมากทม.เพื่อคัดค้านท่ามกลางสถานการณ์โควิด

เฌอเอมอธิบายถึงสถานการณ์บางกลอยผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งมียอดรีทวิตแตะหมื่นภายในสี่ชั่วโมง

ขณะที่ “ครูลูกกอลฟ์” คณาธิป สุนทรรักษ์ เจ้าของสถาบันติวเตอร์ภาษาอังกฤษ นักแสดง และผู้ร่วมก่อตั้งชุมชนสีเขียวออนไลน์ Little Big Green แสดงความเห็นว่า

“พี่โทนี่ที่เคารพ มีหลายประเด็นที่น้องอยากคุยด้วย ไว้ว่าง ๆ ค่อยคุยกัน แต่ประโยคที่พี่บอกว่า ในระบบทุนนิยมแบบนี้ ใครได้ประโยชน์ น้องขอตอบ กลุ่มนายทุน และกลุ่มคนชั้นบน ๆ ที่ร่ำรวย โดยไม่เคยเอาต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมเข้าไปคิด ในการทำธุรกิจ แต่อย่างที่พี่บอก climate change มันกระทบทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนข้างล่าง ทั้ง ๆ ที่พวกเขาอาจจะใช้ทรัพายากรทั้งชีวิตของโลกใบนี้น้อยกว่า กลุ่มคนข้างบนด้วยซ้ำ พอระบบมันพัง เชื่อมั้ยพี่ คนข้างบน ก็รอดอยู่ดี ยังมีอีกหลายเรื่อง ไว้ค่อยคุยกันนะพี่ ❤🙏

ล่าสุด เวลา 21.00 โทนี่ รากแก่น ได้ออกมาขอโทษบนอินสตราแกรมว่าตนได้ใช้คำไม่เหมาะสม พร้อมยืนยันว่า “ผมต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผมไม่ชอบเผด็จการและไม่ชอบการใช้ความรุนแรง ไม่ชอบการทำร้ายประชาชน”

“สิ่งแวดล้อม-การเมือง คนละเรื่องเดียวกัน?” นักวิชาการวิเคราะห์

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดการถกเถียงในโซเชียลมีเดียถึงเรื่องความเกี่ยวข้องของสิ่งแวดล้อมกับการเมือง พร้อมคำถามว่าแนวคิดที่ว่าสองสิ่งเป็นเรื่องแยกจากกันหรือไม่ มีที่มาอย่างไร และเป็นผลผลิตทางความคิดของชนชั้นหรือภูมิหลังแบบใดหรือไม่ 

ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า แนวคิดแยกสิ่งแวดล้อมออกจากการเมืองมีที่มาจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประกอบกับการเฟื่องฟูของขบวนการสิ่งแวดล้อมที่ถึงจุดสูงสุดในช่วงปี 2540 จุดตัดคือการรัฐประหารปี 49 ซึ่งมีการดึงตัวภาคประชาสังคม ซึ่งแต่เดิมมีบทบาทในการต่อต้านรัฐ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์นี้ทำให้อุดมการณ์ของ NGO เหล่านั้นถูกท้าทาย แนวความคิด “สิ่งแวดล้อมไม่เกี่ยวการเมือง” จึงถูกใช้เป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่การดำรงตำแหน่งในการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย  

“สิ่งแวดล้อมไม่เกี่ยวกับการเมือง เราต้องยอมเข้าไปอยู่กับระบบทหาร เพื่อให้ทำงานรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไปได้ เป็นการตักตวงประโยชน์ ถือเป็นผลดีต่อขบวนการ”

ดร.เข็มทองให้ความเห็นว่า การสมาทานแนวคิดนี้ เป็นประโยชน์ต่อประชาสังคมที่ทำงานอนุรักษ์บางกลุ่ม ที่ขอบเขตของการอนุรักษ์อยู่ที่การสงวนพื้นที่สีเขียว นโยบายรัฐอย่าง การประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ อุทยานแห่งชาติ เพื่อรักษาป่าไม่กี่ผืนไว้เป็นที่เชิดหน้าชูตา ทำได้ง่ายเมื่อปราศจากประชาธิปไตย 

แต่ในความเป็นจริง การอนุรักษ์มีขอบเขตกว้างกว่านั้น หากถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วมองไปในพื้นที่ป่าอื่นๆ ที่ยังมีชุมชนอยู่ ก็มีความขัดแย้งกับรัฐ และเมื่อมีชีวิตคนเข้ามาเกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาต้องใช้การเจรจาต่อรองซึ่งเป็นไปไม่ได้หากรัฐไม่เปิดโอกาส ถัดไปอีกนอกขอบเขตป่าไปยังทะเล ก็มีปัญหาเรื่องท่าเรือ เรื่องโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ จนถึงนิคมอุตสาหกรรม เหล่านี้แม้ไม่ใช่ประเด็น “สีเขียว” ก็มีผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

“เรื่องพวกนี้จะให้พึ่งตัวเองยังไง มันเป็นเรื่องนโยบายรัฐ มันใหญ่กว่าที่คุณจะทำได้ คุณอาจจะปลูกต้นไม้ในสวนหลังบ้านได้ แต่ว่าคุณห้ามโรงงานไม่ให้ปล่อยควันพิษไม่ได้ มันลอยเข้ามาในบ้านเรามันถึงต้องใช้อำนาจรัฐในการสั่งห้าม

จริงอยู่ที่ ‘สิ่งแวดล้อม’ เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ในความหมายที่ว่า ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี อยู่พรรคไหน มีความเชื่อทางการเมืองแบบไหนคุณตายหมด คุณภาพชีวิตคุณยังไงก็ไม่ดี แต่ ‘การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม’ กับ ‘สิ่งแวดล้อม’ เป็นคนละเรื่องกัน จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นได้ว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะทำยากหรือง่าย อยู่ที่การเมือง ตัวการทำลายสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศใดๆ ก็คือรัฐ ถ้าอยู่ในระบบที่รัฐไม่อนุญาตให้คัดค้านโครงการของรัฐ การอนุรักษ์ทำได้ยากมาก”

มุมมองเรื่องการอนุรักษ์และการเมือง ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนเข้าใจการเมืองว่าอย่างไร หากเห็นว่าการเมืองไม่ใช่การมีส่วนร่วมต่อรองผลประโยชน์ของทุกคนในสังคม แต่เป็นเรื่องสกปรก เป็นเกมแย่งชิงอำนาจของคนบางกลุ่ม คงยากที่จะเห็นความเกี่ยวข้องของการเมืองกับสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ตาสว่าง คนที่ยังอิกนอแรนท์ก็มีให้เห็นอยู่ทุกระดับ ความคิดเหล่านี้ ไม่จำกัดอยู่กับชนชั้นหรือพื้นเพใด ใครก็ตาสว่างได้ 

“หากคุณหลับหูหลับตาทำงานของคุณไป รัฐบาลใครจะเป็นก็เป็น สิ่งแวดล้อมไม่เกี่ยวกับการเมือง คุณมีปัญหาแล้วล่ะ คุณต้องเข้าใจว่าการเมืองมันกว้าง ต่อให้คุณจะพยายามปิดตา สุดท้ายคุณก็ห้ามไม่ได้” ดร. เข็มทองปิดท้าย