9 โฉมหน้าทะเลไทย 2030 : ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์

“เข้มข้นและแซ่บ” เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชั้นแนวหน้าของไทย ผู้ทุ่มค่อนชีวิตวัยเกือบเกษียณกับการลงพื้นที่ การสอน การสื่อสาร และการจัดทำนโยบายระดับขาติว่าด้วยทะเลไทย อย่าง “ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์” ตัดสินใจไลฟ์สด “เดี่ยวไมโครโฟนออนไลน์” เมื่อค่ำวานนี้ เพื่อฉายภาพ “ทะเลไทย” ในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ทั้งมิติทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง และ “คนรุ่นใหม่” บนข้อมูลและประสบการณ์ตรง

หลายประเด็นน่าขบคิด หลายประเด็นน่าคล้อยตาม บางประเด็นน่าถกเถียง และบางประเด็นน่าโต้แย้ง 

  1. สถานการณ์ 2564 : หาดหิน หาดทราย หาดเลน ป่าชายเลน หญ้าทะเล ปะการัง 
  2. หญ้าทะเล – ธุรกิจซื้อขาย “คาร์บอน”
  3. สัตว์หายาก – ธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำ
  4. อันดามัน – มรดกโลกทางทะเล
  5. เมกะโปรเจค – EEC – คลองไทย/แลนด์บริดจ์
  6. ประมง – ธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
  7. พลังงงาน – ขาลง “น้ำมัน ก๊าซ” – ขาขึ้น “หมุนเวียน”
  8. ท่องเที่ยวอ่าวไทย/ชายฝั่งตะวันออก – Go Green
  9. คนรุ่นใหม่ – ทักษะ/มุมมองใหม่ – สายสัมพันธ์ใหม่กับ “ทะเล”
ดร.ธรณ์ กับโดรนที่ใช้ถ่ายภาพ Mapping ปะการังฟอกขาวหาดพลา จ.ระยอง เพื่อติดตามการฟื้นตัวมิติใหม่ ในระดับ “ก้อนต่อก้อน” (ภาพ : Thon Thamrongnawasawat)

“นาน ๆ ทีจะมาไลฟ์สักที หนนี้วันทะเลโลก (World Oceans Day) เป็นวันพิเศษสำหรับการมาพูดคุยกันเรื่องทะเล วันนี้จริง ๆ ก็มีคนพูด (เรื่องนี้) กันเยอะ ผมก็ไปพูดหลายที่ แต่ที่มาไลฟ์นี่ เพราะว่าพูดแล้วมันไม่หมดครับ ว่าง่าย ๆ คือเวลาเขามีจำกัด เลยมาไลฟ์ให้เพื่อนธรณ์โดยเฉพาะ เพื่อจะได้มาเล่ากันแบบไม่จำกัด” 

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน​นิเวศทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แจงสั้น ๆ ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจ “ไลฟ์สด” ในหัวข้อ “ทะเลไทย 2030” ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวเมื่อสองทุ่มวันที่ 8 มิ.ย. 2564 ที่ผ่านมา โดยแจ้งล่วงหน้าเพียง 6 ชั่วโมง และเป็นการพูดคนเดียวต่อเนื่องกว่า 1 ชั่วโมง และต่อไปนี้คือ รายงานพิเศษ GreenNews ที่เรียบเรียงจาก ไลฟ์สดครั้งนี้

ทำไมต้อง 2030

“อย่างแรกสุดเป็นปีที่ SDG ครบ (กำหนด) SDG ก็คือ Sustainable Development Goal สำหรับคนที่ไม่คุ้นก็จะอธิบายยากหน่อย ว่าง่าย ๆ ก็คือมีอยู่ 17 อัน เป็นเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ (ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน) และไทยก็รับ(รอง) SDG ก็เลยกลายเป้นดัชนีชี้วัดของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานภาคเอกชนก็ (เดิน) ตาม SDG ที่เกี่ยวข้องกับทะเลโดยตรงคือ SDG 14 (ว่าด้วย) Life below water

สองคือ Paris Agreement เรากำลังพูดถึงตัวชี้วัดจุดจบของโลกร้อน ว่าการลดก๊าซเรือนกระจกจะได้ตามเป้าไหม เพราะฉะนั้นก็เป็นปี 2030 อีกเช่นกัน 

ในระดับโลก 2030 จะเป็นปีที่มีการตัดสินอะไรหลายอย่าง เช่น สามารถทำ SDG บรรลุผลที่ตั้งไว้ไหม สามารถบรรจุเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกไหม และมีอื่น ๆ อีกเยอะ ก็เลยตั้งปี 2030 เป็นปีที่เราจะพูดถึง 

ผมต้องเรียนเพื่อนธรณ์ทุกคนก่อนว่าไม่ใช่เดานะครับ ทุกอย่างที่เขียน (ผ่านเฟส และที่จะพูดจากนี้) เราดูตั้งแต่ปีนี้ จริง ๆ 9 ปี มันก็ไม่ได้นานมากมาย หลายเรื่องหลายโครงการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปีนี้และก็จะต่อเนื่องไปถึงตอนนั้น เพราะฉะนั้นใด ๆ ก็ตามที่กล่าวถึง ก็จะเกี่ยวข้อง มีรากฐาน เดี๋ยวก็จะพูดถึง ว่าดูยังไงรากฐานมายังไง ทำไมผมต้องบอกว่าตรงนั้นจะเป็นอย่างงี้ ตรงนี้จะเป็นอย่างงั้น

แถมไว้ด้วย จะไม่ได้พูดถึงการอนุรักษ์อย่างเดียวนะครับ จะพูดถึงการพัฒนา รวมทั้งคุณ ๆ ที่อยากไปหางานทำ เด็กรุ่นใหม่ที่อยากไปอยู่เมืองไหน ซื้อที่ซื้อคอนโดแล้วขึ้นแน่ อ.ธรณ์มีเงินเพราะว่าหากินกับคอนโดด้วยนะครับ ต้องอธิบายให้ฟัง ไม่ได้เป็นอาจารย์อย่างเดียว แต่ว่าง่าย ๆ ก็คือจะเล่าเรื่องทั่วไปด้วย”

ไลฟ์สดสาระเข้ม “ทะเลไทย 2030” เมื่อ 20.00 น วันที่ 8 มิ.ย. 2564 (ภาพ : Thon Thamrongnawasawat)

 ภาพรวมทะเลไทย 

“ประเทศไทยเรามีทะเลสองฝั่งใช่ไหมครับ ฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน อ่าวไทยเป็นฝั่งที่เราทำกิจกรรมหหลากหลาย มีเรื่องของพลังงานที่โดดเด่น

ฝั่งอันดามันไม่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติ หลายคนอาจจะสงสัยว่าขุดไปลึก ๆ จะมีไหม จริง ๆ ถ้าขุดลงไป 400-500 เมตรก็อาจจะเจอ เพียงแต่ว่ามันจะคุ้มกับการขุดไหม มันไม่เกี่ยวกับการที่เราจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติหรือปิโตรเลียมมากน้อยแค่ไหน มันเกี่ยวกับว่าสำรวจไปแล้วคุ้มไหม เพราะจริง ๆ แล้วขุดเจาะก๊าซเหมือนแทงหวยนะครับ พอดีผมก็พอรู้จักอยู่ในวงการ เหมือนแทงหวยคือสำรวจไปแล้วไม่เจอก็มี ขุดหลุมไปแล้วไม่เจอก็มี แล้วแต่ละหลุมมันไม่ได้ลงทุนกันล้านสองล้านบาทนะครับ มันหลายล้านเหรียญ ในอันดามัน ผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะมีการดูดก๊าซธรรมชาติในอันดามันในระยะใกล้ ถ้าเกิดในพม่าโอเค แต่ถ้าเกิดในทะเลไทยนี่โอกาสยาก 

แหล่งปิโตรเลียมของเราทั้งหมดก็อยู่ในอ่าวไทย แหล่งพลังงาน โลจิสติกส์ หรือท่าเรือใหญ่ ๆ

จะเห็นได้ว่าท่าเรือใหญ่ ๆ อยู่ในฝั่งอ่าวไทยหมด ไม่ว่าจะเป็นแหลมฉบังหรือมาบตาพุด ฝั่งอันดามันตอนนี้ยังหาท่าเรือลงไม่ได้เลย ท่าเรือจริง ๆ ที่เป็นท่าเรือน้ำลึก อาจจะมีที่ระนองที่เดียว  ท่าเรือภูเก็ต อ่าวขาม อันนั้นเดี๋ยวว่ากันอีกที

พูดง่าย ๆ อ่าวไทยก็มีท่าเรือมาบตาพุด แหลมฉบัง ท่าเรือสงขลานะครับ เป็นสามอันหลัก และก็มีเรื่องของการประมงอะไรต่าง ๆ เยอะแยะ ขณะที่ฝั่งอันดามันจะเน้นไปเรื่องของการท่องเที่ยว แต่การทะเลไทยยังไงก็ตาม มันก็ผสมผสานกันอยู่แล้วนะครับ 

เพราะฉะนั้น 2030 ประเทศไทยคงไม่มีทะเลใหญ่ขึ้นนะครับ ถึงแม้จะบอกว่ากฏหมายทางทะเล 200 ไมล์ทะเลของเราจะขยายได้หรือเปล่า ว่ากันไปแล้วกันนะครับ เพียงแต่ว่าผมไม่คิดว่ามันจะใหญ่ขึ้น เราก็มี 320,000 ตร.กม.ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ ชายฝั่งยาว 1820 กม. อันนี้ใช้ข้อมูลของทางผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลเพราะมันชัดเจนดี ผมพยายามจะเลือกข้อมูลที่มันมั่น ๆ ไว้ก่อน”

แนวปะการังและภูมิสัณฐานร่องน้ำเกาะมันใน/มันกลาง จ.ระยอง ภาพ : Thon Thamrongnawasawat)
  1. สถานการณ์ 2564 : หาดหิน หาดทราย หาดเลน ป่าชายเลน หญ้าทะเล ปะการัง 

