“วัดความเสี่ยงวิกฤตภูมิอากาศ” โจทย์ใหม่ภาคธุรกิจ-ธนาคารไทย ซึ่งไทยไม่พร้อม

ข้อตกลงโลกร้อนระดับโลกกำลังจะส่งผลต่อการดำเนินการของภาคธุรกิจ-ธนาคารไทยอย่างมีนัยสำคัญนับจากนี้ ที่จะต้องมีการดำเนินการประเมินความเสี่ยง Climate Risk ผู้เชี่ยวชาญชี้ ไทยยังไร้ความพร้อมทั้งด้านองค์กรและกฏหมาย แต่ระบบบริหารความเสี่ยงมีแล้ว เผยตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มขยับ

โจทย์ใหม่-ความท้าทายใหม่ ภาคธุรกิจ-การเงินไทย

อดิศร หทัยรัตนา Principal Risk Advisor – ASEAN, SAS เปิดเผยวานนี้ (20 ก.ค. 2021) ผ่านเวทีสัมนาออนไลน์ “บริหารความเสี่ยงต่อการเปลี่ยงแปลงคุณภาพอากาศด้วย Analytics” ที่จัดขึ้นโดย SAS บริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล และสถาบันเทคโนยีแห่งเอเซีย (AIT) ว่า ภาคธุรกิจและธนาคาร Banking industry พยายามผลักดันเข้ามามีบทบาทควบคุมความความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิอากาศ Climate Risk ซึ่งสาเหตุจากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ไม่ให้เกิดผลกระทบที่จะตามมาในอนาคต 

ธนาคารกลางหลากประเทศได้มีการจัดประชุมพยากรณ์ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ว่าหากไม่ทำอะไรเลย ปีคศ.2100 มีโอกาสที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 3-4 องศา แต่ละประเทศได้มีการส่ง NDC การมีส่วนร่วมที่กำหนดโดยประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส แต่เมื่อประเมินถึงปี 2050 ค่าก็ยังไม่สามารถตรงตามเป้าหมาย Net Zero ได้ ซึ่งเป็นส่วนสร้างความกดดันให้กับภาคธุรกิจและธนาคาร 

ปี 2017 จัดตั้งองค์กร TCFD (Task Force on Climate-related Financial Disclosures) การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ และ NGFS (The Network for Greening the Financial System) โปรโมท Greening the Financial ผลักดันธนาคารกลาง central bank  และกระทบภาคธุรกิจ กำหนดให้นโยบายไปสู่ Net Zero  เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย Paris Agreement ความตกลงปารีสปี 2015

Financial Disclosures มี 4 เรื่อง หนึ่ง มีการเปิดเผยความเสี่ยง สอง นโยบายจัดการความเสี่ยง สาม บริหารความเสี่ยง สี่ ประเมิณความเสี่ยง กรอบ TCFD Recommendation เข้ามากระทบภาคธุรกิจวงกว้าง ตอนนี้ในบริษัทใหญ่ในประเทศไทย อย่างตลาดหลักทรัพย์ก็เริ่มพยายามปรับตามกรอบ TCFD  

เฟรมเวิร์ค Climate Risk Identification ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change หรือ Physical risk เช่น พายุ น้ำท่วม ที่มีผลบ่อยแรงรุนแรงขึ้น และ Transition Risk ผลทางอ้อม ขณะที่พยายามให้ถึง NET ZERO มีการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม เทคโนโลยี นโยบาย มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คน และธนาคาร สุดท้ายแล้วสร้างผลกระทบกับธนาคาร Bank หรือ Financial impact ขณะที่แบงค์ออกนโยบายมาก็จะสร้างผลกระทบย้อนกลับ 

ภาคการเงินควรมีบทบาทสำคัญ อีกสิ่งที่ควรต้องทำคือ เป็นการวิเคราะห์ภาวะวิกฤติและการบริหารความเสี่ยง (Scenario Analysis & Stress Testing) ในกรอบของ Climate Risk เพื่อที่นักลงทุน คู่ค้าสามารถรู้ได้ว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง 

“นโยบายในการดูแลสถาบันการเงินผมมองว่าที่ผ่านมาแบงค์ชาติในฝั่งดูแลแบงค์ก็ทำงานได้ดี แต่เมื่อเทียบประเทศในภูมิภาคเราก็ไม่เข้มข้นเท่าที่ภูมิภาคอื่นโดยเฉพาะ Climate Risk อาจจะช้ากว่าคนอื่นนิดหน่อย ผมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญซึ่งหมดสถานการณ์โควิด 19 ก็ควรที่จะให้ความสำคัญ” อดิศร กล่าว

