ไร้หวังรัฐจัดการ นักวิชาการดัน ‘กฎหมาย – กองทุนใหม่’ แก้วิกฤตมลพิษอากาศ

เมื่อ “งบ 65” กลายเป็นจุดสิ้นสุดของความหวังแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น-มลพิษอากาศจากรัฐ นักวิชาการและภาคประชาสังคมจึงหันไปหาทางเลือกที่น่าจะเป็นทางออกได้มากกว่าอย่าง “กองทุนและกฎหมายอากาศสะอาด

บรรยากาศเชียงใหม่ในฝุ่นควัน (ภาพ: WEVO)

งบ 65 จุดสิ้นสุดของความหวัง “การแก้ปัญหาจากรัฐ”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักสิ่งแวดล้อมหลายคนมีทีท่าอึมครึมและสิ้นหวัง หลังเห็นงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมปี 2565 ถูกตัดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากปีก่อน หนึ่งในนั้นคือ ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและ​ทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขาเขียนบทความหลังจากงบผ่านมติเห็นชอบไป ระบุว่ารู้สึก “สิ้นหวัง” กับอนาคตการจัดการปัญหาฝุ่นควันของไทย 

“รัฐบาลไม่ได้ตั้งแผนงานที่เป็นการเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กลงแต่อย่างใด แต่เป็นการตั้งงบประมาณและเป้าหมายที่กระจายไปอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ และตั้งงบประมาณที่น้อยมากเทียบกับขนาดปัญหา ผมจึงมั่นใจว่า คนไทยคงจะต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กต่อไปอีก”

ในงบสิ่งแวดล้อมซึ่งมีอยู่ “ไม่ถึงหนึ่งสลึง” ของงบประมาณทั้งหมดนั้น เป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและหมอกควัน 406.2 ล้านบาท เดชรัตน์วิเคราะห์ว่า หากนำงบประมาณดังกล่าวมาหารด้วยจำนวนประชากร 66.5 ล้านคน ก็จะเท่ากับรัฐบาลจัดสรรงบแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเฉลี่ยคนละ 6.1 บาท/ปี ซึ่งเคยมีงานวิจัยว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันฝุ่นจิ๋วของครัวเรือนในกรุงเทพมหานครครอบครัวหนึ่งสูงถึง 6,125 บาท/ครัวเรือน/ปี

ด้านนักรณรงค์แก้ไขปัญหาฝุ่นควัน บัณรส บัวคลี่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ โพสเฟซบุ๊กว่า งบก้อนที่เป็นห่วงคืองบอุดหนุนชุมชนในเขตป่าจัดการไฟซึ่งถูกลด เพราะแม้จะมีงบเกี่ยวข้องกับการจัดการไฟป่าส่วนอื่น แต่มักจะแฝงอยู่กับเงินจัดการภัยพิบัติอื่นๆ ของหน่วยงานรัฐที่เสี่ยงใช้ไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามบัณรสชวนคิดว่า ในความสิ้นหวัง การเลิกหวังไม่ใช่ทางออก เพราะงบประมาณแผ่นดินนี้เป็นงบ “รูทีน” ที่หน่วยงานรัฐระบุในแผนจัดการฝุ่นอย่างเป็นกิจวัติทุกปี ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายจึงควรนำปัญหามากางและหาทางออกอื่นๆ

ช่องทางงบเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นอาจจะมีหลายความเป็นไปได้ หนึ่งในนั้นคือแนวคิดเรื่อง “กองทุนอากาศสะอาด” ซึ่งเป็นแนวคิดในร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดที่เครือข่ายประชาสังคมที่ทำงานเรื่องมลพิษทางอากาศ กำลังผลักดันผ่านการเสนอเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ

บทความวิเคราะห์ฝุ่นและงบ 2565 โดยเดชรัตน์ สุขกำเนิด (ภาพ: Think Forward Center)