“ทรัพยากรรากฐานของเรามีอะไรบ้าง ระบบนิเวศมี 6 แบบ หาดหิน หาดทราย หาดเลน ป่าชายเลน หญ้าทะเล แนวปะการัง 6 แบบนี่เป็นหลัก ๆ 

หาดหินก็มีหิน มีไว้ทำไม อ๋อ จุดเช็คอินครับ ถ่ายรูปสวยดี หาดหินก็มีประโยชน์ของหาดหิน มีสัตว์หาดหิน แต่ถ้าเกิดเทียบเรื่องการใช้ประโยชน์กับหาดทรายนี่ โห หาดทรายนี่เบิ้ม ๆ ในตระกูลของ 3 หาด หาดทรายมาแรงสุดเราก็คงจะรู้จักกันดี หาดบางแสน หาดพัทยา เดี๋ยวจะไล่ให้ฟังทีละจังหวัด ขณะที่หาดเลนเราก็จะมีในเรื่องของดอนหอยหลอด ในเรื่องสัตว์น้ำมีเรื่องหอยชักตีน 

หาดนี่ ผมไม่คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นจะข้ามไปที่ระบบนิเวศที่น่าสนใจ (มากกว่า) เริ่มจากป่าชายเลนแล้วกัน

ป่าชายเลนของไทยมีอยู่ 1.7 ล้านไร่ ข้อมูลต่าง ๆ ที่ผมกำลังจะเล่าให้เพื่อนธรณ์ฟังนี่ พอดีผมเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการอีกสามสี่ชาติ ท่องเที่ยวชาติ ทะเลชาติ และก็ยังเป็นอนุทรัพยากรน้ำชาติ แล้วก็มีอีกหลายชาติครับ เอาง่าย ๆ ว่าผมพอจะอยู่ในฝ่ายนโยบาย ผมพอจะนำข้อมูลที่ผมทราบและเปิดเผยได้มาเล่าให้ฟังแล้วกัน 

ป่าชายเลนเดิมมี 2.5 ล้านไร่ แต่เราสูญเสียไปมากในช่วงที่เราทำนากุ้งกุลาดำ ตอนนั้นโอโห ปุบ ๆ ๆ ๆ หลายแสนไร่ ช่วงปี 25-26 ป่าชายเลนก็เลยหายไปเยอะ แต่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาป่าชายเลนเราค่อนข้างที่จะคงที่ จริง ๆ ก็ 6-7 ปีแหละครับ ไม่ใช่เพราะคนไทยรักป่ามากขึ้นนะครับ แต่ว่าทำนากุ้งมันเริ่มมีปัญหาเนื่องจากเราทำสะสมมานาน เรื่องโรคกุ้ง เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต่าง ๆ มันก็มีเยอะ เรื่องโรคเป็นตัวสำคัญทำให้เราต้องเปลี่ยนจากกุลาดำเป็นกุ้งขาวในปัจจุบัน เลยทำให้ป่าชายเลนค่อนข้างคงที่ 

อาจจะมีโดนรุกล้ำโดนโน่นนี่นั่นบ้าง หลายแห่งก็โดนฟ้องกันอยู่ หลายแห่งนี่โหเขาสร้างได้ยังไงอยู่ในป่าชายเลย พวกนั้นบางที่ก็โดนฟ้องนะครับ แต่เขาขอศาลปกครองคุ้มครองอยู่นะครับ ส่วนใหญ่โดนฟ้องแต่คดียังอยู่ในศาล เพราะฉะนั้นมันก็ยังเปิดได้ ว่าง่าย ๆ เพื่อนธรณ์ก็อย่าไปสนับสนุน คือไม่ต้องมาถามผมหรอกครับ มองดูก็รู้ว่ามันเป็นที่ดินสาธารณะหรือที่ดินส่วนตัว ก็ไปดูกันเอาเอง 

ป่าชายเลนยังคงจะอยู่ 1.7 ล้านไร่ ถ้าอาจจะมีแหว่งบ้างก็อาจจะเป็นพื้นที่พิเศษ ที่มีการพัฒนาอะไรเป็นพิเศษ แต่นั่นหลักพัน

จุดที่บุกรุกจริง ๆ ก็ไม่ค่อยมีมากแล้ว และก็มีการยึดคืนนะครับ ยึดได้เยอะนะ 3-4 ปีมานี่ ยึดมาได้ 20,000 กว่าไร่ นะครับ ปัญหาคือยึดเสร็จแล้วไม่มีงบไปปลูกครับ ปลูกได้ไม่กี่ร้อย กี่พัน ก็อาจจะเป็นปัญหาสำคัญว่าทิ้งไว้เดี๋ยวก็อาจจะโดนบุกรุกใหม่ ก็เลยต้องพยายามดูแลกัน ป่าชายเลนพวกนี้อยู่ในการดูแลของกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง

อันที่สอง แนวปะการัง มี 1.5 แสนไร่ สถานภาพผมคิดว่าคงที่ครับ ตอนนี้โควิด กว่าจะฟื้นจริง ๆ ถ้าเกิดใครตาม เรื่องฟื้นท่องเที่ยวเราพูดกันถึงปี 65 อาจจะ 66-67 บางคนถึงกับบอกว่าถ้าเกิดจะเอาให้เท่ากับปี 62 (ในแง่) จำนวนนักท่องเที่ยว หรือรายได้ หรืออะไรก็ตามนี่ อาจจะต้องรอถึง 68 ซึ่งก็เป็นไปได้ นี่ 64 แล้ว 65 ประเทศไทยฉีดวัคซีนครบแล้ว เปิดโน่นนี่นั่นว่ากันไปตามเรื่อง กว่าจะฟื้นจริง ๆ ผมว่า 66 ยังไม่ฟื้นเท่ากับ 62 นะครับ ต้องรอ 67 68 ซึ่งเราก็จะมีเวลาฟื้นตัว ซึ่งอีกแปบเดียวมันก็ถึงปี 2030 ที่ผมพูดแล้ว เพราะฉะนั้นผมไม่คิดว่าการท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวมหาศาลเข้ามาอย่างว่องไว 

เพราะฉะนั้นปะการังจะมีเวลาพักประมาณ 3-4 ปี ซึ่งก็จะเป็นช่วงที่เรามีการดูแลเพิ่มขึ้น อันนี้ก็ต้องขอบคุณกระทรวงนะฮะ กรมอุทยาน กรมทะเล ตอนนี้ก็มีตัวเลช CC (Carrying Capacity) หมายความว่าจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว มีหมดแล้วครับ อุทยานทางทะเลมีหมด เพียงแต่ว่าตอนนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวมันห่างไกลจาก limit เนื่องจากเหตุผลว่าไม่มีใครเที่ยวนะครับ กว่าจะกลับมามันก็จะค่อย ๆ กลับมา 

เรามีตัวอย่างดี ๆ หลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่นอ่าวมาหยา จริง ๆ สร้างเสร็จแล้ว ผมจะต้องไปดูตั้งแต่เดือน พ.ค.ละครับ เพราะว่ากรรมการที่ปรึกษาอุทยานจะต้องเข้าไปดูและจะเป็นคนบอกว่าปะการังโอเคเปิดได้ แต่ตอนนี้มัน Delay มาเพราะโควิด

เพราะฉะนั้นพูดถึงอ่าวมาหยาอาจจะต้องพูดถึงปลายปีว่าการเปิดมาหยาแบบใหม่ที่ลดจำนวนนักท่องเที่ยวลงครึ่ง-ครึ่ง มีทางเดินธรรมชาติ มีการเปลี่ยนไม่ให้เรือเข้าทับแนวปะการังนี่จะประสบความสำเร็จแค่ไหน อาจจะต้องเห็นกันปลายปี อ่าวมาหยาผมคิดว่าก็ยังโอเคนะครับ ถ้าเกิดเราทำได้ตามนั้นก็จะเป็นจุดทดลองสำคัญของเรา และทั่วโลกตามจับตา วันนี้ Channel News Asia live สด สัมภาษณ์สดผมออกทีวี

แนวปะการังฝั่งอันดามัน ปัญหาหลักคือท่องเที่ยว ถ้าคุมดี ๆ น่าจะเอารอด ขณะที่ฝั่งอ่าวไทยปัญหาหลักสำคัญคือเรื่องของการพัฒนาชายฝั่ง ซึ่งอันนั้นน่าจะมีหลายโครงการ ก็ต้องพยายามกันนิดนึง แต่ที่อาจจะมีปัญหาก็คือเรื่องโลกร้อน

โลกร้อนผมคิดว่าอันดามันน่าห่วงกว่าอ่าวไทย เพราะว่าอ่าวไทยนี่ผมไปดูมาแล้ว ปะการังอ่าวไทยนี่ค่อนข้างอึด ปัจจุบันไอ้ที่ฟอกขาวก็คือพวกที่อยู่พ้นน้ำ ไอ้ที่อยู่ใต้น้ำเหมือนสมัยก่อนที่ฟอกขาวตายกันเยอะ ๆ เดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยฟอกนะครับ ขอแค่ให้มีน้ำ รู้สึกมันจะไม่ค่อยฟอก ตอนนี้จะเจอแบบฟอกขาวแปลก ๆ ผมดูปะการังที่เกาะมัน หาดพลา ไปดูรอบ ๆ อีกสองสามแห่งนี่ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าฟื้น 

ตอนนี้เราใช้วิธีทำ Drone Mapping แมปไว้หมดละ ปลายเดือนนี้ก็จะไปอีก เดือนหน้าก็จะไปอีก จะไปจนกว่าจะฟื้น เพราะฉะนั้นเราจะบอกได้ จะเป็นครั้งแรกที่เราบอกได้ก้อนต่อก้อนเลยว่า ปะการ้งก้อนไหนฟื้น ก้อนไหนไม่ฟื้น ไม่ฟื้นเพราะอะไร ซึ่งเหล่านั้นจะสามารถนำมาช่วยได้ เพราะฉะนั้นปะการัง 1.5 แสนไร่นี่ ผมคิดว่าสถานการณ์ 9 ปีข้างหน้า ความสมบูรณ์ใกล้เคียงเดิม ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง ยกเว้นบางพื้นที่เท่านั้น

