สถิติพลัดถิ่นในประเทศสูงสุดตั้งแต่เคยบันทึก เหตุเพราะ “ภัยพิบัติจากโลกร้อน”

รายงานล่าสุดขององค์กรเฝ้าระวังกรณีผู้พลัดถิ่นในประเทศย้ำสาเหตุหลักของการพลัดถิ่น คือ ภัยพิบัติจากโลกร้อน มีผลมากกว่าปัจจัยความไม่สงบและความรุนแรง 3 เท่า พื้นที่หนักสุดคือเอเชียตะวันออก ชี้ถึงเวลาเข้าใจปัญหาผู้อพยพสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง

“คนขุนสมุทรจีนมีบ้านกันคนละ 10-11 หลัง พวกเราย้ายบ้านกันบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะความรวย แต่เป็นความซวยของชีวิต”

สมร เข่งสมุทร ผู้ใหญ่บ้านขุนสมุทรจีน กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ ระหว่างการเสวนา “วัฒนวิกฤต ชีวิตคนชายฝั่ง” แม้เธอจะเล่าให้ผู้เข้าฟังผ่านโปรแกรมประชุมออนไลน์ Zoom แต่น้ำเสียงเปี่ยมอารมณ์ยังคงสื่อสารมาถึงคนฟังอย่างชัดเจน 

ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการ เคยเป็นข่าวโด่งดังในไทยกับสมญานาม “แผ่นดินที่หายไป” ด้วยเป็นชุมชนชายฝั่งติดอ่าวไทยที่ทยอยถูกกัดเซาะจากคลื่นกระทบฝั่งและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

เสาไฟฟ้าบ้านขุนสมุทรจีนตั้งอยู่กลางทะเล แสดงถึงที่ตั้งชุมชนเก่าก่อนถูกทะเลรุกคืบ (ภาพ: Open Source Art Performance)

อย่างไรก็ตามแม้เวลาผ่านไป ข่าวจะเงียบหาย แต่เสียงคลื่นกระทบฝั่งและกัดกินแผ่นดินยังดังต่อเนื่อง พร้อมกับความหนักใจของคนขุนสมุทรจีน

สมรและเพื่อนบ้านนับเป็นหนึ่งใน “ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ” หรือผู้คนที่ถูกบังคับให้โยกย้ายในประเทศตัวเอง ซึ่งนับวันจะมีจำนวนและความถี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกซึ่งเป็นทวีปที่เกิดผู้พลัดถิ่นเพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุด

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา องค์กรเฝ้าระวังกรณีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internal Displacement Monitoring Center : IDMC) องค์กรสากลที่ตั้งอยู่สวิสเซอร์แลนด์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ผู้ผลัดถิ่นในประเทศฉบับใหม่ พบว่า ปี 2020 เป็นปีที่มีการพลัดถิ่นในประเทศเกิดขึ้นใหม่ทั่วโลก 40.5 ล้าน นับว่าสูงที่สุดรอบสิบปี 

ภาพรวมโลกการพลัดถิ่นในประเทศรอบ 10 ปี  (ภาพ: GRID2021)

ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้แสดงจำนวนผู้พลัดถิ่น ทว่าแสดงจำนวนการโยกย้ายที่ผู้คนต้องเผชิญ เนื่องจากการพลัดถิ่นอาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งต่อคนๆ หนึ่ง

ขณะที่หลายคนอาจจดจำภาพ “คนพลัดถิ่น” ว่าต้องจากบ้านเพราะความขัดแย้งและความรุนแรงในประเทศ เช่น การต่อสู้ระหว่างกลุ่มติดอาวุธในประเทศตะวันออกกลาง รายงานย้ำว่าภัยพิบัติเป็นสาเหตุสำคัญ โดยคิดเป็นต้นเหตุ 3 ใน 4 ของการพลัดถิ่น สูงกว่าสาเหตุความไม่สงบถึง 3 เท่า 

98% ของภัยพิบัติเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ เช่น ภัยแล้ง ดินถล่ม ไฟป่า รวมถึงน้ำท่วมและมรสุม ซึ่งประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเป็นพื้นที่เจอภัยพิบัติหนักสุด ปี 2020 มีจำนวนผู้พลัดถิ่นในประเทศอย่างน้อย 12.1 ล้านคน 

ประเทศที่เกิดการพลัดถิ่นปี 2020 เยอะสุด คือ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เรียงลำดับ โดยประเทศจีนเจอเหตุน้ำท่วมหนัก แม่น้ำกว่า 72 สายมีระดับน้ำสูงที่สุดตั้งแต่เคยรายงาน จนทำให้เขื่อน Anhui แตกและหลายเขื่อนต้องระบายน้ำท่วมจังหวัดต่างๆ

นอกจาก ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้นเพราะวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ประชากรจำนวนมากยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ-ริมชายฝั่ง ซึ่งมีอัตราการขยายตัวของเมือง 3% ทุกปี สูงกว่าทุกทวีป

สาเหตุการพลัดถิ่นในประเทศที่เกิดใหม่ปี 2020 (ภาพ: GRID2021)

สำหรับประเทศไทย ภัยพิบัติทำให้เกิดการพลัดถิ่นใหม่ราว 13,000 ซึ่งอาจจะดูไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่สูงถึง 66,000 แต่ตัวเลขนี้อาจเป็นแค่ขั้นต่ำ เนื่องจากยังมีการศึกษาเรื่องนี้ไม่เพียงพอ

องค์กรเฝ้าระวังกรณีผู้พลัดถิ่น ย้ำว่า ปัจจุบัน การเก็บข้อมูลเรื่องภัยธรรมชาติยังน้อย เป็นเพราะยังมีมายาคติหลายอย่าง เช่น มองว่าภัยพิบัติเป็นแค่เรื่อง “ระยะสั้น” แต่แท้จริงแล้ว หลังจากสถานการณ์ซาลง ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่อาจตั้งตัวหรือกลับไปอยู่ที่บ้านได้ ยังไม่นับว่ามีการพลัดถิ่น “ข้ามประเทศ” จำนวนมากเพราะสภาพแวดล้อมแปรเปลี่ยน เช่น แรงงานกัมพูชาซึ่งผันตัวจากอาชีพเกษตรกรรมเพราะภัยแล้งและน้ำท่วมมารับจ้างในประเทศไทย

“เราควรทุ่มเทลดความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติและสนับสนุนผู้พลัดถิ่น เราต้องโต้กลับความคิดที่ว่าภัยพิบัติเป็นเรื่อง ‘ธรรมชาติ’ และตระหนักในบทบาทของพวกเราในการสร้างความเสี่ยงและลดความเสี่ยงนั้นๆ ได้ด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน”

มายาคติอีกอย่าง คือ มุมมองว่าเหตุการณ์ขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะแท้จริงแล้วการพลัดถิ่นของคนกลุ่มเล็กๆ นั้นกระทบกับระดับบุคคลและการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงฉายภาพถึงอนาคต “ความเสี่ยง” กับพื้นที่ลักษณะเดียวกัน

เหมือนกับที่ สมร เข่งสมุทร ที่ต่อสู้เพื่อ “แผ่นดิน” บ้านขุนสมุทรจีนมาตลอด 26 ปี กล่าวในงานเสวนาออนไลน์ ด้วยความหวังว่าจะย้ำความทรงจำสังคมเกี่ยวกับเรื่องราวที่พวกเธอเผชิญ

“ขุนสมุทรจีนล่มสลายไปก็ไม่ได้เดือดร้อนใครหรอก แต่ถ้ากรุงเทพมหานครและชุมชนริมทะเลทั้งหลายหายไปเหมือนกันจะทำอย่างไร”