ไทยยังไม่พร้อม

เอกบดินทร์ วินิจกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ สถาบันเทคโนยีแห่งเอเซีย (AIT) กล่าวถึงความพร้อมของประเทศไทยในเรื่องนี้ว่า ยังมีข้อจำกัดมากในหลายด้าน

“เรายังมีปัญหาช่วงเดิม พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ทุกปี อาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจน ยังมีข้อมูลตัวฝุ่นประเทศไทยมาตราฐานสองค่า 24 ชม. หลายปี เฉลี่ยออกมาเป็นค่าเดียวมาเทียบมาตราฐาน ฝุ่นกรุงเทพฯค่อนข้างทุกปี ใกล้เคียงตัวค่ามาตราฐานแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราดูว่าในเชิงตัวโยบายต่างๆที่เราทำมันดีขึ้นไหม แต่ว่าปัญหาที่เรายังมี ตัวเวลาเรามีปัญหาด้านอุตุวิทยาในช่วง พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ทุกปี สรุปก็คือสถานการณ์ดีขึ้น ปัญหายังมีอยู่และน่าจะนาน

กฎหมายอากาศสามารถช่วยได้ แต่ปัญหาซับซ้อน เช่นปัญหาประเทศไทยไม่ใช่มีแค่ว่ามีปัญหาอะไร แต่มีปัญหาเรื่ององค์กร ผังองค์กร อย่างเช่น มลพิษอากาศ มลพิษต่างๆ มลพิษทางน้ำ เราจะมองไปถึงกรมควบคุมมลพิษ เป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมมลพิษ แต่ถ้าเราดูในอำนาจควบคุมมลพิษ เขาไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการ ควบคุมหรือว่าการบังคับใช้กฎหมายอะไร

ถ้าเราอยากดูเราสามารถที่จะลดมลพิษจากรถยนต์ได้มากแค่ไหน หน่วยงานที่ใช้ในการบังคับกฎหมายลดมลพิษ เกี่ยวข้องกับรถยนต์ คือกรมการขนส่งทางบก อย่างเช่นโรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีอำนาจใช้กฎหมาย เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่แค่ตรวจวัด รายงานมลพิษ และเสนอคำแนะนำ แค่นั้น

ในหน้าที่เขา ทำตามหน้าที่ครบไหมครบครับ แต่ว่าเขาไม่ได้มีอำนาจหน้าควบคุม ตรงนี้เป็นเหมือนผิดจากประเทศอื่น อย่างทางของ US EPA (U.S. Environmental Protection Agency) หรือทางสหรัฐอเมริกา ตัวแทนเอนเจนซี่ มีอำนาจควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์มีอำนาจสั่งปิดโรงงาน เพราะฉะนั้น กฎหมายอากาศพูดถึงปัญหาหลายๆอย่างในประเทศสามารถให้การลดลง การจัดการทางด้านมลพิษทางอากาศดีขึ้น นโยบายต่างสามารถช่วยได้ แต่ว่าการพัฒนากฎหมายในประเทศไทย ไม่แน่ใจว่าเร็วช้าแค่ไหนอาศัยการผลักดันหลายๆส่วน” เอกบดินทร์ อธิบาย

ความเสี่ยง PM2.5 ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

เอกบดินทร์ วินิจกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ สถาบันเทคโนยีแห่งเอเซีย (AIT) อธิบายถึงปัญหาฝุ่นขนาดเล็กในกรุงเทพ และปริมณฑลยังคงอยู่ และจะกลับในมาช่วงพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ทุกปี เครื่องมือในการจัดการคุณภาพอากาศต้องการข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถูกต้อง

ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิด PM2.5 ในกรุงเทพ ปริมณฑล หนึ่ง – แหล่งกำเนิดได้แก่ การจราจรขนส่ง 25% การเผาในที่โล่ง 31% อื่นๆ (โรงงานอุตสาหกรรม) 23% ฝุ่นทุติยภูมิ (แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์) กิจกรรมที่ก่อให้เกิดเป็นแก๊สแล้วแปรสภาพเป็นฝุ่น 21% สอง – สภาพทางอุตุนิยมวิทยา อากาศพื้นผิวโลก Temperature Inversion (หน้าหนาว) แรงดันสภาพอากาศกดมลพิษลงพื้นที่ต่ำ 