ขณะที่หญ้าทะเลนี่พูดตามตรง ผมห่วงหญ้าทะเลมากที่สุดใน 3 ระบบนิเวศ

ด้วยเหตุผลว่า ถ้าเกิดเป็นหญ้าผืนใหญ่ อย่างที่ตรังที่กระบี่ก็จะมีการดูแลอย่างดีมากเลย ไม่ค่อยเป็นห่วง ถ้าใครไปแตะเดี๋ยวก็เป็นข่าวแล้ว แต่หญ้าผืนเล็ก ๆ นี่สิ คือหญ้าทะเลของไทยนี่ 1.5 แสนไร่ ปัญหาสำคัญคือมันมีหย่อมเล็กอยู่เยอะและไม่ได้รับการดูแล จะเรียกว่าไม่ได้รับการดูแลก็ไม่ถูก เพียงแต่ว่ามันถูกให้ความสำคัญน้อยกว่า

ผมพูดถึงหญ้าทะเลที่หาดสวนสน ที่ระยอง บ้านเพอย่างงี้ คนแทบจะไม่รู้เลยว่ามีหญ้าทะเล แต่ก็มีนะครับ จะเป็นพวกหย่อมเล็กหย่อมน้อย ซึ่งจากที่ติดตามมามันลดน้อยลง ด้วยเหตุผลว่ามีตะกอนทับมีนู่นนี่บ้าง และหย่อมมันเล็กเกินไปทำให้คนไม่ค่อยสนใจ พอไม่สนใจ ก็พอบอกว่าเฮ้ยอย่าไปก่อสร้างชายฝั่งตะกอนจะลงมาทับหญ้าทะเล ช่วยดูแลตรงนี้หน่อยตรงนั้นหน่อยก็ไม่ค่อยมีคนสนใจ เพราะหย่อมมันเล็ก พะยูนก็ไม่มี ทั้งที่จริง ๆ หญ้าทะเลมีความสำคัญมากในเรื่องของโลกร้อน” 

หญ้าทะเล ศักยภาพใหม่ของแหล่งรายได้ชุมชนที่อนุรักษ์หญ้าทะเล จากการขาย “เครดิตคาร์บอน” ภายใต้ทิศทางใหม่ของข้อตกลงเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับโลก (ภาพ : phuketaquarium.org)
  1. หญ้าทะเล – ธุรกิจซื้อขาย “คาร์บอน”

“ปัจจุบันก๊าซเรือนกระจกจะเป็นประเด็นหลักของโลก ผมเพิ่งเขียน (เฟส) ไปเรื่องของการประชุม G7 ที่ระบุชัดเจนว่าเขาให้ความสำคัญมาก เขาต้องการให้ประเทศต้องการให้บริษัทใหญ่ ๆ ต้องทำรายงานภาคบังคับ หมายความว่าต้องมี ไม่ใช่ว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นรายงานภาคบังคับ ระบุถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่บริษัทคุณปล่อย 

อย่างผมสร้างบริษัท A อย่างงี้ ตึกผมมีโรงงาน โรงงานผมปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร การทำงานของผมปล่อยเท่าไร โน้นนี่นั่น ซึ่งอันนั้นเราคิดได้จากค่าไฟหรืออะไรต่าง ๆ นะฮะ ถ้าเกิดเราต้องการลด เราก็ใส่ Solar Cell เข้าไป Solar Roof เข้าไปเราก็ลดได้ 

ปัญหาสำคัญกลับมาที่ประเด็น บริษัทน้ำมันแห่งใหญ่ยักษ์ใหญ่ ซึ่งปั้มแถวนี้ก็มีตั้งเยอะแยะ ของต่างชาติ ที่เพิ่งโดนศาลเนเธอร์แลนด์ฟ้องและตัดสินเรียบร้อยแล้ว ว่าต้องลดก๊าซเรือนกระจกลง 45% ของสมมุตว่าเค้าใช้ปี 2019 เป็นเกณฑ์ ภายใน 2030 ต้องลดให้ได้ 45% ซึ่งถ้าพูดถึงโรงงานเราไม่มีปัญหา ปัญหาก็คือบริษัทน้ำมันพวกนี้นี่ ขายน้ำมันใช่ไหมครับ น้ำมันเราเอาไปเติมในรถ เสร็จก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรากฎว่าศาลเนเธอร์แลนด์บังคับถึง Product (ผลิตภัณฑ์) ด้วย หมายถึงว่าน้ำมันที่คนอื่นเติมเข้าไปในรถแล้วปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทคุณก็ต้องรับผิดชอบด้วย ตรงนั้นนี่แหละเป็น Turn Around Point ที่สำคัญมาก 

เราก็จะได้เห็นบริษัทต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงกัน อย่าง Total อย่างงี้ ตอนนี้กลายเป็น Total Energy บริษัท Statoil ของนอร์เวย์เปลี่ยนชื่อไปตั้งนานละ บริษัทน้ำมันหลายแห่งนี่เปลี่ยนชื่อกันไปหมดละนะครับ เพื่อที่จะได้พูดถึงพลังงาน ไม่ได้พูดถึงน้ำมันอย่างเดียว เพราะเขาก็คิดว่าน้ำมันนี่ไปไม่ไหวละ อย่างนี้นี่ ก๊าซเรือนกระจกก็เลยกลายเป็นประเด็นสำคัญ 

พอถึง 2030 นี่ ประเด็นที่เราจะเห็นชัดก็คือว่า ถึงวันนั้นนี่เราจะเห็น ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหภาพยุโรป อเมริกาหรือว่าอื่น ๆ นี่จะมี Green Tax (ภาษีสิ่งแวดล้อม)

หมายความว่าเขาจะกั้นไว้ว่า ถ้าผลิตภัณฑ์คุณส่งเข้ามาในประเทศไอ ยูต้องรีพอร์ทมาว่ามีคาร์บอนเท่าไร ถ้าเกิดยูไม่สามารถ offset carbon ได้ ยูต้องจ่ายค่าปรับ ซึ่งค่าปรับซึ่งค่าปรับนี่มหาศาล แพงมาก เพราะฉะนั้นเขาเลยให้เปลี่ยนจากค่าปรับเป็นไปซื้อคาร์บอนเครดิต ซึ่งก็มีตลาดต่าง ๆ ในยุโรปเรียบร้อยแล้ว ลองกดดูก็ได้ครับ Carbon Credit Euro กดโป๊ะมาก็จะมีราคาทุกวันเลยนะครับเหมือนตลาดหุ้น ซึ่งตอนนี้นี่ 50 กว่ายูโรต่อปอนด์ ผู้เชี่ยวชาญแทบทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าพอถึง 2030 นี่ ตันละ ไม่ใช่ปอนด์นะครับ ตันละ 100 ยูโร นั่นคือที่เค้าคาดการณ์มั่น ๆ นี่ ถึงตอนนั้นอาจจะแพงกว่านั้นก็ได้นะครับ ตอนนี้ก็ 50 กว่าแล้วนะครับ เหลืออีกตั้ง 9 ปี 

100 ยูโรนี่แปลว่าอะไร หมายความว่าป่าชายเลนที่เราเพิ่งทำการศึกษานี่ เราพบว่าป่าชายเลนหนึ่งป่าดูดคาร์บอนได้ 1 ตัน หมายความว่าป่าชายเลนนี้สามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกมูลค่า 100 ยูโรต่อปี ซึ่งเราสามารถขายได้ หรือถ้าเกิดประเทศไทยจำเป็นจะต้องส่งออก เราก็สามารถจะเอาก๊าซคาร์บอนที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศเรามาหักล้างแทนที่เราจะต้องเสียตังค่าปรับหรือไปซื้อคาร์บอนเครดิต เราก็ใช้ป่าเรา ตรงนี้นี่จะเป็นประเด็นที่สำคัญ ผมพูดไว้ก่อนว่าเรื่องของหญ้าทะเล

ที่ผมให้ความสำคัญกับหญ้าทะเล เพราะหญ้าทะเลเป็นตัวดูดซับคาร์บอนที่ดีที่สุด (อันดับสอง) ระดับโลกเขาวัดกันมาเรียบร้อยแล้วครับ สมิธโซเนี่ยนนะครับ ไม่ใช่ผมวัดเอง อันดับแรกคือทรุนด้า

อย่าไปคิดว่ามันดูดได้แค่ไหน ต้องคิดว่ามันเก็บไว้ได้แค่ไหน ป่าดูดคาร์บอนมาได้ดีแต่พอดูดเสร็จก็เป็นต้นอยู่เหนือดิน เขาเรียก Above Ground ใบก็ตกมากองอยู่ตรงนี้ พอถึงเวลาไฟไหม้ก็คืนคาร์บอนกันหมดเลย หรือป่าโดนถาง โดนบุกรุกอยู่แล้วอเมซอนโดนถล่ม ไอ้คาร์บอนที่ต้นไม้ในอเมซอนเก็บมา 50 ก็กลับหมดเหี้ยน ไม่เหลือ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกักเก็บป่าบกนี่จะมีปัญหา ด้วยเหตุผลว่ามันโดนบุกรุกง่าย เกิดไฟป่าเป็นประจำโน้นนี่นั่น มีคนไปยุ่งบ่อย เพราะฉะนั้นอะไรที่ดูดเข้ามาก็จะโดนสลายไปได้ง่าย 

ขณะที่ทรุนด้า คือน้ำแข็ง คือพื้นที่ระบบนิเวศขั้วโลกมีน้ำแข็งอะไรที่มันดูดเข้าไป แม้แต่พืชต้นจะเล็ก แต่ดูดเข้าไปแล้วมันฝัง มันแข็งไงเข้าใจไหมฮะ แล้วใครจะไปเลี้ยงวัวอยู่แถวทรุนด้า วัวตายหมดนะฮะ มีแต่กวาง วัวมัสซึ่งเป็นวัวตามธรรมชาติ ไม่เลี้ยงกันอยู่แล้ว ไม่มีใครเข้าไปรุกล้ำที่ดินแถวนั้นมากมายเนื่องจากมันหนาวมันแข็ง เข้าใจนะครับ ปัญหาปัจจุบันพอทรุนด้าดูดปุ๊บดูดน้อยแต่มัน fix เลยมันไม่ไป แต่ปัญหาพอโลกร้อนขึ้น อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นทุกปี น้ำแข็งมันเริ่มละลาย กระบวนการต่าง ๆ ย่อยสลายก็เริ่มเกิดมากขึ้น มันก็เลย release คาร์บอนไดออกไซด์กลับเข้าไป

