ประชุมนัดแรก “คณะกรรมการรับมือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขงต่อภาคการเกษตร 7 จังหวัดริมโขงอีสาน” คุยกรอบพื้นที่-ความเสียหายเบื้องต้น เล็งปรับตัวรับมือมิติประมงผ่านแผน 5 ปี บนฐานวิชาการคู่ความรู้ไทบ้าน
9 มิถุนายน 2564 เวลา 13.30 – 16.30 น. ได้มีการประชุมครั้งแรกระหว่างเครือข่ายคนริมโขงอีสานและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหามาตรการรับมือ ปรับตัวกับวิกฤตระดับแม่น้ำโขงผันผวนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ภายใต้ชื่อทางการ “คณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง” โดยเป็นการประชุมออนไลน์ โดยมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ กรมประมง หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประมง และตัวแทน เครือข่ายประชาชน 7 จังหวัดริมฝั่งโขงอีสานเข้าร่วม
คณะกรรมการชุดดังกล่าวตั้งขึ้นสืบเนื่องจากข้อตกลงระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสมาคมเครือข่ายสภาประชาชนองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน หลังจากเครือข่ายฯ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยกระดับรับมือวิกฤตโขงผันผวน ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นออนไลน์ โดยมี อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์ผลกระทบด้านเกษตรจากโขงผันผวนและพิจารณาแนวทางพัฒนาแผนปรับวิถีเกษตร-ประมงปี 2565-2570

ความเสียหาย : 1,485 หมู่บ้าน 7 จังหวัด อย่างน้อย 600 ล้าน/ปี
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุม คือการทำความเข้าใจให้ตรงกัน เรื่องพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ประเภทและขนาดของความเสียหายจากวิกฤตโขงผันผวน
“แม่น้ำโขงในภาคอีสานของไทยมีพื้นที่ติดกับ 7 จังหวัด 25 อำเภอ 90 ตำบล และจากรัศมี 15 กิโลเมตรจากริมฝั่งแม่น้ำ มี 1,485 หมู่บ้านที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาแม่น้ำสายนี้”
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ระบุในเอกสารการประชุมถึง ผลการศึกษาการขึ้นลงของระดับน้ำจากสถานีวัดเทียบช่วงก่อนและหลังสร้างเขื่อนไซยะบุรี ว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงฤดูแล้งและฤดูน้ำหลาก ไม่เป็นไปตามการไหลตามธรรมชาติ
ทั้งนี้สทนช.ฯ ระบุว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าสาเหตุหลักเกิดจากสาเหตุใดระหว่างการบริหารจัดการเขื่อนบนแม่น้ำสายประธานในสปป.ลาวหรือการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำในแม่น้ำสาขาที่ไหลลงโขงเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
คุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงเร็วกระทบกับประมง โดยเฉพาะอย่างการเลี้ยงปลากระชัง ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 600 ล้านบาท/ปีในพื้นที่ 7 จังหวัดริมโขงอีสาน กรมประมงรายงานว่า เมื่อระดับน้ำลดต่ำทำให้ตะกอนที่มีก๊าซแอมโมเนียและก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) บริเวณพื้นท้องน้ำฟุ้งขึ้นมาที่กระชัง ปลาอ่อนแอติดเชื้อง่ายและตายอย่างฉับพลัน นอกจากนี้ปริมาณน้ำที่น้อยลง จะทำให้ปริมาณออกซิเจนสำหรับปลาลดลงตาม
“ตัวอย่างการปรับตัวการเลี้ยงปลาประชังทำได้หลายวิธี เช่น จัดวางรูปแบบกระชังให้น้ำไหลเวียนสะดวก เตรียมอุปกรณ์เติมอากาศ เลี้ยงปลาให้มีหลายรุ่น และเกษตรกรต้องติดตามข่าวสารระดับน้ำจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อม (รับมือการเปลี่ยนแปลง) ต่างๆ อยู่เสมอ”

