“7 ปี คทช.” อะไรคืบ อะไรไม่ ความท้าทายล่าสุด

ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่ามา 7 ปี ภายใต้นโยบาย “รถไฟ 5 ขบวน” ของรัฐบาลประยุทธ์ ผลการทำงานของ “บอร์ดชาติ” กลไกหลักอย่างคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เป็นอย่างไร บทวิพากษ์ล่าสุดจากตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

เวทีวิพากษ์ “รีคอฟ”

30 มิถุนายน 64 เวลา 09.00 – 12.30 น. รีคอฟ จัดเสวนาออนไลน์ “7 ปี นโยบาย คทช. ความก้าวหน้าและข้อท้าทาย” เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนหารือแนวทางและสะท้อนการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. โดยมีวิทยากร 7 ท่านร่วมเสวนา

ผู้แทนสำนักคทช. นำเสนอความคืบหน้าของการดำเนินงานคทช. กนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา จ.เชียงใหม่ ตัวแทนชุมชนในพื้นที่คทช. อวยพร มีเพียร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ จ.ชุมพร ตัวแทนชุมชนในพื้นที่คทช. ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร ประธานอนุกรรมการจัดทำร่างนโยบายป่าไม้แห่งชาติและร่างแผนแม่บทพัฒนาการป่าไม้แห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักจัดที่ดิน กรมป่าไม้
บัญชา รุ่งรจนา เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ จ. อำนาจเจริญ และ ธนพร ศรียากูล ประธานคณะอนุกรรมการกระจายอำนาจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สืบเนื่องจาก คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ดำเนินงานเป็นเวลา 7 ปี และมีแผนการดำเนินงาน การจัดการที่ดินในเขตป่า 5 กลุ่ม หรือเรียกว่า “รถไฟ 5 ขบวน” ภาคประชาสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีคำถามและข้อสงสับ ในการทำงานประเด็นความซับซ้อน และไม่ชัดเจนถึงสถานะและสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรควรจะได้รับ

คืบหน้า 1,071 พื้นที่

ณัฐวุฒิ เปลื้อง​ทุกข์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สคทช. อธิบายถึง การจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนภายใต้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) กรอบเป้าหมายในการทำงานและ ความคืบหน้าการดำเนินงาน ที่ผ่านมา

“ขอเริ่มเรื่องนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายให้คทช.ดำเนินการ เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างการเข้าถึงบริการของรัฐในเรื่องการแก้ไขปัญหาการไร้ที่ดินทำกิน เร่งรัดการจัดสรรให้แก่ผู้ยากไร้ โดยไม่ต้องเป็นกรรมสิทธิ แต่รับรองสิทธิร่วมในการรับรองสิทธิของชุมชน

เป็นข้อสั่งการเดิมของนายกรัฐมนตรี ปี 57 มอบหมายให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินการดำเนินการในระยะแรก เราดำเนินการภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมตรีว่าด้วยคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติปี 2557 ได้มีองค์ประกอบ คทช. เกิดขึ้นในช่วยนั้น โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

รัฐบาลเล็งเห็นปัญหาในการช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน จึงได้มีตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการที่ดินนโยบายแห่งชาติปี 2562 อำนาจหน้าที่มาตรา 10 (4) มาตราการกระจายถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยการการจัดที่ดินที่ไม่ให้กรรมสิทธิ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมตามคทช.เห็นชอบ เป็นกรอบอำนาจหน้าที่

เครื่องมือการดำเนินงาน คณะอนุกรรมการภายใต้คทช.ปัจจุบันผ่านประชุมที่ผ่านมาเมื่อ 1/64 มีจำนวนทั้งสิ้น 11 คณะซึ่งประกอบไปด้วย หนึ่ง – คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน สอง – คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน สาม – คณะอนุกรรมการส่งเสริมอาชีพและการตลาด สี่ – คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) ห้า – คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน หก – คณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตราการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน เจ็ด – คณะอนุกรรมการกำกับ ติดตาม และประเมินผล แปด – คณะอนุกรรมการสารสนเทศที่ดินและทรัพยากรดิน เก้า – คณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1: 4000 (One Map) สิบ – คณะอนุกรรมการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัด (กพร.จังหวัด) สิบเอ็ด – คณะอนุกรรมการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ

แผนแม่แบบบริหารจัดการคทช. ดูเรื่องที่ดิน สคทช.เป็นหน่วยดูแลเรื่องที่ดินและนโยบายทำหน้าที่แทนให้กับคทช. ประสานหน่งงานที่เกี่ยวข้องที่ดินและทรัพยากรของดินคณะกรรมการชุดอื่นที่เกี่ยวกับดิน อยู่ในระหว่างร่างนโยบายและแผนบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ อยู่ในระหว่างฟังความเห็นตามมาตรา 13 พรบ.คทช.ปี 62

ตั้งแต่ปี 60 – 79 เราตั้งกรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ที่ผ่านมาเราเร่งดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 3 เรื่อง การจัดที่ดินให้ประชาชน

แผนปฎิบัติการระยะที่หนึ่ง 5 ปี แบ่งออกมาเป็น 6 ยุทธศาสตร์ ผ่านไปเรื่องผลการดำเนินงานเรื่องการจัดการทำที่ดินให้กับชุมชน ตั้งปี2558 ถึง ปี2564 1,071 พื้นที่ ประกอบไปด้วย 7 ประเภทพื้นที่เป้าหมาย อย่างเช่นมีป่าสงวนแห่งชาติ 375 พื้นที่พรบ.ป่าไม้ 1 พื้นที่ ป่าชายเลน 502 ที่ดินในเขตปฎิรูปที่ดิน 75 พื้นที่ ที่ดินสาธารณประโยชน์ 80 ที่ราชพัสดุ 7 พื้นที่ ที่ดินสงวนเพื่อกิจการนิคมในนิคมสร้างตนเอง 31 พื้นที่

ผลการดำเนินการงาน คทช.จังหวัดได้เห็นชอบในพื้นที่แล้วรวมทั้งสิ้น 734 พื้นที่ 1.5ล้านไร่ หนังสืออนุญาตในภาพรวม 267 พื้นที่ประมาณเกือบ 7 แสนไร่ มีการจัดคนเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินประมาณ 6 หมื่นราย 74,000 แปลง ได้มีการพัฒนาอาชีพแล้ว 177 พื้นที่

ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี58 ระยะเวลาที่ผ่านมาทส.ได้เสนอผ่านทางคทช. เสนอทางครม. การแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) เห็นชอบ วันที่ 26 พ.ย. 61 แบ่งออก 5 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 3,4 และ 5 ก่อนมติครม. 30 มิ.ย.41 (กรมป่าไม้ ดูแล)
กลุ่มที่ 2 ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 3,4 และ 5 หลังมติครม.30 มิ.ย.41 ปฎิบัติคสช. คำสั่งที่ 66/57 ส่วนตรงนี้กรมป่าไม้ไปดำเนินการตามกฎหมาย (กรมป่าไม้ ดูแล)
กลุ่มที่ 3 ชุมชนในในเขตป่าสงวนแห่งชาติพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 ,2 ก่อน และหลังมติครม.30 มิ.ย.41 (กรมป่าไม้ ดูแล)
กลุ่มที่ 4 ชุมชนในในเขตป่าอนุรักษ์อยู่ก่อนและหลังก่อน และหลังมติครม.30 มิ.ย.41 (กรมอุทยานฯ ดูแล)
กลุ่มที่ 5 ชุมชนในในเขตป่าชายเลน แบ่งออกเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่เมือง รวมทั้ง 8 แสน 5 หมื่นไร่ (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดูแล)

อยู่ระหว่างสำรวจ ระหว่างการออกกฎหมายลำดับรองรับการจัดคนลงในพื้นที่ พื้นที่รวมทั้งหมดลงมติ 26 พ.ย.61 ประมาณ 17 ล้านไร่” ณัฐวุฒิ กล่าว

ยังคงล่าช้า ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ปัญหา

กนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา จ.เชียงใหม่ ตัวแทนชุมชนในพื้นที่คทช. อธิบายข้อสังเกตการได้รับที่ดินจากคทช.เป็นเวลา 6 ปี ยังมีปัญหาในเรื่องความล่าช้าของการดำเนินงาน และการอนุญาตการใช้ที่ดินที่ครอบคลุมทุกพื้นที่เกิดปัญหา 