ขณะที่หญ้าทะเล ลองคิดภาพหญ้าทะเล ดูดมาไม่มากแต่ฝังดิน แล้วใครจะไปยึดหญ้าทะเลทำรีสอร์ทใครจะไปบุกดินแดนหญ้าทะเล แค่เหยียบเข้าไปก็อี๋แหยะแล้ว เดินข้างบนก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ชาวบ้านเก็บหอยชักตีนเก็บโน่นเก็บนี่เขาก็เดินอยู่ข้างบนแต่เขาไม่ทำลายแหล่ง เขาไม่รื้อถอน ไม่เอารถแมคโครไปขุดดิน เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามก็จะถูกฝังอยู่ใต้ดิน นั่นก็คือความหมายของคำว่ากักเก็บ เพราะฉะนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็เลยบอก แหล่งหญ้าทะเลนี่ดีเป็นอันดับสองรองจากทรุนด้า และก็ไม่มีอันไหนสู้ได้แล้ว เพราะฉะนั้นแหล่งหญ้าทะเลก็จะสำคัญมากในอนาคต นอกเหนือไปจากการเป็นอาหารของพะยูน หรือเป็นแหล่งของชาวประมง

ตรัง กระบี่ไม่ต้องห่วง แหล่งหญ้าทะเลอีกหน่อยจะมีมูลค่า เท่าที่ผมทราบกระทรวงทรัพยากรฯ เองก็พยายามทำให้แหล่งหญ้าทะเลหน้าบ้าน ชุมชนสามารถคิดเงินในแง่เก็บกักคาร์บอนได้ อย่าลืมว่าตอนนี้ประเทศไทยมีแผนผังทะเลแล้วนะครับ มีแผนจังหวัดเราทำกันมานานมากในเรื่องของการแบ่งเขตจังหวัดในทะเล เดิมทีเขตจังหวัดในทะเลไม่มีนะครับ ยกเว้นในอ่าวไทยซึ่งมีมาตั้งแต่ ร.5 เขาเรียกว่าอ่าวสยาม แต่ตอนนี้แต่ละจังหวัดจะมีเขตเป๊ะ ๆ  ๆ 

เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดจังหวัดนี้มีหญ้าทะเลอยู่ 250, 000 ไร่ สามารถดูแลหญ้าทะเลได้อย่างดี ซึ่งเป็นตัวดูดซับคาร์บอน มูลค่าตันละ 100 ยูโรก็คือ 3000 กว่าบาท หมายว่า 25,000 ไร่นี่จะได้เงินประมาณ 3000 ล้าน 4000 ล้าน 5000 ล้านในเรื่องของดูดซับคาร์บอน

บริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทยที่อยากส่งออก ก็ต้องมาซื้อค่าดูดซับคาร์บอน อันนั้นคือรายได้จังหวัดในรูปแบบใหม่ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นแน่นอน นั่นก็คือตัวแปร 

การรณรงค์ (ให้ชาวบ้านอนุรักษ์) ก็โอเค แต่ได้เงินด้วยก็ยิ่งดีกว่า ถามว่าได้เงินด้วยอนุรักษ์ด้วยทำยังไง นี่แหละชัดเจน ถ้าเกิดเราดูแลหญ้าทะเลมีกุ้งหอยปูปลาจับได้อันนั้นก็หนึ่งส่วน แต่ถ้าเกิดเราดูแลหญ้าทะเลไม่ต้องทำอะไรเลย ดูแลเฉย ๆ หญ้าทะเลดูดก๊าซเรือนกระจกมาให้เรียบร้อย มีบริษัทมาซื้อการดูดก๊าซจากหญ้าทะเลหน้าบ้านที่เราดูแล โดยที่เงินเหล่านั้นลงมาสู่ชุมชนของเรา เนื่องจากหญ้าทะเลอยู่ในเขตของจังหวัดเรา ซึ่งเรามีการแบ่งเขตจังหวัดชัดเจน จะเห็นว่ามันกลายเป็นธุรกิจสีเขียว อันนี้เขียวปี๋เลย แทบไม่ต้องทำอะไร แค่ดูแลธรรมชาติให้อยู่ก็เขียวแล้วนะครับ 

กระบี่กับตรังบอกไว้เลยว่าช่วยกรุณาดูแลหญ้าทะเลไว้ เพราะว่าอีก 9 ปีผมคิดว่าเห็นชัดเจนแน่นอน อาจจะเป็นฝันเฟื่องในวันนี้ แต่ผมคิดว่าผมไม่ฝันล่ะครับ เพราะว่ายุโรปเขาก็ Green Deal ก็จะออกมาปลายปีนี้ ฝันไม่ฝันเขาก็คิดเงินแล้วนะครับ”

แม่วาฬบรูด้าสอนลูกกินปลาในทะเลอ่าวไทย อีก “แม่เหล็ก” ชั้นดีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และส่งผลดีต่อการอนุรักษ์ (ภาพ : Thon Thamrongnawasawat)
  1. สัตว์หายาก – ธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำ

“อีกสองวันผมจะประชุม ผมเป็นประธานคณะกรรมการสัตว์หายาก เรื่องนี้สบายมาก เดี๋ยวรอวันประชุมก่อนจะมาเล่าให้ฟัง ผมคิดไว้หมดแล้ว เราจะมีอะไรเป้ง ๆ แน่นอน 

MMPA (Marine Memal Protection Act) ของอเมริกาออกมาเรียบร้อยแล้ว กติกาก็คืออเมริกาจะแบนสินค้าประมงทุกอย่างที่จับมาจากเครื่องมือที่ทำร้ายสัตว์ทะเลหายาก โดยเ​ฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม Marine Memal ซึ่งได้แก่วาฬ โลมา พะยูน 

ตรงนี้กลับมาสะท้อนไทยโดยตรง เพราะเราต้องส่งรายงานไปให้อเมริกาตรวจสอบ เขาไม่เชื่อแค่คำพูดนะครับ ต้องมี report ตรวจสอบซึ่งหน่วยงานตรวจสอบก็คือ NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) ของอเมริกา ซึ่งก็ตรวจแล้วและก็บอกว่า 11 เครื่องมือประมงของไทยมีปัญหา ซึ่งรวมหมดเลยไม่เฉพาะพื้นบ้านหรือพานิชย์ ผมนั่งอ่านแล้วค่อนข้างโหดมาก มันจะเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หลายหมื่นล้านบาทของไทยที่จะส่งเข้าอเมริกาไม่ได้ และอเมริกาจะเริ่มแบนตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 อันนี้เลื่อนให้จากกำหนดเดิม 1 มกราคม 2565 เพราะกฎหมายเขาออกมาตั้งแต่ปี 60 แล้ว 

เรื่องสัตว์หายากจะไม่ได้เกี่ยวกับแค่เรื่องน่ารัก มาเรียมน่ารักอุ้ยน่าสงสาร ไม่ใช่ แต่เกี่ยวกับการส่งออก 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปีนะครับ

จะสาหัสสากรรจ์คล้าย ๆ กับ (กรณี) IUU (Illegal, Unreported and. Unregulated Fishing) และถ้าเกิดอเมริกาทำ ประเทศอื่นก็จะทำตาม คราวนี้เราก็จะเดือดร้อน เรื่องนี้เดี๋ยวเราก็จะไปประชุมกันและก็จะมารายงานให้ทราบว่าเราจะทำอะไรได้บ้างที่จะทำให้เรายังสามารถส่งออกได้ 

แต่แน่นอนว่า ในฐานะคนที่ดูแลสัตว์หายาก นี่คือโอกาสเจ๋ง ๆ เลยครับ ว่าง่าย ๆ ถ้าไม่ลุยตอนนี้ก็ไม่รู้จะลุยตอนไหนแล้ว เนื่องจากตอนนี้ไม่เกี่ยวกับว่าสงสารหน่อยของบหน่อย พะยูนตายหมดแล้ว ไม่ใช่ละ ไม่เอางบมา ไม่มีใครดูแล โลมาตายหมด คุณก็ส่งออกสัตว์น้ำไม่ได้ 40,000 ล้าน เอามะ คุ้มกันไหม เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราจะพยายามจัดการหาทางให้มันมีการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากได้ดียิ่งขึ้น รอประชุมเสร็จแล้วผมจะมาบอก รับรองว่า ผมจะไม่ทำประเภทรณรงค์ปลุกจิตสำนึก ตามสบายฮะ ผมไม่ถนัดทางนั้น ผมถนัดทาง Action

สัตว์หายากนี่ ผมคิดว่าบรูด้าเท่าเดิม 57 ตัวในอ่าวไทยตอนในตอนนี้ อีก 9 ปีก็น่าจะอยู่เท่าเดิม ผมไม่เห็นภาพว่าบรูด้าจะจากไปไหนง่าย ๆ ยิ่งคนไทยรักขนาดนี้ มั่นใจว่าบรูด้าไม่ไปไหนนะครับ 

ตัวอื่น ๆ ถ้าเกิดถามว่าตัวไหนจะสูญพันธุ์ไหม คำตอบก็คือมีครับ ตัวที่จะสูญพันธุ์คือโลมาอิรวดีที่ทะเลสาบสงขลา

