กลับมาเท่าก่อนโควิด มลพิษอากาศ “ไนโตรเจนออกไซด์” กรุงเทพฯ

ผลวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมล่าสุดชี้ ระดับสารมลพิษไนโตรเจนออกไซด์ในอากาศกรุงเทพฯ เด้งกลับมาเท่าระดับก่อนโควิด หลังลดลงต่อเนื่องช่วงล็อกดาวน์ 1 ปีที่ผ่าน แนวโน้มเหมือนอีก 10 เมืองทั่วโลก สาเหตุหลัก รถยนต์-โรงไฟฟ้า-อุตสาหกรรม กรีนพีซชี้รัฐควรใช้โอกาสนี้เปลี่ยนนโยบายไปพลังงานสะอาด

กลับมาเท่าระดับปี 63

วันนี้ (10 มิถุนายน 2564)  กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยใหม่เปรียบเทียบระดับมลพิษไนโตรเจนออกไซด์ช่วง 4  ปีที่ผ่านมา ซึ่งชี้ช่วงปี 2563 กรุงเทพฯ มลพิษลดลง 21% เทียบกับสองปีก่อนหน้า ทว่าช่วงสงกรานต์ปี 2564 นี้ ปริมาณมลพิษกลับเด้งกลับระดับก่อนโควิดระบาด 

โดยนักวิจัยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้วิเคราะห์ระดับของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ระดับพื้นดินและฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) รวมทั้งการอ่านค่าปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่วัดโดยเซ็นเซอร์ Tropomi บนดาวเทียม Sentinel-5P

ส่วนข้อมูลระดับมลพิษทางอากาศก่อนเกิดโควิด-19 คำนวณจากค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์  ในปี 2561 และ 2562 ซึ่งเป็นช่วงสองปีแรกที่เซ็นเซอร์ Tropomi บันทึกข้อมูลความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์

“เป็นแนวโน้มเช่นเดียวกันกับอีก 10 หลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงเมืองอัมมาน (ประเทศจอร์แดน) เบรุต (เลบานอน) ไคโร (อียิปต์) อิสตันบูล (ตุรกี) จาการ์ตา (อินโดนีเซีย) โยฮันเนสเบิร์ก (แอฟริกาใต้) ลอสแอนเจลิส (สหรัฐอเมริกา) มิลาน (อิตาลี) โซล (เกาหลีใต้) และอู่ฮั่น (จีน)” รายงานระบุ

แผนที่แสดงปริมาณก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์กรุงเทพฯ เดือนเมษายนปี 2562-2564 วงกลมแสดงเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตรจากใจกลางเมือง (ภาพ: GreenPeace)

ข้อมูลดาวเทียมยัน สาเหตุกิจกรรมมนุษย์ 

งานวิจัยดังกล่าววิเคราะห์ระดับของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ระดับพื้นดินและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 รวมทั้งปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่วัดโดยเซ็นเซอร์ Tropomi บนดาวเทียม Sentinel-5P

งานวิจัยได้ตัดปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งมีผลกระทบต่อระดับมากน้อยของก๊าซ เพื่อยืนยันข้อสรุปว่าการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ในปี 2563 และการกลับมาเพิ่มขึ้นในปี 2564 มีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของการปล่อยมลพิษทางอากาศเป็นหลัก 

กราฟเปรียบเทียบระดับไนโตรเจนออกไซด์ 4 ปีใน 11 เมืองหลวง แถวฝั่งซ้ายแสดงถึงระดับ NO2 ที่พบและฝั่งขวาแสดงถึงระดับ NO2 ที่ตัดปัจจัยด้านสภาพอากาศออกแล้ว พบว่าปี 2564 ปริมาณก๊าซเพิ่มขึ้นเท่ากับ/มากกว่าปีก่อนหน้าโควิด (ภาพ: GreenPeace)

รายงานพบว่า ช่วงเวลาหนึ่งปีภายหลังมาตรการล็อกดาวน์โควิดครั้งแรก พบว่ามลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ของการศึกษา อย่างไรก็ตาม แม้รายงานจะระบุว่าการเพิ่มขึ้นลงของมลพิษเป็นผลจากการปล่อยก๊าซ รายงานกลับไม่ได้ชี้ชัดถึงพฤติกรรมอันเป็นต้นตอของการปล่อยมลพิษที่ลดลง

ปริมาณมลพิษที่กระเด้งกลับมาในปี 2564 ยังมากน้อยแตกต่างกันไปแต่ละเมือง บางเมือง มลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้กลับมา “เท่าเดิม” เท่ากับช่วงก่อนโควิด  นักวิจัยสันนิฐานว่าส่วนหนึ่งอาจเพราะมาตรการควบคุมโรคระบาดยังคงมีผลบังคับใช้ในหลายพื้นที่ เช่น เมืองลอสแอนเจลิส และอู่ฮั่น

ในทางกลับกัน เมืองบางแห่งกลับมีปริมาณมลพิษ “เพิ่มขึ้นกว่า” ช่วงโควิด เช่น จังหวัดเคาเต็ง ซึ่งเป็นที่ตั้งกรุงโจฮันเนสเบิร์ก เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ แม้มลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ในช่วงเดือนเมษายน 2563 จะลดลงราว 30% ทว่าช่วงปี 2564 กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการระบาดครั้งใหญ่ถึง 47% 

โอกาสรัฐ ทบทวนนโยบายพลังงาน 

“การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ตราบเท่าที่ระบบพลังงานและการคมนาคมยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล มลพิษทางอากาศจะยังคงเป็นวิกฤตใหญ่ด้านสาธารณสุข ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 คุณภาพอากาศที่ดีขึ้นเป็นเพียงผลพลอยได้ชั่วคราวจากการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่”

“เราต้องหาทางออกที่ทำได้จริงในระยะยาวเพื่อช่วยให้เรามีอากาศสะอาดไว้หายใจ ไม่ว่าจะไปที่ไหนในเมืองก็ตาม การใช้พลังงานลม แสงอาทิตย์และระบบคมนาคมทางเลือกจากระบบพลังงานหมุนเวียนนั้นคุ้มทุนกว่าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เราเรียกร้องให้รัฐบาลลงมือทำในทันที” 

ดร.ไอแดน ฟาร์โรว์ นักวิทยาศาสตร์ด้านมลพิษทางอากาศ กรีนพีซ สากล กล่าว

ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เป็นสารตั้งต้นของฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว

ด้าน บอนแดน อันดรียานู ผู้ประสานงานรณรงค์ กรีนพีซ อินโดนีเซีย ระบุว่าช่วงเวลาที่รัฐบาลพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจอาจพลิกเป็นโอกาสลงทุนในระบบพลังงานหมุนเวียน 

“นี่คือโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะผลักดันการลงทุนระบบพลังงานหมุนเวียนและสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกัน เราได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในช่วงล็อคดาวน์ เช่น ลดการเดินทางทางอากาศ ใช้จักรยานเพิ่มขึ้น และทำงานอย่างยืดหยุ่นมากขึ้น หากพฤติกรรมเหล่านี้ยังดำเนินต่อไปหลังจากพ้นวิกฤตโรคระบาด ความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศก็จะลดลง”