ช้างหนุ่มบนทางเถื่อน

บันทึกรัก (ษ์) นักสารคดีช้างป่า 2564: ช้างหนุ่มบนทางเถื่อน (ตอนที่ 1)
เรื่องและภาพ : ตาล วรรณกูล

เมฆสีดำทะมึนลอยเคว้งอยู่เหนือยอดป่าแห่งนั้นมานานหลายชั่วโมง ช่องรอยต่อระหว่างเมฆฝนปรากฏแสงอิเล็คตรอนวิ่งไล่จับกันไปมาแปลบปลาบ ส่งเสียงครางครืนอยู่อย่างนั้น ตุ๊กแกตัวหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบใดหนึ่งส่งเสียงทำนองท้าท้าย “ต๊ก ก่อ ต๊ก” และทันทีที่สิ้นเสียงของมัน ฝนเม็ดเท่าลูกปัดก็แหวกยอดใบของป่ารกทึบทะลุทะลวงมาชโลมกาย ขณะที่ช้างพลายหนุ่มตัวหนึ่งกำลังเริงร่ากับห่าน้ำฟ้าที่กำลังหลั่งหล่น

ดูมันมีความสุขกับการที่ฝนหลั่งริน เพราะตลอดทั้งวันอันอบอ้าวทำให้มันนอนกระพือหูและกวัดแกว่งหางถี่ขึ้น อาจด้วยฝูงแมลงที่ก่อกวน หรือความรำคาญใจที่มีต่อสภาพอากาศ เช่นเดียวกันกับผมที่นั่งนิ่งเฝ้าดูและบันทึกพฤติกรรมการนอนของพวกมันอย่างอึดอัดเพราะความเหนียวเหนอะบนเรือนกาย

ใครจะไปนึกว่าห้วงยามที่ช้างป่านอนหลับจะเป็นเวลาที่ผมได้อยู่ใกล้ชิดกับพวกมันได้ยาวนานที่สุด ตราบใดที่มันไม่ลุกขึ้นมายืนเสียก่อน และแน่นอนภาพการนอนของช้างป่าอาจดูนิ่งเฉยไร้สัญญะใดๆ แต่สำหรับผมกลับไม่เป็นเช่นนั้น เวลานี้คือเวลาที่พวกมันผ่อนคลายที่สุด ไร้ความกังวล ไร้ความหวาดระแวง ซึ่งก็มีหลายเหตุผลที่พวกมันเลือกพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ที่ใช้ในการพักผ่อนหลับนอน

“มันมีปัจจัยเรื่องความปลอดภัย ความชื้น สายลม แสงแดด และอุณหภูมิ” ครั้งหนึ่งพี่แดง ผู้คร่ำหวอดเรื่องช้างป่าในผืนป่ารอยต่อภาคตะวันออกอธิบายแก่ผม และเป็นเช่นนั้นเมื่อผมประจักษ์แก่ตาตัวเอง

ต้นตะแบกใหญ่ที่ยืนต้นสูงชะลูด ต้นกระบกที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมให้ร่มเงา ดงประดู่ ลำตะเคียน เหมือนเย้ยหยันคมเลื่อยที่ไม่อาจแตะต้องเปลือกผิวของมันได้ อีกทั้งเทือกเถาเครือวัลย์ที่เกาะเกี่ยวพ่วงพันจนกลายเป็นป่าที่คนในคลองมะหาด คนในหนองปรือกันยางสงวนรักษาไว้ให้เป็นป่าของชุมชน

แน่นอนถึงแม้มันจะเป็นเพียงย่อมป่าเล็ก ๆ แปลกแยกออกมาจากผืนป่าใหญ่ที่ผิวเผินอาจไม่ได้มีคุณค่าความหมายอะไรมากนัก แต่ลึกลงไปมันเป็นป่าผืนเดียวที่พวกเขารักษ์และหวงแหน และมากไปกว่านั้นหย่อมป่าผืนนี้ได้กลายเป็นเหมือนโรงแรมหรูของพวกช้างป่าที่เดินทางผ่านมาระแวกนี้ จึงไม่รอช้าที่ผมจะต้องบันทึกปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เอาไว้ ทั้งป่าดงที่รกทึบ ผืนดินที่ดูฉ่ำชื้น ริ้วแดดที่เริงรำอยู่บนเรือนยอดของแมกไม้ ช่องลมที่พัดหวนอย่างเป็นอิสระ

หากกล้องบันทึกภาพยนตร์ของผมสามารถบันทึกรสชาติและกลิ่นอายของชีวิตได้คงจะทำให้คำพรรณนาเหล่านี้ส่งผ่านสู่ห้วงความรู้สึกของผู้ชมได้ไม่ยากเย็นนัก