อันนี้ผมหมดปัญญาจริง ๆ ตอนนี้มันเหลืออยู่หลักสิบ สิบน้อยด้วย น้อยกว่า 20 แล้วมันเป็นเลือดชิด ๆ หมายความว่ามันผสมพันธุ์กันเอง คือจำนวนพ่อแม่มันน้อยเกินไป ลูกออกมาพิการมีอะไรหลายอย่าง เราก็ไม่รู้จะทำยังไง คือตอนนี้มันเกินสถานการณ์ที่จะอนุรักษ์ยังไง มันมุ่งหน้าไปสู่จุดจบแน่นอน แต่มันก็สำคัญเพราะมันเป็นโลมาน้ำจืดที่เมืองไทยมีอยู่ที่เดียว เพราะแถวลาวในแม่น้ำโขงก็แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว เค้าเรียกปลาข่า ผมเคยไปดู แต่ก่อนมีมากแล้วก็ไปโดนอะไรต่าง ๆ ก็เหลือน้อยมาก ที่ทะเลสาบสงขลา เดี๋ยวเราก็คงต้องหาวิธีที่ไม่ใช่วิธีปกติ การอนุรักษ์อย่างเดียวไม่พอละ สำหรับกรณีนี้ เดี๋ยวจะไปลองหาทางดู ต้องคุยกับคุณหมอ คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้หลายท่าน 

2030 ตัวไหนสูญพันธุ์ ผมว่าคือโลมาอิระวดีที่ทะเลสาบสงขลาที่จะไป ขณะที่ตัวอื่น ผมยัง อ่า เต่ามะเฟืองยังบอกไม่ได้ครับ ก็ลุ้นเอาว่ามีมามากขึ้นเรื่อย ๆ”

ปะการังหลากชนิดหลายสีสัน ใต้ท้องทะเลอันดามัน ที่กำลังจะมีเวลาฟื้นตัวอีกหลายปีช่วงวิกฤตโควิด (ภาพ : Thon Thamrongnawasawat)
  1. อันดามัน – มรดกโลกทางทะเลแห่งแรก

“มาดูเรื่องของการอนุรักษ์ในภาพรวม ผมฝันเป็นอย่างยิ่งว่า 2030 เราจะมีมรดกโลกทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ พยายามกันมาตั้งแต่ปี 2547 สิบเจ็ดปีก่อนตั้งแต่สมัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลเริ่มกันตอนนี้เราผ่านกรรมการมรดกโลกแล้ว เหลือแค่ยื่นผ่านครม. เสร็จก็ยื่นให้ Unesco จะรับไม่รับ ผมบอกไม่ได้ แก่งกระจานนี่ยื่นมานานละนะครับ ยังไม่ผ่านสักที เพราะฉะนั้นปัญหาสำคัญของเราก็คือ มันไม่ง่ายขนาดนั้น แต่อย่างน้อยสุดเราก็ได้ยื่นเข้าไป มีอะไรจะได้แก้ไข ถ้าไม่ยื่นเลยก็เหมือนไม่ได้ยื่นใบสมัคร จะไปสอบติดอะไรละครับ 

ถ้ามีมรดกโลกอันดามัน ผมมั่นใจว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อการท่องเที่ยวทั้งหมด

โดยเฉพาะภูเก็ต พังงา เพราะว่าพังงาก็มี (หมู่เกาะ) สุรินทร์ สิมิลันที่เรายื่นเป็นมรดกโลก หาดท้ายเหมืองทั้งหาด เรามีเต่ามะเฟืองเป็นตัวเด็ดเลยครับที่ทำให้เกิดมรดกโลก ถ้ามีมรดกโลกขึ้นในพื้นที่นั้นเนี่ย ภูเก็ตจะไปต่อได้ พังงาจะไปอีก และระนองจะเป็นรูปแบบ green tourism 

ตอนนี้เราบอกว่า restart นี่ ผมอยากทราบว่า ภูเก็ตเนี่ย โอเคเรา restart เรื่องวัคซีนเข้าใจ แต่ว่าอะไรคือ  magnet อะไรคือจุดพลิกผัน

ภูเก็ตก็ยังคงเป็นภูเก็ตเหมือนเดิมก่อนโควิด เพราะฉะนั้นจุดขายทางธรรมชาติของเราไม่พอแล้ว เราต้องการ magnet ขนาดยักษ์ ซึ่งไม่ใช่สวนน้ำที่กำลังจะเปิดใหม่ที่แถวบางสะเหร่ อันนั้นก็โอเคแต่มันไม่พอ พอมันต้องระดับ world herritage area ผมถึงบอกว่าจริง ๆ แล้วมันต้องให้มั่นใจถึงระดับนั้น แล้วมันก็จะพาภูเก็ตไปต่อได้ สนามบิน 18 ล้านคนมันถึงจะไปต่อได้ สนามบินพังงาที่หวังกันก็อาจจะมีได้ แต่ถ้าเกิดเอาในในลักษณะนี้มันไม่มีความคุ้มค่าครับ มันสร้างไปผมว่าก็ไม่มีคนมา ใครก็อยากมีสนามบินกันทั้งนั้นแหละ แต่จำนวนมากมีสนามบินแต่ไม่มีเครื่องบินบิน ซึ่งอันนั้นเป็นความสูญเสียด้วยซ้ำ 

ถ้าเกิดมีมรดกโลก ภูเก็ตจะเปลี่ยนโฉม เรือสำราญจะเข้ามามากขึ้นแน่นอน ตอนนี้เราได้เรือสำราญน้อยมาก ขณะที่สิงคโปร์กินไปหมด อันนี้แก้ปัญหากันหลายครั้งแล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าท่าเรือภูเก็ตเอาเรือมาเทียบไม่ได้อย่างเดียว น้ำตื้นไป ท่ายาวไม่พออย่างเดียว แต่มันยังเกี่ยวว่ามันต้องการ magnet ที่มากกว่านั้น ถ้าเกิดเราทำพร้อมกัน เอามรดกโลกให้ได้ในขณะที่ท่าเรือภูเก็ตขยาย หรือทำนู่นนี่นั่น เราก็จะได้เรือสำราญอีกมหาศาลอันนนั้นรายได้เยอะมากด้วยครับ อันนั้นจะเป็นอีก point หนึ่งที่มันจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนา

ลงไปที่สตูล สตูลนี่ก็พิเศษอยู่แล้วนะครับ ผมยังเชื่อว่าหลีเป๊ะอะไรก็ยังพอขายได้อยู่”

ส่วนหนึ่งของภาพวิดีโอนำเสนอโครงการ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” Eastern Economic Corridor (ภาพ : EEC)

5. เมกะโปรเจค – EEC – คลองไทย/แลนด์บริดจ์

“โครงการใหญ่ ๆ จะมาไหม อย่างคลองไทยจะมาไหม อันนั้นอยู่ในเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ซึ่งสภาพัฒน์ฯ ทำอยู่ ผมก็เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ก็จะมารายงานเท่าที่พูดได้เรื่อย ๆ ยังเป็นโครงการที่ยังไม่ได้มีอะไรมากมาย แค่ศึกษาความเป็นไปได้เฉย ๆ

เช่นเดียวกับ Land Bridge ภาคใต้ระนอง-ชุมพร อันนั้นเป็นของ สนข. กระทรวงคมนาคม ศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อ แต่อันนั้นจะเป็นการเชื่อมต่อทางรถไฟ ถนน และก็มีท่าเรือสองฝั่ง ขณะที่คลองไทยจะเป็นการขุดคลอง แต่ทั้งสองโครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ รวมทั้งสะพานไทยด้วยนะครับ จะมีโครงการใหญ่ ๆ อยู่เท่านั้น

สะพานสมุยว่าไง ยังไม่มีกระทั่งการศึกษาความเป็นไปได้ครับ เป็นแค่ข้อเสนอเฉย ๆ ผมจะเขียน (และพูด) ถึงเฉพาะโครงการที่รัฐบาลไทยหรือประเทศไทยลงทุนในการศึกษาความเป็นไปได้ไปแล้ว คือเริ่มลงทุน เริ่มลงมือจะคิดว่าจะทำไม่ทำแล้วนะครับ ตัดสินใจกันแล้ว เพราะฉะนั้นสะพานสมุยยังเป็นข้อเสนออยู่ ยังไม่มีพูดถึง รวมทั้งอีกหลายต่อหลายโครงการที่มีคนถามมาเยอะแยะมากมาย

กลับมาฝั่งอ่าวไทย ดูซิว่าตรงไหน ผมสอน “Man and Sea” ก็บอกเด็ก ๆ ตลอดว่าอย่างแรกสุด ต้องเข้าใจสถานการณ์ประเทศไทยก่อนว่าคนไทยน้อยลง 2030 เข้าใจว่าผู้สูงอายุจะมากขึ้น อันนี้ทุกคนรับทราบกันดีอยู่แล้วไม่ต้องแปล ผมค่อนข้างเชื่อว่าประเทศไทยเนี่ย ตามหลังญี่ปุ่นนะครับ 

ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นเยอะบ่อยมาก เขียนหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่นมาหลายเล่ม สิ่งหนึ่งที่บอกได้ก็คือหมู่บ้านในชนบทญี่ปุ่นนี่ผมเจอแต่คนแก่ หนุ่มสาวไม่อยู่ คือคนหนุ่มคนสาวนี่ต้องการความคึกคัก ไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะมีอินเตอร์เน็ตดีแค่ไหน แต่เกี่ยวกับว่าคุณมีแสงสีแหล่งบรรเทิงข้างบ้านแค่ไหน เพราะฉะนั้นคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นนี่ย้ายเข้าเมืองหมดนะครับ อายุเฉลี่ยเกษตรกรญี่ปุ่นนี่ 66 ปีนะครับ นั่นหมายถึงว่ามีแต่คนอายุมากเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตร ภาคประมงก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นญี่ปุ่นค่อนข้างจะมีปัญหา แล้วเมืองไทยก็จะเป็นอย่างนั้น 

เราดูตัวเลขเห็นชัดเจนนะครับในเรื่องของครอบครัวนี่ จำนวนครอบครัวเทียบชนบทกับในเมืองในอดีตเมื่อสิบปีก่อน ในชนบทมากกว่าในเมือง แต่ในปัจจุบันในเมืองมันจะมากกว่าชนบทแล้ว อีกหน่อยชนบทกับในเมืองจะถ่างกันขึ้น 