“ชื่นชมหน่วยงานรัฐ ก็เป็นหนึ่งในความหวังของคนที่อยู่ในพื้นที่ของรัฐ คุยกันในฐานะคนที่ได้รับที่ดินมา 6 ปี 3 เดือน คณะทำงาน คทช. ที่พึ่งตั้งรุกใหม่ ผมจะคุยให้เห็นว่าเจออะไรบ้าง มีคนตั้งคำถามเยอะมากว่าคทช.มานี้ มีผลดีผลเสียอะไรบ้าง 

เรื่องแรกคิดว่าเป็นความท้าทายใหม่ของคทช.คิดว่าเป็นการมอบอำนาจในการจัดการพื้นที่จากในส่วนของรัฐตรงกลางลงมาที่ตัวของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งอยู่ใกล้ชิดเรามาอีกระดับหนึ่ง ส่วนที่ยังเป็นคอขดเป้นระบบราชการ โชคร้ายที่ผมอยู่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่ใหญ่ซึ่งเรื่องคทช. ความสำคัญของระดับผู้บริหารจังหวัด อาจจะถูกดรอปลงไป เพราะเป็นจังหวัดที่มีเรื่องที่สำคัญหลายเรื่อง 

ที่เป็นเรื่องที่เราคาดหวังได้มอบที่ดินเมื่อเดือน 1 เมษายน ปี2558 เราคิดว่าการจัดการเรื่องบนดินที่เราได้รับมา สามารถทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น พัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้อง มันก็ยังมาอยู่ที่ตัวของจังหวัด ซึ่งก็ไม่ได้โทษใคร เป็นเรื่องทางผู้บริหารให้ความสำคัญกับงานที่เร่งด่วนมากกว่า 

ตัวแม่ทาเองก็เข้ามาแรกๆ ปี 1-3มันแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเราแทบจะสู้เรื่องนี้ สู้เรื่องความเข้าใจของผู้บริหารระดับจังหวัด ไม่ใช่หมายถึงผู้ว่าทุกคน อนุกรรมการคทช.จังหวัด ส่วนใหญ่ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นหน่วยงานจังหวัด แล้วหน่วยงานจังหวัดเขามาเป็นเรื่องใหม่ คือเรื่องที่ดินเขาทำความเข้าใจเยอะ 

นโยบายที่จัดที่ดินให้ชุมชนค่อนข้างจะเป็นนโยบาย ที่ทางข้าราชการจังหวัดจะต้องละเอียด เพราะฉะนั้นหลายเรื่องที่เราคาดหวังว่าจะเกิดมันก็ยังไม่เกิดในปีแรกๆ จนมีพรบ.คทช.เริ่มมีอนุกรรมการที่เชียงใหม่ ชัดเจนเราก็เริ่มคลายเรื่องนี้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวของจังหวัด 

แม้เรื่องพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ทางคทช.กำหนด ตอนนี้เราเดินไปได้ไม่เยอะส่วนหนึ่งเราเห็นว่ายังไม่ได้มอบการพัฒนาคุณภาพชีวิตลงมาจุดใกล้ชิดพื้นที่ตัวของ ตำบล ว่าเขาจะพัฒนาเรื่องอะไร หลายส่วนทีต้องยอมรับว่าที่ทำในตำบลเริ่มมีปัญหาในพื้นที่ พูดง่ายๆคือ เรื่องของการสร้างมูลค่าในพื้นที่ เรื่องการประกอบอาชีพต่างๆ ตัวคทช.ย้ำชัดว่า อยากให้มีการทำเรื่องเกษตร ในพื้นที่เองก็ไม่ใช่แค่เรื่องการพูดผัก พูดไม้อย่างเดียว เรื่องปศุสัตว์ การผลิตน้ำนม วัวเนื้อ การเลี้ยงหมู การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่มีเรื่องของการขยาย 

 บางเรื่องบางราวก็ต้องใช้การอนุญาตท้องถิ่น ของพรบ.ควบคุมอาคารสิ่งก่อสร้าง ตอนนี้ในพรบ.เองก็ไม่สามารถออกได้ ของน้องๆที่เข้ามาทำในเรื่องของเกษตร ในการที่จะไปต่อทุนจากหน่วยงาน ข้าราชการต่างๆซึ่งตรงนี้กำลังทำเรื่องปรึกษาทางผู้ว่าฯ

เรื่องที่สอง การจัดการทรัพยากรในพื้นที่ ตอนนี้ยังมีข้อถกเถียงกันว่าใครคือเจ้าของตัวจริง ชาวบ้านมีสมุดพกเล่มสีเขียว ก็เป็นแค่ผู้เข้าร่วมโครงการหลายเรื่องที่ชาวบ้านหรือว่าอบต.ไม่กล้าทำในพื้นที่ ก็ต้องอนุญาตผู้ว่าฯ ทุกเรื่องเลยไหม ไม่มีความขัดเจนว่าเรื่องอะไร 

ที่อ.แม่ทา ชาวปลูกต้นสัก 160,000 ต้น ตอนนี้จะใช้ประโยชน์ แค่เรื่องของการใช้ประโยชน์ยังไม่ไปเรื่องการสร้างมูลค่าไม้สักทำอย่างไร แนวทางอย่างไร

พูดเผื่อถึงตำบลอื่นที่เขาอยากได้ คทช.ตอนนี้การที่จะเข้าสู่กระบวนการ คทช. มันไม่ใช่ส่วนของความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ว่าเขาอยากได้พี่น้องคทช. มันเป็นความต้องการของพี่ๆ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าเขาทำข้อมูลไว้ตรงไหน มีข้อมูลตรงไหน เขาจะชงให้กับจังหวัดข้อสำคัญก็คือว่า คทช.ยังไม่ลงในพื้นที่ ของปัญหาจริงๆ มีข้อมูลในมือแต่ไม่สามารถเข้าไปสู่กระบวนการ คทช.ได้ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับอนุญาตเป็นการชงกันของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ 

บางข้อมูลที่เก็บมาหลายปี บางพื้นที่ยังไม่เป็นปัจจุบัน พื้นที่อาจจะไม่ครบ ตัวของครอบครัวพื้นที่มีปัญหา อันนี้สำคัญ 

จังหวัดเชียงใหม่ เปิดขึ้นมาผู้ว่าฯมีหนังสือให้นายอำเภอ ทุกอำเภอในการสำรวจเข้าร่วมกระบวนการ คทช. ก็เป็นการแก้ปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง  

ในพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน ส่วนใหญ่พี่น้องประชาชนเข้าไปใช้พื้นที่ในลุ่มน้ำ 1 ,2 เยอะมาก ยกตัวอย่าง อำเภอแม่แจ่ม เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ที่เข้าไปใช้พื้นที่ แต่คทช.พื้นที่อนุญาตได้คือ 3 , 4 , 5 ซึ่งก็ประมาณแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เอง หลายเรื่อง พอเข้าไปอนุญาตแค่จุดเล็กๆ มันทำให้เกิดความแตกแย้งพื้นที่

ชาวบ้านที่ร่วมกันสู้ในชุมชน พอคทช.ได้แค่ส่วนหนึ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ที่สู้กันมาแล้วได้แค่ส่วนหนึ่ง คนที่ 1 2 ยังไม่มีโอกาสได้เรื่องนี้ ถ้าเอาโมเดลพื้นที่ตัวตำบลเป็นตัวตั้ง ก็ทำทั้งรถไฟ 5 ขบวนก็ได้ หรือทำแค่ 3 ขบวนก่อนก็ได้ 1 , 2 ให้เขาเข้ากระบวนการคทช.ให้ได้ให้ไวที่สุด ไม่อย่างนั้นการหยุดยั้งในการบุกรุก จาก 6 ล้าน กลายเป็น 12 ล้าน ตรงนี้ถ้าคทช.เดินต้วมเตี้ยม ผมว่าชบวนการสูญเสียพื้นที่ป่าจะเยอะไปกว่านี้

ยังมีคำถามว่านโยบายคทช.จะไปถึงไหน มันมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะยังมีอยู่ต่อไหม อันนี้คือความกังวล อีกสิ่งคือเรื่องเล็กๆที่ไม่ใหญ่แม่ทา ตอนนี้มีพื้นที่อยู่ตรงการระหว่างพื้นที่ของรัฐ ป่าสงวน กับอีกพื้นที่เอกชน คือโฉนด ในพื้นที่แม่ทามีทั้งหมด 300 ไร่ คทช.เข้าก็ไม่ได้ ขอเอกสารสิทธิก็ไม่ได้

ป่าไม้บอกว่าเป้นพื้นที่นอกเขตป่า ไปเดินเรื่องที่ดินก็บอกว่าเป็นพื้นที่ในเขตป่าติดเขตป่า ออกไม่ได้ ตอนนี้พี่น้องมีความเดือดร้อนมาก พื้นที่ส่วนใหญ่ทำการเกษตรไปขอเอกสารการสนับสนุนจากสวัสดิ์การของรัฐการขึ้นทะเบียบของเกษตรกร ตอนนี้อบต.ก็ต้องใช้วีธีรับรองเอกสารให้ พื้นที่ตรงนี้มีเยอะ ซึ่งตรงอยากจะฝากคทช. ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร” กนกศักดิ์ กล่าว

อนาคตคทช. จากมุมมองเจ้าหน้าที่

ณัฐวุฒิ กล่าว ตลอดการดำเนินการที่ผ่านมามีความพยายามในการจัดการอย่างเร่งด่วน ในพื้นที่ยังเป็นปัญหา โดยเน้นการจัดการพื้นที่เดิมที่ยังไม่ไดรับการอนุมัติให้เร่งดำเนินการ

“นับปี64 พื้นที่เป้าหมายกำหนดประมาณ 2 ล้านไร่ จัดคนออกหนังสืออนุญาต 7 แสนคน แล้วแต่หน่วยงานดำเนินการตามความถูกต้องกันต่อไป แต่ผลการดำเนินงานที่สำคัญคือการจัดคนลงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ เราเป็นส่วนหนึ่งของทุกอนุกรรมการ เร่งรัดในพื้นที่เดิมก่อน.. 

..พื้นที่เป้ามหายเร่งรัดไปแล้ว ที่ยังค้างอยู่ยังไม่มีการจัดคนลง ติดปัญหาตรงไหน หรือว่าการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ดำเนินการอย่างไรภายใต้กระทรวงเกษตรฯด้วยกัน เพิ่มให้มากที่สุด

เพราะว่ายังมีพื้นที่ในปี 65 เป้าหมายที่ยังเพิ่มอีกจำนวนมากพอสมควร ตรวจสอบขอบเขต ครบกระบวนการของเขา ถ้าพื้นที่ของเดิมไม่ครบ พื้นที่ที่เข้ามาใหม่ในปี 65 ก็จะต้องมาเร่งดำเนินการเป็นหน้าที่หนึ่งของคทช. ในฐานะฝ่ายเลขาชุดใหญ่ต้องกำกับดูทั้งหมด ทั้งอนุกรรมการจัดหาที่ดิน และการส่งเสริมอาชีพ รวมถึงคทช.จังหวัดด้วย 

..ต้องช่วยเร่งดำเนินการเพื่อการจัดคนลงว่าได้ 6 หมื่นราย มันจะต้องเร่งดำเนินการเพราะยังมีประชาชนที่อยู่พื้นที่ ที่เขารอว่าเมื่อไรได้รับการอนุญาตตรงนี้บางส่วนเรื่องอยู่ที่คทช.อยู่ในจังหวัด ต้องไปตาม ถ้าไม่ตรงตาม หรือติดประเด็นตรงไหนก็สามารถจัดคนลงได้ยังไง

..เราก็ต้องในฐานะที่เราเป็นหน่วยดำรงกลาง ก็ต้องเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย เบื้องต้นจะมีการรายงานผลจากทุกอนุกรรมการรายไตรมาสว่าดำเนินการไปได้เท่าไร ติดหรือมีปัญหาตรงไหนทางคทช.ก็จะรับไปด้วยจะช่วยเร่งรัดในเรื่องการจัดการที่ดินชุมชน ..

ส่วนเรื่องนโยบายชุมชน แผนที่แนวเขตภาครัฐหรือเรื่อง One map ตรงนี้เรื่องไหนที่ คทช.มีปัญหาก็จะเข้าไปช่วยแก้ไข เป็นระยะใกล้ที่จะทำเร่งด่วน..”