“แผน 5 ปี” ทางออกเบื้องต้น
การประชุมนัดดังกล่าวยังจัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางทำ “แผนพัฒนาการประมงและการเกษตรเพื่อป้องกัน-แก้ไขปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ปี 2565-2570”
ปัจจุบัน แผนดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ โดยมีกำหนดตั้งคณะอนุกรรมด้านประมงและเกษตรระดับจังหวัดในแต่ละจังหวัดริมโขง เพื่อศึกษาและจัดทำร่างแผนช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ปีนี้ เพื่อส่งเรื่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนช่วงกันยายน – ตุลาคม
“เวทีประชุมนี้นับเป็นจุดเริ่มต้น เปรียบเหมือนเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งจะแผ่นดินไหวต่างๆ ตามมา ประชาชนในจังหวัดจะต้องเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง” อภิสิทธิ์ สุนทราวิรัตน์ ผู้แทนองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง จ.เลย เผยความรู้สึก

“วิชาการต้องคู่ความรู้ไทบ้าน” เครือข่ายย้ำทิศมาตรการ
ด้านประธานเครือข่ายสภาประชาชนริมโขงอีสานฯ อ้อมบุญ ทิพย์สุนา เล่าถึงข้อสังเกตจากผู้แทนองค์กรชุมชนทุกจังหวัดที่เข้าร่วมประชุมว่า หลายหน่วยงานยังมีข้อมูลผลกระทบโขงผันผวนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลให้ออกแบบมาตรการได้ไม่ตรงจุดปัญหา
“ไม่มีหน่วยงานใดที่มีข้อมูลชี้ชัดตัวเลขรายได้ ผลกระทบต่อเกษตรริมฝั่งโขงที่ชัดเจน นอกจากนี้กรมประมงยังมีตัวเลขเฉพาะชาวประมงที่เลี้ยงปลากระชังริมแม่น้ำโขง กลับไม่มีข้อมูลชาวประมงพื้นบ้านที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ซึ่งได้รับผลกระทบและเรียกร้องให้หน่วยงานศึกษาผลกระทบกับหาทางฟื้นฟูเยียวยาตลอดมา”
ตัวอย่าง มาตรการปรับตัวหนึ่ง ซึ่งเครือข่ายสังเกต คือ ข้อเสนอของกรมประมงที่ส่งเสริมการทำกระชังปลาตะเพียน ซึ่งแย้งกับความรู้สึกชาวบ้าน เพราะปกติเลี้ยงในบ่อดิน เป็นปลาก้างที่ไม่นิยมกินกัน และเป็นปลาราคาถูก จึงอาจไม่คุ้มลงทุน
เธอย้ำว่า ร่างแผนรับมือโขงผันผวนจะต้อง “ตั้งหลัก” อยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอตั้งแต่ต้น โดยประยุกต์ความรู้จากเจ้าของพื้นที่และวิชาการควบคู่กัน เครือข่ายจึงได้เสนอกับที่ประชุมให้แต่งตั้งอนุกรรมการด้านวิชาการที่มีผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาแม่น้ำโขงมานาน ร่วมศึกษาข้อมูลวิชาการที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันและใช้ในการทำงานต่อไป
ที่ประชุมลงมติให้เพิ่มฝ่ายวิชาการในคณะทำงานเพื่อดำเนินงานต่อ โดยอนุกรรมการจังหวัดมีกำหนดประชุมภายใน 60 วัน และคณะกรรมการกลางจะประชุมภายใน 90 วัน
“นอกจากเราจะหาทางปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงแล้ว สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือ เราควรจะหาทางฟื้นฟูระบบนิเวศด้วย เพราะแม่น้ำโขงเป็นโรงเพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่หลากหลายอันดับสองของโลก รองเพียงแต่แม่น้ำอะแมซอน ทั้งหมดนี้จึงจะตอบโจทย์การพัฒนายั่งยืนจริงอย่างแท้จริง”