คำว่าในเมือง ที่ไหน ผมบอกนิสิตผมอยู่เสมอว่าถ้าจะไปช่วยกรุณาดูเรื่องที่ว่า คนรุ่นผมเนี่ย คิดกันว่า มีถนนตัดผ่าน ซื้อที่ดินไว้อีกหน่อยความเจริญก็จะเข้ามา แล้วก็จะขายที่ดินได้เงิน อันนั้นจริงสำหรับคนรุ่นผม แต่ปัจจุบัน ลองซื้อที่ดินริมถนนบางแห่งเนี่ย ยิ่งซื้อยิ่งขายไม่ออกนะครับ เพราะต่อให้มีถนนก็ไม่ได้การันตีว่าจะมีคนซื้อ เพราะว่าคนไทยน้อยลง เข้าใจไหมครับ เราผ่านช่วงเบบี้บูมพีคมาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ช่วงอย่างงี้ (คงที่ไม่เพิ่ม) และต่อไปจะเป็นช่วงตกลง แล้วใครจะมาเอาที่สร้างร้านสร้างอาหารในเมื่อคนน้อยลง

ส่วนหนึ่ง สิ่งที่ผมก็พยายามจะบอกก็คือ ในอีก 9 ปี ชายฝั่งทะเลที่แรง ๆ จริง ๆ แห่งแรกบอกได้เลยก็คือ EEC อันนี้มั่นใจด้วยเหตุผลเพราะอะไร เพราะมันลงเงินไปแล้ว

ประเทศไทยตอนนี้ก็มีเงินอยู่จำกัด เพราะฉะนั้นการลงทุนเราไม่สามารถสร้างความเจริญได้ทุกถิ่นทุกฐาน มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมีเหตุผลมีเงินแค่นี้ ไม่งั้นประเทศอื่นเนี่ยมีประเทศไหนที่มันเจริญทุกจุด ในอเมริกา ผมเพิ่งไปขับรถ(ตระเวณ) ก่อนโควิดเนี่ย ผมขับไป มันก็มีหมู่บ้าน ในญี่ปุ่นเองก็มีหมู่บ้านหลายหมู่บ้านที่ก็ไม่ได้มีความเจริญมากมาย เพราะฉะนั้นเนี่ยประเทศใดก็ตาม ความเจริญมันจะลงไปในจุดที่มีการลงทุนที่เหมาะสม

กลับมาที่ EEC เรามีอะไรบ้าง EEC เรามีรถไฟความเร็วสูง ๆ สร้างไหม น่าจะสร้างแน่ ด้วยเหตุผลว่า เป็นบริษัทเอกชนที่ประมูลไปได้แล้ว ซีพีเค้าประมูลไปแล้ว แล้วเขาก็เริ่ม Airport Link นี่เค้าจะ kick-off เดือนตุลาแล้ว 

ใครไปพัทยาตอนนี้จะเห็นป้าย “รถไฟความเร็วสูง” เริ่มมีกองดินเตรียมก่อสร้าง มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีบริษัทเอกชนรับสร้างและบริษัทนี้ก็คงมีเงินพอ 2 แสน 6 หมื่นล้าน ว่าง่าย ๆ  เราก็จะมีรถไฟความเร็วสูงวิ่งไปตลอดชายฝั่ง จบลงที่อู่ตะเภา ในอนาคตก็อาจจะไปถึงระยองหากผ่าน EIA ส่วนจันทบุรีกับตราด ผมยังไม่แน่ใจ หากมีการออกแบบสถานีไว้แล้ว แต่จำนวนคนอาจจะไม่พอหรือไม่คุ้มสำหรับการสร้าง ผมยังไม่ทราบ

เราไม่ได้พูดถึงปี 2030 แต่เราพูดถึงอีกแค่ 5 ปีข้างหน้า รถไฟสายนี้จะเป็นสายความเร็วสูง จากมักกะสัน สู่สุวรรณภูมิ ตรงไปชลบุรี ศรีราชา พัทยา จากนั้นไปอู่ตะเภา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

 ผมเชื่อว่ารถไฟความเร็วสูง คล้ายรถไฟชินกันเซ็นของประเทศญี่ปุ่น เช่น ปี 2010 มีมาสค็อตหมีสีดำ “คุมะมง” ออกมาเฮฮาปาร์ตี้ ไปดูสัญลักษณ์ดี ๆ  หลายเมืองพากันเปิดเมืองฉลองตอนที่ชินคันเซ็นมาถึง จากคาโกชิม่า ถึงฮาโกดาเตะ (เกาะฮอกไกโด) มันไม่เกี่ยวแค่ว่าคนไทยจะรถไฟความเร็วสูงมากแค่ไหน แต่มันเกี่ยวกับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะใช้แค่ไหนด้วย ยิ่งสุวรรณภูมิมีการขยาย satellite ซึ่งลงเงินและสร้างเสร็จแล้วใกล้เปิด แตไม่มีคน

รถไฟจากสุวรรณภูมิไปพัทยาแค่ห้าสิบนาที จะสร้างการเปลี่ยนแปลงกับเมืองหลักอย่างศรีราชา บางคนเรียกว่าเป็น Little Osaka แต่ผมว่ามันออกแนวเมือง Kobe มากกว่า พัทยาจะเป็นศูนย์รวมและขยายการท่องเที่ยวสู่บางสเล บ้านอำเภอ ต่อเนื่องไปถึงแสมสาร และหาดพลาที่เพิ่งเกิดปะการังฟอกขาว 

เราลงทุนอะไรไปบ้าง? …มอร์เตอร์เวย์ (สามหมื่นแปดพันล้าน) รถไฟความเร็วสูง (สองแสนหกหมื่นล้าน) รถไฟทางคู่ไปถึงมาบตพุด (สามหื่นแปดพันล้าน) แหลมฉบังเฟสสาม (สามหมื่นล้าน) มาบตพุดเฟส 3 โครงการที่ลงทุนไปแล้วไม่ต่ำกว่าห้าแสนล้านบาทเพื่อ infrastructure ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก 

ผมมั่นใจว่า EEC จะเจริญกว่าที่อื่นแล้วที่ลงทุนไปตอนนี้ ยังไม่นับแผนที่รัฐฝันในอนาคต จะมีคนย้ายไปอยู่เยอะ และการงานเยอะ ยกตัวอย่างคณะประมง ศรีราชา สมัยก่อนยังไม่มีอะไรเลย แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาขึ้นมาก เปิด J-Park ของเสี่ยตันและเซ็นทรัลห่างไปไม่เกินครึ่งชั่วโมง

อีกหนึ่งความเจริญคือเฟอร์รี่จากมาบตาพุดไปสงขลา พัทยาไปหัวหิน-ปราณบุรี ในอนาคตการเชื่อมต่อของเรือในอ่าวไทยจะคล้ายกับเรื่อเฟอร์รี่ในประเทศญี่ปุ่นแถบคันไซและโอซาก้า รวมถึงฮอกไกโด เป็นเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ที่ที่ให้นอน ของไทยเองก็มีเรือดอว์ฟิน เพิ่งซื้อมาจากฮอกไกโด น่านอนมาก แน่นอนว่าโครงการแบบนี้จะมีผลกระทบ แต่เราต้องมาดูแลกัน

สะพานไทยจากชลบุรีไปประจวบจะเกิดไหม ผมว่าไม่แน่ เพราะลงทุนเยอะมาก ช่วยย่นเวลา แต่ความคุ้มการลงทุนและความเป็นไปได้ยังคงลุ้นอยู่

โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง ยังไม่เคลียร์ ใน 2030 ปีเก้าปีข้างหน้า ผมว่ายังเป็นการตั้งไข่ เพราะยังต้องการศึกษาและวางแผนอีกเยอะ และท่าเรือระนองยังติดว่าน้ำตื้น ต้องเลาะชายฝั่งไกล

ขณะที่คลองไทยก็โอกาสความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย โครงการพัฒนาในทะเลใหญ่ ๆ  ก็มีเท่านี้”

ประมงพื้นบ้านทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน อาจเผชิญกับความท้าทายใหม่จากทิศทางการค้าโลกในปี 2030 (ภาพ : Thon Thamrongnawasawat)
  1. ประมง – ธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

“การประมงจะอยู่ในระดับหนึ่ง ไม่อาจไปมากกว่านี้ได้ กลุ่มประมงพื้นบ้านจะเป็นกลุ่มสำคัญที่ประมงพาณิชย์ต้องปรับตัว สิ่งที่จะมาแรงคือการเพาะเลี้ยง ผมคิดว่าในอนาคตเราไม่ต้องเลี้ยงแบบเชิงเดี่ยวเหมือนพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องไปถางป่าชายเลน ทำนากุ้งอย่างเดียว ซึ่งสุดท้ายกุ้งก็ตายหมดเพราะสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม  

ทุกวันนี้มีตลาดอาหารทะเลราคาสูงอยู่ เช่น ที่เรานำเข้ากุ้งล็อบสเตอร์จากรัฐเมนส์ในสหรัฐฯ ขนเข้ามาไทยยังสด เราอาจจะเน้นสัตว์น้ำที่ราคาสูง ส่งปูทะเลสด ๆ  ไปฮ่องกงหรือเซี่ยงไฮ้ ปลาย่ามสวาดจากตราด เก๋าหางหงส์ เราเน้นสัตว์ทะเลราคาสูงและปรับการขนส่งให้ยังเก็บความสดไว้ ผมบอกนิสิตที่ผมสอนเสมอว่ามันคุ้ม คณะประมงตอนนี้เน้นปูดำที่เพาะตั้งแต่ต้น

ในอีกเก้าปีข้างหน้า ผมว่าเราจะสามารถทำวงจรสัตว์น้ำราคาแพงนี้ได้สำเร็จ และจะช่วยประมงไทยได้อีกเยอะ โดยไม่ต้องรบกวนธรรมชาติ ราคาสูง และเราไม่ต้องเหนื่อยมาก ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ 

เช่น AI Autofeed ลักษณะก็จะเป็นการทำฟาร์มที่ใช้พื้นที่ให้น้อยลง แต่เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น ฟาร์มที่มีรีสอร์ตหรือเกสต์เฮ้าส์ พร้อมกับร้านกาแฟในปัจจุบัน ส่งออกอาหารทะเลออนไลน์