ผลกระทบหลัก หนึ่ง – ด้านสุขภาพ ฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสะสมที่ปอดขนาดฝุ่นที่เล็ก PM1 สามารถเข้ากระแสเลือดได้ ฝุ่นทำหน้าที่พาหะ carrier สารอันตราย toxic เกาะติดฝุ่นเข้าสู่ร่างกายได้ สอง – ด้านสิ่งแวดล้อม Black Carbon มลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ ซึ่งทำหน้าที่ดูดแสงพลังความร้อนเมื่อตกตะกอนธารน้ำแข็งทำให้อุณหภูมิรอบข้างสูงขึ้น สาม – ด้านเศรษฐกิจ อาจทำให้เสียโอกาสสุขภาพ การท่องเที่ยว การขาดงาน ธุรกิจท่องเที่ยว หรือเกิดธุรกิจเกี่ยวข้องการลดมลพิษ และเกี่ยวข้องสุขภาพ

เครื่องมือบริหารคุณภาพอากาศที่มี ที่ AIT

เอกบดินทร์ เปิดเผยว่า ในเชิงเครื่องมือการวัดความเสี่ยง Climate Risk ปัจจุบันได้มีการพัฒนาขึ้นถึงระดับใช้งานได้ที่สถาบัน AIT ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ

หนึ่ง -Emission inventory บัญชีการระบายมลพิษ หรือข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ เกิดจาการสำรวจการจราจร ตอนนี้ทางสถาบันเทคโนยีแห่งเอเซีย (AIT) นำข้อมูลแบบใหม่ ใช้ข้อมูลจาก Google Database คำนวณระยะทาง จำนวนเลนถนน ความเร็วเฉลี่ยจาก Google Map API ทำให้แสดงข้อมูลการระบายมลพิษเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง และการกระจายตัวมลพิษตามเส้นถนนต่างๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลในการจัดการมลพิษการจารจร

สอง – Monitoring การตรวจวัดคุณภาพอากาศ สถาบันเทคโนยีแห่งเอเซีย (AIT) นำข้อมูลจากดาวเทียม AOD (Aerosol Optical Depth) สามารถวัดได้คล้ายปริมาณฝุ่นมองจากฝุ่นระดับพื้นผิวโลก ซึ่งฝุ่นที่มีปัญหาสุขภาพ คือใช้สมการ Monitoring station นำค่าจากดาวเทียม AOD (Aerosol Optical Depth) ระยะการมองเห็น (Vis) ค่าความเร็วลบ (Ws) เทียบค่ากับ PM2.5 ที่ทำการตรวจวัดประเมิณฝุ่นในพื้นที่ต่างๆ เราใช้วิธีนี้สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น

แต่ปัญหาสถานตรวจวัดไม่ครอบคลุมพื้นที่ต่างจังหวัด เช่น การตรวจวัดของจ.เชียงใหม่ ในอำเภอเมืองเครื่องมือตรวจวัดของเชียงใหม่มีแค่ 2 สถานี เป็นของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งนอกพื้นที่ไม่มีสถานที่ตรวจวัด 2 สถานี ของกรมควบคุมมลพิษ และเครื่องมือตรวจวัดกระจายแสง Sensor ซึ่งนำข้อมูลมาใช้เปรียบเทียบกับการตรวจวัดแบบสถานนีไม่ได้ เพราะต้องตรวจแก้ข้อมูล ทำความเข้าใจก่อนมาใช้

สาม – Dispersion Exposuremodels แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ใช้ประเมินปริมาณมลพิษ แบ่งเป็น 2 โมเดล ได้แก่ Dispersion Model ซึ่งจะบอกถึงปริมาณมลพิษที่จะไปรวมมลพิษประเภทอื่นเปลี่ยนเป็นมลพิษอื่น รวมถึงการกระจายตัวมลพิษในอากาศเป็นอย่างไร โดยใช้ข้อมูลกรมอุตุวิทยา บัญชีระบายมลพิษ ซึ่งอธิบายถึงความเข้มข้นฝุ่นPM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถปรับได้ตามนโยบายที่ประกาศ เช่นงดรถบรรทุกเข้ามาพื้นที่ เพื่อปิดค่าประมวลผลดังกล่าว

อีกโมเดล Receptor Model เป็นเครื่องมือที่จะบอกว่ามลพิษที่ได้รับมาจากแหล่งกำเนิดอะไร ข้อมูลจากค่าตรวจวัดในอากาศ Source Profiles ซิกเนเจอร์แต่ละกำเนิด เช่นโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษออกมาเป็นสัดส่วนเท่าไร ผลลัพธ์ที่ได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือการจัดการคุณภาพอากาศ