บางกลอยร้อน ชาวบ้านป่วย-ไม่มีข้าวกิน ทส.แถลง “ชบ.โอเค-ดันมรดกโลกต่อ”

ชาวบางกลอยเผชิญวิกฤตซ้ำระหว่างรอผลคณะกรรมการบางกลอย-กลางโควิด ล่าสุดไม่มีข้าวพอกิน ป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ต่ำกว่า 13 คนอาการระดับต้องพบหมอ ขณะรมว.กรวงทรัพยากรฯ เปิดแถลง “ส่ง 88 โครงการลงไปบางกลอยแล้ว พร้อมดันมรดกโลกต่อ” 

ด้านกก. คณะกรรมการบางกลอยชี้ “ต้องช่วยชาวบ้านด่วน-ยอมรับ คณะกก.ทำงานล่าช้า-อาจมีหวังกลไกกสม.ชุดใหม่-ชี้ทส.ไม่ควรดื้อดันมรดกโลกต่อ” 

ภาพ : ณัฐพล สุวรรณภักดี ภาคีSaveบางกลอย

ข้าวไม่พอกิน ป่วยไม่ต่ำ 13 

บ่ายวันนี้ (2 ก.ค. 2564) ภาคี #SAVEบางกลอย ออกแถลงการณ์ล่าสุดของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรีว่า กำลังประสบวิกฤตหนักของเรื่อง คืออาหารไม่พอประทังชีวิตประจำวัน และชาวบ้านล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 13 คนอาการอยู่ในระดับต้องพบหมอด่วน

“ภาคี #SAVEบางกลอย ได้ติดตามเรื่องราวการต่อสู้สู่เส้นทางกลับบ้านของชาวบางกลอยมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับแจ้งข่าวล่าสุดจากชุมชนบ้านบางกลอยว่า ขณะนี้ชาวบ้านกำลังตกอยู่ในสภาวะเจ็บป่วยที่ยังไม่อาจสืบทราบสาเหตุ 

คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาวะขาดแคลนอาหารอันเนื่องมาจากการไร้ที่ดินทำกินและขาดรายได้ ประกอบการกับถูกดำเนินคดี และการข่มขู่ไม่ให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปในพื้นที่ป่าเพื่อเก็บหาของป่าประทังชีวิต โดยพบว่าอาการเจ็บป่วยของชาวบ้านทั้ง 13 คนมีหลากหลาย อาทิ ต้อกระจก ไมเกรน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ปวดท้อง มีลมในปอดมาก หอบ ไอ และโรคความดัน เป็นต้น ทั้งนี้ยังมีผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่อาการค่อยๆ หนักขึ้น รวมถึงมารดาที่ไม่สามารถให้นมบุตรได้และทารกแรกเกิดที่พิการจนไม่สามารถบริโภคน้ำนมแม่ได้ตามปรกติอีกด้วย” แถลงการณ์ระบุ

อัญชลี อิสมันยี นักดนตรีและผู้ประสานงานภาคี saveบางกลอย ให้สัมภาษณ์กับ GreenNews ว่า รายชื่อชาวบ้าน 13 คนนั้นเป็นเพียงรายชื่อคนที่ป่วยหนัก ยังมีชาวบ้านที่ไม่สบายอีกหลายคน 

“13 คือคนที่ป่วยหนักจริงๆ ลุกขึ้นมาไม่ไหว แต่ยังมีคน อีกมากที่ป่วยแต่กำลังฝืนตัวเองและป่วยหนักขึ้นนอกจากรายชื่อนี้ ที่เป็นแม่แล้วก็ไม่มีน้ำนมให้ลูก 10 กว่าคน แล้วก็เด็กแรกเกิดที่พิการกินนมแม่ไม่ได้

ทุกวันนี้ชาวบ้านทำเกษตรในพื้นที่ไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่สันเขา พ.ร.บ.อุทยานทำให้หาของป่าไม่ได้ อุทยานติดกล้องวงจรปิดไว้หลายตัวตรงทางเข้าป่า โควิดยิ่งตอกย้ำความลำบาก เพราะลูกหลานที่ไปทำงานในเมืองตกงานต้องกลับมาบ้าน อาหารที่มักจะแบ่งปันกันยิ่งไม่พอ ทุกวันนี้ชาวบ้านอยู่ได้ด้วยอาหารบริจาคที่เป็นอาหารแห้ง เช่น มาม่า ปลากระป๋อง ข้าวสาร ชาวบ้านจะกินข้าวคลุกผงชูรสหรือแม็กกี้ จึงมีสารอาหารไม่ครบ เราเป็นห่วงมากโดยเฉพาะเด็ก”อัญชลี กล่าว

3 ข้อเสนอเร่งด่วน 

ภาคีฯ ได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับ เรียกร้องให้  3 หน่วยงานรัฐ คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดำเนินการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบางกลอยล่างดังกล่าว คือ

  1. ให้กระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีทีมแพทย์อาสาเข้าไปประเมินอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นของชาวบ้านในพื้นที่โดยเร่งด่วน และให้ความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลในกรณีชาวบ้านที่มีอาการรุนแรง ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
  2. ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ชาวบ้านโดยเร่งด่วน
  3. ให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีช่องทางให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติได้ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถมีอาหารรับประทานในครัวเรือนตามวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงอย่างเพียงพอตามปรกติธุระ

“เรายืนยันว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยมิเพียงได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้และอาหารดังเช่นประชาชนในเมืองเท่านั้น แต่ยังได้รับผลกระทบจากอคติทางชาติพันธุ์และการบังคับใช้กฎหมายโดยไร้มนุษยธรรมจากภาครัฐด้วย 

เราไม่อาจปล่อยให้เพื่อนร่วมสังคมต้องถูกเลือกปฏิบัติและตกสำรวจจากกระบวนการเยียวยาทุกรูปแบบเช่นนี้ หากยังเชื่อมั่นว่าทุกเลือดเนื้อและชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ใดๆ ก็ล้วนมีคุณค่าความเป็นคนเท่ากัน ​และหากภาครัฐยังคงเพิกเฉย ปล่อยให้ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยยังต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายโดยไม่เหลียวแลต่อไป การเคลื่อนไหวจะเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของเรา” แถลงการณ์ภาคีฯ ระบุ

ภาพ : ทส.

ทส. เปิดแถลง ดันมรดกโลกต่อ

11.00 น. วันนี้ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดแถลงข่าว ผลการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนบ้านบางกลอย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี พร้อมเผย รัฐบาลไทย เตรียมนำเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ผ่านการประชุมทางไกลของคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 16 – 31 ก.ค. 2564 

“จากที่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 43 ในปี 2562 ขอให้ไทยดำเนินการเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน  3 เรื่อง ได้แก่ 1) ข้อเรียกร้องของชุมชนกะเหรี่ยง 2) การแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชน  และ 3) การรับฟังความคิดเห็นต่อการเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก  

รัฐบาลเน้นแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการร่วมกันและเป็นขั้นตอน ที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรฯ ได้แก้ปัญหาชุมชนบ้านบางกลอยมาอย่างต่อเนื่อง และมีหน่วยงานของรัฐมากกว่า 20 หน่วยงาน ได้เข้าไปดำเนินโครงการต่างในพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 88 โครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ส่งเสริมอายุ สุขอนามัย รวมถึงวิธีชีวิตดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง รวมทั้งได้แก้ปัญหาที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบางกลอย

ในปี 2564  ไทยได้มีความพยายามเชิญสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN)  มาติดตามตรวจสอบและให้คำแนะนำต่อการดำเนินงานเพื่อนำเสนอเป็นแหล่งมรดกโลก จำนวน 3 ครั้ง แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด – 19 (COVID – 19)  จึงทำให้ไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติภารกิจได้ ทั้งนี้ ในการดำเนินการทำด้วยความโปร่งใส มีกระบวนรับฟังความคิดเห็นและมีการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานในพื้นที่ร่วมกับนานาชาติ ซึ่งรวมถึงองค์กร IUCN ประจำประเทศไทยด้วย

โดยเวทีประชุมทางไกลของคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 44 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-31 ก.ค. นี้ โดยตนย้ำว่า ประเทศไทยมีเรื่องกลุ่มป่าแก่งกระจานเรื่องเดียวที่ขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งตนมั่นใจและเทหมดหน้าตัก เวลานี้มีอย่างน้อย 7-8 ประเทศ ที่ให้การสนับสนุน” รมต.วราวุธ กล่าว

รมต.ทส. กล่าวว่าการดำเนินงานที่ผ่านมา รัฐบาลไทย ให้ความสำคัญกับสิทธิในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่อยู่อาศัยในพื้นที่ โดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม รวมถึงสิทธิในความมั่นคงและการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน

“เห็นได้จากการปรับปรุง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562  และ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยกำหนดให้มีการสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตพื้นที่อนุรักษ์ ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติบังคับใช้ เมื่อสำรวจการถือครองที่ดินของบ้านบางกลอยพบว่า มีราษฎรผู้ได้รับการตรวจสอบและบริหารจัดการพื้นที่ 97 ราย สำรวจได้ 143 แปลง เนื้อที่ประมาณ  600 ไร่ โดยมอบผลการสำรวจและแผนที่ล่าสุดให้กับชุมชน เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562  

นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการพื้นที่และระงับข้อพิพาทในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยในปี 2562 จัดตั้งคณะกรรมการพื้นที่คุ้มครอง (PAC) และได้แต่งตั้งผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์จากบ้านโป่งลึกและบ้านบางกลอยเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ในส่วนของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานโดยให้ผู้แทนชุมชนกะเหรี่ยง ผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคม และผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน อีกด้วย” วราวุธกล่าว

ภาพ : ณัฐพล สุวรรณภักดี ภาคีSaveบางกลอย

ภาคีโต้ ความช่วยเหลือเข้าไปแล้ว “ทิ้งไว้กลางทาง”

อัญชลี อิสมันยี นักดนตรีและผู้ประสานงานภาคี saveบางกลอย ให้สัมภาษณ์ GreenNews ว่า โครงการต่างๆ ที่หน่วยงานบอกว่าพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่นั้น “ทำแล้วทิ้งชาวบ้านไว้กลางทาง” เช่น ส่งเสริมให้ชุมชนปลูกกล้วยกับกาแฟและแปรรูปขาย แต่กลับไม่ได้ช่วยพัฒนาและหาตลาดต่อ หากชาวบ้านจะนำลงไปขายในเมือง ต้องเสียค่าเช่ารถไปกลับ 4,000 บาท 

โครงการทอผ้าส่งศูนย์ศิลปชีพให้ค่าแรงชาวบ้านวันละเพียง 120-160 บาท ซึ่งชาวบ้านจะได้ตกเดือนละพันกว่าบาท โดยเงินออกทุก 2 เดือน ทำให้ไม่มีเงินสำรองซื้ออาหาร ปัจจุบัน ชาวบ้านเป็นหนี้ร้านค้าค่าอาหารรวมกันกว่าแสนบาท“อุทยานและโครงการปิดทองหลังพระต้องเป็นผู้รับผิดชอบเพราะเป็นคนพาชาวบ้านลงมาจากใจแผ่นดิน และโครงการต่างๆ ในพื้นที่กลับทำผิดวิธีและทำให้ชาวบ้านทำเกษตรและใช้ชีวิตพึ่งพาธรรมชาติไม่ได้”

“การที่สังคมปล่อยให้ชุมชนหนึ่งป่วยขาดสารอาหารเป็นอะไรที่สะท้อนความล้าหลังมากเลย เราเคยเห็นคนต้องขาดสารอาหารเพราะอยู่ช่วงสงครามโลก แต่นี้เขาอยู่ในพื้นที่ที่สมบูรณ์ที่สุดที่กำลังจะขึ้นเป็นมรดกโลก พื้นที่ที่อ้างว่ามีความหลากหลายทางระบบนิเวศ แต่คนป่วยขาดสารอาหาร ถ้าคุณจะได้มรดกโลกมาคุณจะภูมิใจได้ยังไง มีแต่ความอับอายเท่านั้น มรดกโลกที่แลกมาด้วยเลือดและน้ำตาคนกะเหรี่ยง”

ภาพ : ณัฐพล สุวรรณภักดี ภาคีSaveบางกลอย

คณะกก.บางกลอยชี้ต้องแก้เร่งด่วน ยอมรับ “ล่าช้า คืบหน้าน้อย”

“ตอนนี้สถานการที่น่าเป็นห่วง ของพี่น้องของคดียังคงดำรงอยู่ เจ็บป่วย การไม่มีข้าว นม อาหาร ซึ่งจำเป็นเพียงพอสำหรับคนที่มี มีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องออกไปเยียวยา เพราะเท่าที่ฟังข่าวดูเหมือนยังมีปัญหากัน นี้เป็นเรื่องเดือดร้อนใหญ่สังคมควรเข้าไปกันดู แต่ว่าเห็นได้ชัดเจ็บป่วยมีคนไม่มีข้าวกิน นมไม่มีกิน” สุนี ไชยรส หนึ่งในคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีบางกลอย กล่าว

สุนี เปิดเผยถึงความคืบหน้าคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯล่าสุด 5 อนุฯ ยังมีความล่าช้า แม้มีความคืบหน้าเรื่องข้อมูล แต่ยังต้องรอความเห็นถึงจะไปต่อได้ แนะสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือชุดคดีความไม่มีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในระดับกลไก ส่วนการดันมรดโลก IUCN เสนอให้แก้ปัญหาให้จบ ด้านอุทยานฯยังมีความพยายาม

“มันยังค่อนข้างจะช้าเมื่อเทียบกับ สถานการณ์ความเดือดร้อน ตอนนี้พี่น้องเดือดร้อนหนัก สองอย่าง คือ เจอทั้งคดี เจอทั้งป่วย เจอทั้งไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ไม่มีข้าวจะกิน เพราะว่าเลยฤดูเพาะปลูกสำหรับคนที่ไม่มีพื้นที่ ซึ่งเราเองก็รู้สึกผิดหวังอยู่เหมือนกัน ก็ไม่รู็จะทำยังไง

อนุกรรมการ 5 ชุด ยังไม่ได้สรุปผลออกมา แล้วก็ยังมีบางอย่างถกเถียงกันอยู่ ยังไม่ได้เดินออกมา ความจริงคณะอนุกรรมการ 5 ชุด ควรจะเร่งสรุปออกมา จะได้ตัดสินใจ แต่ว่ายังไมได้งานเต็มที่  ชุดประวัติศาสตร์ หรือ ชุดหนึ่ง ก็ได้ข้อมูลมากองใหญ่แล้ว ก็น่าสนใจอยู่เพียงแต่ว่าไม่ใช่จะราบรื่น เห็นพร้อมกัน ก็มีประเด็นจะต้องถกเถียงกันต่อ แต่ก็คืบหน้าไปอยู่ ยังมีคนจำนวนมากที่ออกมาเพื่อพิสูจน์การมีอยู่การดำรงอยู่ ก่อนของพี่น้องบางกลอย

คณะอนุกรรมการอื่นๆก็เริ่มขยับ เช่น ชุดไร่หมุนเวียน แต่ชุดที่ทุกคนเป็นห่วง คือ ชุดคดีความ เพราะว่าคดีของพี่น้องยังเดินต่ออยู่ ในขณะที่ชุดคดีความยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่า ทางไหน พอดีไม่ได้อยู่ชุดนั้นด้วย มีแต่ข้าราชการหมด ไม่มีภาคประชาชน ดูเหมือนว่ายังไม่มีความมาแต่กำลังเตรียมตัวอยู่” สุนี อธิบายกับ GreenNews

ภาพ : มติชน

ชี้อย่าดื้อ “ดันมรดกโลก” หวังกลไก “กสม.ชุดใหม่” ช่วยปลดล็อก

“เรื่องมรดกโลกน่าจะจบในปีนี้ เพราะว่าอย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาพี่น้องบางกลอยคารังคาซัง และทาง IUCN ให้แก้ไขปัญหาให้จบ เพราะฉะนั้นปีนี้ไม่น่าจะสามารถดันต่อไปได้ แต่ความพยายามก็ยังมีอยู่ ไม่ควรดื้อรั้น เพราะสถานการณ์เดือดร้อน ยังคงมีอยู่ไม่ต้องรีบร้อน ปรึกษาหารือกับกรรมการมรดกโลกแล้ว แก้ไขปัญหาพี่น้องบางกลอยให้เสร็จแล้วค่อยแก้ไขปัญหากันใหม่

พี่น้องก็โดดเดียวอยู่ไกล พี่น้องไม่มีรายได้ รัฐต้องไปเยียวยาให้เขา รัฐต้องเปิดช่องทางสนับสนุนให้คนเข้าไปดูแลเขาเดินได้เลยไม่จำเป็นต้องรอคนมาบริจาค อย่างเช่นหน่วยงานพม. (สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ฯ) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ก็ควรเข้าไปดูสิว่าจะทำอะไรได้บ้าง การแก้ปัญหาของคณะกรรมการยังไม่จบ แล้วก็ควรจะยอมรับความเป็นจริงว่าคณะกรรมการจะต้องเร่งรัดการทำงาน เพื่อให้สมกับที่บอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน 

ก็ได้ยินว่ากรรมการสิทธิชุดใหม่ ชาวบ้านก็ไปร้องเรียนเพิ่ม ก็อาจจะมีข่าวไม่นานว่ากรรมสิทธิชุดใหม่จะทำอย่างไรต่อ” สุนี ให้ความเห็น

‘เฌอเอม’ ชญาธนุส ศรทัตต์ (ภาพ: GreenNews)

เสียงวิพากษ์จาก “พชร-เฌอเอม”

“สถานการณ์การขาดแคลนอาหารและความเจ็บป่วยที่ชาวบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี กำลังเผชิญตอนนี้ยังน่าเป็นห่วงอย่างมาก แม้หน่วยงานรัฐจะพยายามกระทำเสมือนให้สังคมเห็นว่าได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือเยียวยาแล้ว แต่หลายต่อหลายครั้งก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจาก 25 ปีที่ผ่านมา

แต่สถานการณ์ ณ ขณะนี้ไม่เหมือนกับ 25 ปีที่แล้วแน่นอน การเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทวีซ้ำและยิ่งเปิดแผลความเน่าเฟะในการจัดบริหารจัดการชุมชนอพยพโดยรัฐได้เป็นอย่างดี ในขณะที่กรมอุทยานฯ เผยแพร่รายงานพิเศษที่อ้างว่าชาวบ้านอยู่ดีกินดี มีที่ทำกิน มีการจัดสรรสวัสดิการพื้นฐานให้ ภาพในพื้นที่กลับกำลังตรงกันข้าม เช่นนี้เองอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจึงเป็นเสมือนแดนสนธยาที่พลางตาออกห่างจากสังคมภายนอก ก็เพื่อให้การ “ควบคุม” เป็นไปได้อย่างง่ายดายขึ้น และการเรียกร้องคัดค้านเพื่อปกป้องสิทธิโดยกระแสสังคมจะได้ไม่เกิด

ชาวบ้านบางกลอยอย่างน้อย 13 คนป่วยหนัก ถึงขั้นไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปรกติ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการทำมาหากิน ที่ดินก็ไม่มี จะไปรับจ้างหาเงินซื้อข้าวยิ่งไม่ต้องพูดถึง หนักสุดคือสถานการณ์ทางคดีความและการคุกคามจากเจ้าหน้าที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง การเข้าไปหาของป่าประทังชีวิตตามปรกติธุระก็ยังคงถูกจำกัดและจับตามองจากกล้องวงจรปิดที่ซุกซ่อนอยู่กลางป่า และข้อกฎหมายที่สงวนคุ้มครองทุกสรรพสิ่งในป่า…ยกเว้นคน

วิถีการเก็บหาของป่าตามวิถีชีวิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนที่ถูกตัดตอน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควรเปิดให้ชาวบ้านได้ดำเนินชีวิตได้ตามแบบฉบับของวิถีกะเหรี่ยงที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากผืนป่าด้วย มิใช่เล่นจำกัดกันทุกทาง งัดกฎหมายทุกฉบับออกมาสู้เหมือนจะเอากันให้ตาย นี่ไม่ใช่ “คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” เหมือนที่พวกคุณกล่าวอ้างแล้ว นี่มันคือ “นรกดีๆ” นี่เอง” พชร คำชำนาญ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และแกนนำภาคี Save บางกลอยให้ความเห็น

‘เฌอเอม’ ชญาธนุส ศรทัตต์ อดีตผู้เข้าประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2020 และสมาชิกภาคี #SAVEบางกลอย กล่าวว่า กรณีนี้เป็นความรับผิดชอบของอุทยานฯ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเห็นชีวิตมนุษย์สำคัญกว่าเขตแดน ต้นไม้ ป่า เราช่วยกันอนุรักษ์ได้ สามารถใช้ได้ด้วย ตอนนี้ทรัพยากรถูกจำกัดไว้เพื่อคนกลุ่มเดียว เป็นความภูมิใจในการขึ้นมรดกโลก แต่ชาวบ้านกลับล้มป่วยไปที่ละคน ไม่สิทธิ์ใช้ประโยชน์จากป่า

“ตอนนี้มีคนจะตายจากการถูกบังคับไม่ให้ใช้ประโยชน์จากป่า ชีวิตคนมันเอากลับมาไม่ได้ ถ้าคุณไม่ให้เขากลับไป คุณก็ต้องให้อาหารที่กินได้เลยกับเขา ให้หยูกยากับเขา ชาวบ้านเขาไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้ คุณอยากให้เขาอยู่ตรงนี้เอง ฉะนั้นเป็นความรับผิดชอบของอุทยานฯ โดยตรง คุณจะเมินแล้วบอกว่าไม่เกี่ยวกับคุณไม่ได้ มันเป็นเรื่องโหดร้าย เราโอเคจริงๆ หรือที่จะให้พื้นที่นี้เป็นมรดกโลกบนชีวิตของคนเหล่านี้ สมมติว่าแก่งกระจานได้เป็นมรดกโลกโดยที่ตอนนี้คุณไม่เหลียวแลเขา วันหนึ่งเขาตายไป คุณจะยอมรับได้ไหมที่มรดกโลกของคุณมันแปดเปื้อนไปด้วยชีวิตคน ทั้งที่มรดกโลกที่อื่นมีทั้งคนกับป่าอยู่ด้วยกันก็ได้” เฌอเอมกล่าว

นอกจากนั้นผู้แทนภาคี #SAVEบางกลอย ยังย้ำว่า ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะผลักดันผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก แต่ผิดที่ออกมาบอกว่าชาวบ้านอยู่ดีกินดี เพราะไม่ได้แก้ปัญหาเลย ชาวบ้านไม่ไหวแล้ว คุณไม่สนใจเขา หรือคุณคิดว่านี่คือดีที่สุดแล้วที่เขาควรได้หรือ ตนเชื่อมั่นว่าคณะกรรมการมรดกโลกคงไม่เชื่อคำว่าดีที่สุดของรัฐมนตรีวราวุธ เขากังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด และตอนนี้เรากำลังล้ำเส้นเขาอย่างร้ายแรง” เฌอเอม ให้ความเห็น