ใครสนใจก็มาเรียนที่คณะเกษตรได้ ไม่ต้องเรียนป.ตรี แต่เรียนเฉพาะด้านเลย ผมว่ามันดีและเป็นอาชีพใหม่ ๆ  สังเกตว่าตอนโควิด คนเดินทางไม่ได้ แต่อาหารทะเลอย่างปูก็ยังส่งออกได้

หลายคนคนถามผมถึงเรื่องฟาร์มแซลมอนแบบ offshore กระชังยักษ์ ทำได้ แต่ไม่ง่าย ปัญหาของทะเลไทยมีหลายเรื่องต้องคำนึง ใครเคยเฝ้าแพหอยก็จะเข้าใจที่ผมหมายถึงดี อาจจะเหมาะกับบริษัทใหญ่ ๆ  มากกว่าที่มีระบบการดูแลและคุณภาพน้ำดี  คนระดับทั่วไปแบบผม เลี้ยงปูทะเล ย่ามสวาย ล็อบเสตอร์เล็ก ๆ  ส่งขายดีกว่า ต่อไประบบ closed จะช่วยให้เราเลี้ยงสัตว์พวกนี้ได้โดยเราไม่จำเป็นต้องมีที่ดินริมทะเลอีก”

แหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชกลางอ่าวไทย ห่างจากชายฝั่งสงขลา 200 กิโลเมตร (ภาพ : PTTEP)
  1. พลังงงาน – ขาลง “น้ำมัน ก๊าซ” – ขาขึ้น “หมุนเวียน”

“การพลังงานและแร่ธาตุ แม้ยุทธศาสตร์ชาติจะเขียนเรื่องแร่ธาตุไว้ แต่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้งบขุดขึ้นมา ปัญหาไม่ใช่มีไม่มี แต่คือคุ้มไม่คุ้ม

เรื่องพลังงาน เราคงต้องยอมรับว่าพลังงานสำรองปิโตรเลียมของเราจะลดน้อยลงในอีกเก้าปีข้างหน้า ไทยยังมีก๊าซธรรมชาติอยู่ เพราะพลังงานฟอสซิลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่คือถ่านหินและน้ำมัน ต่อมาคือก๊าซธรรมชาติยังยอมรับได้ว่าสะอาดพอสมควรและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องฝุ่น

ถึงตอนนั้นแหล่งสำรองของเราก็จะมีอยู่น้อยลงเพราะเราดูดมานาน แต่ยังไม่หมดนะครับ สผ.เพิ่งประมูลได้มาอีกหลายปี น่าจะหมดพอดีกับตอนที่โลกเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

พลังงานหมุนเวียนจะมาแรงมากขึ้น แต่ในทะเลยังลำบาก พวกกังหันหมุน ๆ  ในทะเล ผมไปดูมาหมดแล้วที่นอร์เวย์หรือสก็อตแลนด์ ซึ่งขนาดใหญ่มากกว่าบนบก เพราะไม่มีปัญหาเรื่องส่งขน ขณะที่ทางทะเล ขนได้ทางเรือเลยไม่มีปัญหาเรื่องขนาด ผมบอกได้เลยว่าจีนหรือไต้หวันเป็นช่องลม มีลมสินค้าประจำ จะคิดว่าทุกที่มีลมเหมือนกันหมดเลยไม่ได้ ลมไม่มา ไม่พอก็ไม่พอ  ผมยังไม่คิดว่าเราสามารถจะผลิตไฟฟ้าจากลมได้มากเพียงพอถึงขั้นคุ้มทุนในการทำเยอะ ๆ  อาจจะได้นิดหน่อยพอโชว์เป็นกระสาย

ขณะที่กระแสน้ำ ต้องอาศัยร่องน้ำแรง เช่น ช่องแคบนารูโตะที่ญี่ปุ่น น้ำขึ้นลงหกเมตร อ่าวไทยเมตรกว่า อันดามัน ผมไม่คิดว่าไปทางนั้นได้ แต่ผมคิดว่าถึงช่วงนั้น เราจะประยุกต์โซลาร์ในแบบต่าง ๆ  ได้ เช่น เรือไฟฟ้ามาแรงมาก ตอนนี้มีวิ่งแล้อมในอ่าวังงานมีเรือไฟฟ้าวิ่ง ต้องขอบคุณเอกชนที่ลงทุนวิ่ง ต่อไปบางพื้นที่ เวลาเราไปเที่ยวจะมีเรือไฟฟ้าให้บริการ อ่าวพังงาเป็นที่ ๆ  ดี เพราะคลื่นสงบ ไม่ใช่ว่าวิ่งไปมา แบตหมดแล้วลอยตุ๊บป่องอยู่กลางทะเล  เราจะเห็นเรือไฟฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ  ซึ่งมันจะช่วยในเรื่องมลพิษและเรื่องเสียงต่าง ๆ”

หาดพลา หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่ง จ. ระยอง ที่ล่าสุดพบการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวและอยู่ระหว่างการติดตามการฟื้นตัว (ภาพ : Thon Thamrongnawasawat)
  1. ท่องเที่ยวอ่าวไทย/ชายฝั่งตะวันออก – Go Green

“พัทยาจะเป็นศูนย์รวมความอินเตอร์ที่ส่งผลไปรอบข้าง

เช่น เกาะล้าน ซึ่งเราต้องอนุรักษ์ปะการังจุดนี้ดี ๆ  ผมพูดอยู่เสมอว่าเราไม่สามารถดูแลปะการังด้วยมาตราฐานเดียวกันทุกที่ แต่ว่าเกาะล้านซึ่งเราใช้ประโยชน์จากจุดนี้มากจะเป็นจุดหลักที่เราดูแล 

บางแสนทำได้ดีเยอะ ทั้งในการสื่อสารกับประชาชนและดูแลขยะทะเล บางแสนจะเป็นหาดตัวอย่างในอนาคต บางแสนจะเป็นมากกว่าหาดพักผ่อนสำหรับแรงงานหรือคนกรุงเทพ แต่ผมคิดว่าจะกลายเป็นพื้นที่อยู่ เพราะนั่งรถไฟความเร็วสูงต่อถึงมักกะสันหรืออโศกแปบเดียว ประมาณ 40-50 นาที เผลอ ๆ  เร็วกว่าการขับรถ ถามว่าใครจะนั่งได้ ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่พร้อมจะจ่ายตรงนี้เหมือนชินคันเซ็น

บางพื้นที่เกาะต่าง ๆ  เช่น เกาะหมากที่ตราด มีอยู่ไม่เท่าไหร่ เช่น เกสต์เฮ้าส์ เราจะทำเรื่องไฟฟ้า พยายามจะทำให้เป็นเกาะพลังงานหมุนเวียนก็จะมีทางไป เราจะเห็นตัวอย่างพวกนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

ในเรื่องรีสอร์ตและการท่องเที่ยว บอกได้เลยว่าคนจะไม่ดูแค่เงิน แต่ดูด้วยว่าเราไปเที่ยว เราทำร้ายธรรมชาติไหม จริง ๆ 

ผมมีจดหมายจากนักเรียนชาวสวิตเซอร์แลนด์เยอะมากเลยนะว่าอยากมาเที่ยวไทย แต่ไม่มาเพราะมีข่าวเกี่ยวกับเมืองไทยว่าท่องเที่ยวเสียหายกับธรรมชาติ 

คนรุ่นใหม่ยุโรปสนมาก เขาไม่สนว่าสวยไม่สวย แต่เขาไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายธรรมชาติ รีสอร์ตซึ่งทิ้งน้ำเสีย ดูไลม่ดี ผลิตภัณฑ์ปลาที่จับมาโดยไม่มีหลักประกันว่าทำลายเต่าทะเล จะแรงขึ้นเรื่อย ๆ  คนไทยรุ่นใหม่ก็มีลักษณะไปทางนี้เหมือนกันคนจีนใช่ว่าจะไม่สนใจเรื่องนี้ แต่มาแรงแน่นอนเรื่องนี้

ผมคุยกับคนจีนรุ่นหนุ่มสาวหลายคน เขาก็สนใจเพราะรู้สึกว่าประเทศเขาโดนประนามมาตลอดเรื่องปล่อยมลพิษ ใช้ถ่านหิน เขาจะเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่กลับมาอีกด้านว่าจะรักษ์สิ่งแวดล้อมและไม่อยากมีส่วนร่วมทำลายธรรมชาติ คนพวกนี้ละเอียดมากนะครับ แม้กระทั่งเรื่องโฟม และผลิตภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง ต่าง ๆ  เยอะแยะมากมาย เรื่องนี้จะออกทางเฟซเยอะขึ้นเรื่อย ๆ  เขาก็เรียนรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  และจะจับผิดร้านอาหารร้านกาแฟที่ทำลายสิ่งแวดล้อม จะเป็นวัฏจักรที่ทำให้โลกกรีนขึ้นเรื่อย ๆ 

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าใครจะทำตรงนี้ก็ดีและยังจะมีการเปิดเรื่องมาตราฐานอีกค่อนข้างเยอะมาก”

(ภาพ : Thon Thamrongnawasawat)
  1. คนรุ่นใหม่ – ทักษะ/มุมมองใหม่ – สายสัมพันธ์ใหม่กับ “ทะเล”

“นักสิ่งแวดล้อมจะเป็นที่ต้องการขององค์กรไหม ผมรับประกันได้ว่าเมื่อยุโรปบังคับแล้ว อีกไม่นานตลาดหลักทรัพย์ในไทยก็จะบังคับให้มีนักสิ่งแวลด้อมประจำองค์กรเพื่อทำสองเรื่อง คือก๊าซเรือนกระจก กับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

ซึ่ง G7 เพิ่งประชุมและประกาศออกมา เพราะตอนนี้มีโรคระบาดออกมา เขากลัวว่ายาหรือสิ่งเลียนแบบจากธรรมชาตมันจะหายไปก่อนที่เราจะได้มันมา 