ช้างนอนหลับ

ทั้งหมดที่ลงมือทำไปก็ด้วยหวังจะเป็นชุดความรู้ที่จะได้ส่งมอบแก่คนรุ่นหลังที่จะต้องใช้ชีวิตต่อไป เพราะไม่แน่ว่าอนาคตของคนที่ใช้พื้นที่ที่ใกล้ชิดกับช้างป่าจะยิ่งใกล้ชิดกับพวกมันมากขึ้นเพียงใดใครเลยจะล่วงรู้ ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดึงดูดภายนอกผืนป่า อันหมายถึงแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และแหล่งพักนอน มีมากจนมันไม่อยากกลับเข้าไปใช้ชีวิตในป่าใหญ่ ซึ่งคนเราเองต่างหากที่ควรต้องเรียนรู้พฤติกรรมเหล่านี้ นั่นก็เพื่อความปลอดภัยแก่ตัวเอง รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการจัดการกับปัญหา

เม็ดฝนเม็ดแล้วเม็ดเล่าที่ไหลหลั่งชโลมไม่ว่าจะกับตัวช้างพลายหนุ่มตัวนั้น หรือดงไม้พงหญ้า กระทั่งผืนดิน บัดนี้มันดูชุ่มฉ่ำเสียจนจะเรียกได้ว่าเฉอะแฉะ โชคดีที่ผมอาศัยร่มใบของต้นกร่างใหญ่ต้นหนึ่งที่แผ่สาขาก้านใบปกคลุมจึงรอดพ้นจากความเปียกปอนได้ระดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรฝนที่หลังหล่นลงมาปานฟ้ารั่วดูท่าว่ามันจะไม่ปราณีเสียแล้ว

“ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าในอีก 50 ปีก็ยังแก้ไม่จบหรอก หากผู้ที่เกี่ยวข้องยังคงใช้เงินหรืองบประมาณมานำการแก้ไขปัญหา โดยไม่คำนึงถึงบริบทของผู้คนและชุมชน จะเอาโมเดลนั้นโมเดลนี้มายัดใส่ชุมชนที่มีความแตกต่างไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จ”

“การสะสมองค์ความรู้ของคนในพื้นที่นั้นๆ จึงมีความจำเป็นและมีความสำคัญ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือพวกเขาต้องมีสิทธิที่จะมามีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหาในท้องถิ่นของตัวเอง มิใช่ผูกขาดอยู่กับรัฐราชการผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเพียงเท่านั้น” ถ้อยคำของพี่แดงในวันนั้นทำให้ผมมองเห็นความจริงบางอย่าง

ช้างป่าที่ออกมาหากินอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมอาจไม่ใช่ตัวปัญหา หากแต่คนเราเองนี่ต่างหากที่สร้างปัญหาให้แก่ธรรมชาติและสภาพสิ่งแวดล้อม เพราะจากอดีตกาลที่ผ่านมา นับตั้งแต่ยุคที่มีนโยบายการให้สัมปทานป่าไม้ ยุคของการส่งเสริมการเกษตรเชิงเดี่ยว และเมื่อมาถึงยุคอุตสาหกรรมในปัจจุบันขณะ เราใช้เวลาเพียงไม่ถึงร้อยปี ตัดแบ่งพื้นที่ป่ามาเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจของผู้คน จนเวลานี้เราหลงเหลือพื้นที่ป่าไม้ที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามของพื้นที่ประเทศ

ห่าฝนในตอนบ่ายทำให้ผมได้เห็นพฤติกรรมของช้างพลายหนุ่มตัวนั้นที่อยู่ในอาการร่าเริงกับการล้อเล่นสายฝน มันหันรีหันขวาง เงยหน้ายกงวงมองขึ้นไปยังหมู่เมฆ ราวกับว่าฝนนั้นคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มันถูกปลดปล่อย สายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสายนั้นอาจทำให้มันรู้สึกสดชื่น สดใส เบิกบาน ตามวันวัยที่ยังไร้เดียงสา แต่ทว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้ามันจะต้องออกไปจากพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ เพื่อไปเผชิญกับชีวิตที่ยากยิ่งในพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวข้างนอกนั่น

ไม่ว่าจะอย่างไรช้างพลายหนุ่มตัวนั้นก็ทำให้ผมได้มองเห็นตัวเอง ที่กำลังเริงร่าท้าทายกับการติดตามเรียนรู้ชีวิตของพวกมันท่ามกลางสภาพปัญหามากมายที่อยู่รอบกาย หากจะว่าไปแล้ว “ช้างหนุ่มบนทางเถื่อน” อาจหมายถึงครรลองชีวิตของผมต่อจากนี้ก็เป็นได้…