ส่วนเรื่องขยะ ถ้าอยู่ในประเทศไทยเขาก็จะไม่ว่าอะไร ตามสบายคนไทย แต่เมื่อไหร่ที่ลงทะเลเกิดเป็นไมโครพลาสติกมากขึ้นเรื่อย ๆ เค้าก็จะมาบอกว่า ขยะยูลงทะเลมากเกินไปแล้ว Micro Plastic ลงทะเลมากเกินไปแล้ว ไอแบนอาหารสัตว์น้ำยู คราวนี้ก็ตาเหลือกกันละครับ เพราะว่ามันแก้กันไม่ง่ายเลยครับ แทบจะแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นนั่นก็เป็นตัวอย่างง่าย ๆ นะครับว่าโลกของเราในอีก 9 ปี จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรต่าง ๆ มากมหาศาล ซึ่งสิ่งหนึ่งเนี่ย ที่อยากจะฝากบอกคนรุ่นใหม่ ๆ ไว้นะครับ คนรุ่นเก่านี่บอกได้ไปหาที่พักผ่อนได้ตามเส้นทางที่ผมบอกไว้ ไปไม่ยาก ความเจริญจะไปทางนั้น พวกเราแก่แล้วเราต้องการโรงพยาบาลชั้นดี เข้ากรุงเทพได้ ลูกหลานมาเยี่ยมได้ เราจะไปอยู่แถวทางด้าน EEC ครับ นั่งรถไฟความเร็วสูงไป เดี๋ยวเรือไปถึงเอง ผมมีของผมเรียบร้อยแล้วครับไม่ต้องห่วงนะฮะ ไปอยู่แถวนั้น EEC กับกรุงเทพจะค่อนข้างเชื่อมต่อกันแล้วเราก็รับอากาศบริสุทธิ์สบาย ไม่ต้องมาเดือดร้อนกับรถติดในกรุงเทพ ห้างใหญ่ ๆ ก็มีแล้ว อีกหน่อยออนไลน์นี่มันมาหมด อีก 9 ปีข้างหน้า อยากกินอะไรกดโช๊ะ มันก็มาถึงเราได้ 

คนรุ่นใหม่ต้อง Multidisciplinary คือการต้องรู้หลาย ๆ เรื่อง

เหมือนกับที่ผมเล่าให้พวกเราฟังเนี่ย หลายคนพอเห็นอ.ธรณ์มาพูด ก็คงจะพูดเรื่องหอยเม่น การดูแลรักษาอนุรักษ์สัตว์ทะเล อนุรักษ์ปะการังอย่าเหยียบมัน อันนั้นผมไม่พูดเลย ที่ผ่านมาทั้งหมดเนี่ย 2030 ของผมไม่ได้พูดถึงเรื่องอย่าเหยียบปะการังนะ หรือช่วยรณรงค์อย่าทิ้งขยะ ทิ้งให้ถูกที่ ผมไม่พูดเรื่องนั้น พวกเรารู้กันอยู่แล้ว 

สิ่งที่เราต้องรู้นะครับ วันนี้ก็ฟังนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลหลายท่านพูด หลายท่านเรื่องของความรู้ไม่ต้องพูดถึงนะครับ แต่ผมคิดว่าเรามองมุมแคบไป เรารู้อยู่แค่วิชาการของเรา จำกัดอยู่แค่วงการของเรา อย่างผมบอก หลายเรื่องที่ผมพูดไป หลายคนอาจจะยังมึนอยู่เลย รถไฟความเร็วสูงมีสถานีที่ไหนบ้าง จอดรถที่ไหน satellite อยู่ที่ไหน อะไรคือ สุวรรณภูมิ satellite อะไรคือ รถไฟฟ้าสายไหนอยู่ที่ไหน โน่นนี่นั่น รถไฟรางคู่ไปมาบตาพุดมีด้วยหรือ อะไรประมาณอย่างนี้ ท่าเรือแหลมฉบังที่สร้างขึ้นมาเป็นยังไง หนองแฟบคืออะไร หนองแฟบมีท่าเรือ LNG กี่ท่า ไอ้พวกอย่างงั้นเนี่ยในอนาคตเนี่ย 

ในอนาคตคนที่จะไปได้ คนที่จะทำงานแล้วประสบสำเร็จหรือเป็นที่ต้องการ ต้องเป็นคนที่มีความรู้รอบตัวพอสมควร และก็มีความสามารถไปเจาะ คือไม่ใช่แค่อ่านมั่วไปหมดนะครับ ยุคผมน่ะทำได้ แต่ยุคนี้เราต้องไปเจาะเป็นพื้นที่เป็นโครงการ

ปัจจุบันผมอ่านเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องทะเลเยอะเพราะว่าทะเล ผมเรียนมาตลอด ทั้งชีวิต ผมไม่ต้องมานั่งNational Geographic เพราะทั้งชีวิตผมดูมาเยอะแล้ว มากพอ แต่ผมอ่าน Economist, World Economic Forum และ Newyork Time เพราะว่าผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพวกนั้น แล้วเรื่องพวกนนั้นมันเกี่ยวกับเรื่องที่ผมทำอยู่ 

ผมไม่ได้สนใจเรื่องธุรกิจขนาดนั้น แต่เมื่อภาคธุรกิจ ภาคสิ่งแวดล้อม ภาคธรรมชาติ มันกอดกันแล้วครับ เราไม่ได้อยู่ใน ช่วงเวลาที่ต้องไปนั่งรณรงค์ หรือไปขอร้องของภาคโน่นนี้นั้น ที่จะมาช่วยดูแลทะเล หน่อยนะ ที่จะมาช่วยบริจาค อันนั้นคืออดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน 

ปัจจุบันคือ Negotiate (การเจรจาต่อรอง) หากคุณไม่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โลกแบนคุณ คุณก็จะเดือดร้อนเองเพราะฉะนั้น นั้นก็คือการที่จะมา Negotiate ที่สำคัญมากที่สุด ต้องลงพื้นที่ 

สังเกตได้ ผมอีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณแล้วนะครับ ผมต้องเข้าประชุมเกือบทุกที่ ผมต้องลงพื้นที่ทุกครั้ง ผมไม่เชื่อรายงานข้อมูลครับ รายงานข้อมูลมีไว้พอเป็นไกด์ไลน์ แต่ถ้าจะให้เชื่อจริง ๆ ผมต้องลงไปดู แล้วการลงพื้นที่ทำให้เราเห็นภาพ เห็นอะไรต่าง ๆ  เพราะฉะนั้น ในแง่ของนักอนุรักษ์ อย่างเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นจากกระดาษ จากตาราง ให้ลงไป ลงมองซ้ายมองขวาดูพูดคุยกับพี่ป้า น้าอาแถวนั้น 

ยกตัวอย่างมรดกโลกที่ประเทศไทยกำลังจะเสนอนี้ สืบเนื่องมาจากตัวคีย์เวิร์คก็คือเต่ามะเฟือง ที่ออกขึ้นหาท้ายเหมือง ที่มาออกไข่เยอะแยะ เต่าไม่สนใจว่าสุรินทร์ เกาะสิมิลัน สวยแค่ไหน ที่อื่นมันก็สวยเหมือนกัน แต่ที่ที่มีเต่ามะเฟืองมาวางไข่ในฝั่งมหาสมุทรอินเดียด้านตะวันออกมันมีอยู่ไม่กี่ที่ มีศรีลังกา ที่ของเรา ศรีลังกาลดลงเรื่อย ๆ  ขณะที่ของเรา เต่ามะเฟืองเพิ่มขึ้น 3 รัง 5 รัง มาเป็น 17 รัง เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  

ของเรามีเต่าอยู่ร่วมกับคน คนในโลกสิ่งที่เขาอยากเห็นไม่ใช่เต่ากับธรรมชาติ เพราะคนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  20 30 จนถึงเก้าพันล้าน อยู่แล้วเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากเห็น คือรีสอร์ทกับเต่ามะเฟืองที่อยู่มาวางไข่ข้างรีสอร์ท โดยที่รีสอร์ทไม่รบกวน เต่าก็สามารถวางไข่ได้ เสร็จแล้วคนในรีสอร์ทก็เกิดแล้วที่หาดกะตะเกิดแล้วที่เขาหลัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นเขาเรียกว่าดัชนีวัดความยั่งยืน 

ผมเชื่อว่าใน 9 ปี คำว่าดัชนีชี้วัดนี้ของเราที่ตอนนี้ใช้ปากวัดกันอย่างเดียว ต้องชี้วัดด้วยธรรมชาติ 

ไม่ว่าคุณทำดีแค่ไหน ถ้าเต่าจะเดินหนีไป บางทีมันเคยมานั้นก็แปลว่าคุณกำลังมีปัญหา ไม่ว่าคุณจะทำดีแค่ไหน จะบอกว่ามีระบบบำบัดน้ำเสียง อิมพอร์ตมาจาก ยุโรป แต่ถ้าเกิดปะการัง แถวนั้นมันตายมันฟอกขาว แล้วมันก็ตายในที่สุด ด้วยเหตุผลว่าคุณภาพน้ำมันเปลี่ยน ตะกอนมันเยอะขึ้น มันก็ไม่เกี่ยวว่าคุณ จะอิมพอร์ตเครื่องมือบำบัดน้ำเสียมาจากไหน หรือจะเอาที่ปรึกษามาจากประเทศใด มันเกี่ยวที่ว่าปะการังที่ไม่ควรจะตาย มันตายต่อให้กูไม่ทำอะไรเลยมันก็ไม่ตายผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่สำคัญที่สุด ก็คือตรงจุดนั้น ตรงนั้นเป็นดัชนีชี้วัด ธรรมชาติ

โอเคนะครับ ก็พูดมายาวนานมากแล้วสำหรับวันทะเลโลกนะครับ Life and livelihood ซึ่งก็ตรงกับคอนเซ็ป ที่พูดในวันนี้ก็คือชีวิตในทะเล วิถีชีวิตของชาวบ้าน คุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับมหาสมุทร การเติบโตไปด้วยกัน แล้วในอนาคตของเรา ก็จะทำให้ เราคิดว่าในอนาคตอีก 9 ปี ข้างหน้า อย่างน้อยสุด เราก็ไม่น่าจะย่ำแย่ไปมากกว่านี้ แล้วเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเทรนด์ของโลกจะมาบีบประเทศไทยทำให้คนไทย ทำให้อะไรต่าง ๆ  ต้องดูแลทะเลมากขึ้น นอกเหนือไปจากความรักทะเลของคนไทย”