กองทุนอากาศสะอาด งบทางเลือกนอกงบแผ่นดิน

“กองทุนอากาศสะอาดจะไม่สร้างภาระเงินให้กับรัฐ แต่มุ่งเก็บกับผู้ก่อมลพิษ โดยใช้แนวคิดเดียวกับกองทุนสสส. ที่หักเงินสองเปอร์เซ็นต์จากภาษีสรรพสามิตสินค้าเหล้าและบุหรี่ กองทุนอากาศสะอาดจะเก็บเงินเพิ่มจากสินค้าที่อาจก่อให้เกิดหมอกควัน” 

ดร.ธีระวุฒิ​ เต็มสิริวัฒนกุล นักกฎหมายภาษีอากร​ อธิบาย ในงานเสวนาออนไลน์เรื่อง “กฎหมายอากาศสะอาดและการเชื่อมโยงกับความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม” วันที่ 7 มิถุนายน 2564 ซึ่งเครือข่ายฯ จับมือกับกลุ่ม Thai Climate Justice For All นำปัญหาเรื่องฝุ่นจิ๋วมาเป็นตัวอย่างหนึ่งของความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่อยากเห็นเกิดขึ้นในไทย 

ธีระวุฒิ​ อธิบายว่า ทุกวันนี้กองทุนบางอย่างยังต้องอาศัยงบประมาณรัฐอยู่ เช่น กองทุนสิ่งแวดล้อมหรือกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่หากออกแบบให้กองทุนพึ่งพิงรายได้จากทางอื่นจะมีเงินทุนแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืนมากกว่า นอกจากนี้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์นี้ยังใช้เพื่อ “ส่งเสริม” ผู้ก่อมลพิษให้พัฒนาธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้ด้วย เช่น การลดหย่อนภาษี ฯลฯ

“เราคาดว่าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน กองทุนอากาศสะอาดจะมีงบประมาณไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท/ปี”

อีกหนึ่งช่องทางรายรับของกองทุนยังเป็นเงินที่จะได้จากการดำเนินคดีต่อผู้ประกอบการมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวเล็งเห็นว่าปัญหาฝุ่นควันในไทยมีต้นตอสำคัญมาจากหมอกควันข้ามประเทศ  เช่น ผู้ประกอบในไทยจ้างและรับซื้ออ้อยเผาจากเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ประกอบการที่ก่อมลพิษจึงควรจะรับผิดชอบมลพิษที่เกิดขึ้น  จึงควรเปิดให้มีการฟ้องร้องโทษทางอาญาและโทษทางแพ่ง โดยอ้างอิงจากกฎหมายสิงคโปร์ที่เจอปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดนจาการเผาปาล์มที่อินโดนีเซีย

“ทุกวันนี้ทำไมค่าใช้จ่ายจัดการปัญหาฝุ่นยัง ‘ผลักภาระให้คนส่วนใหญ่’ และใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน ขณะที่ผู้ก่อมลพิษยังลอยนวล ถ้าหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเกิดไม่ได้จริง อย่าหวังว่าความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นได้”

  รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ 

อาจารย์กฎหมายย้ำว่า ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในศาลเหมือนที่หลายคนมักเข้าใจ แต่ควรจะพิจารณาทั้งระบบตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำและพัฒนากลไกแก้ปัญหาที่ครอบคลุม กรณีกฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้จึงมุ่งทำหน้าที่ในส่วนของกลไกทางกฎหมาย โดยรับรอง “สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด” ในระบบกฎหมายไทย เพื่อให้ภาครัฐเกิด “หน้าที่” และดำเนินการเรื่องนี้

ดัน “กฎหมายอากาศสะอาด” 

“กฎหมายอากาศสะอาดตั้งใจปฏิรูปการจัดการอากาศอย่างคว้านลึก เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้ฐานคิดสร้างมาจากประชาชน สิทธิอากาศสะอาดไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ แต่ต่อยอดจากสิทธิในชีวิตและสิทธิในสุขภาพ นี้เป็นสิทธิที่เรากำลังถูกละเมิดอยู่ตลอดเวลาและประชาชนยังมีสิทธิที่จะรู้ข้อมูลข่าวสาร เช่น ดัชนีคุณภาพอากาศหรือหนทางเยียวยาด้วย” ทีมผลักดันกฎหมายระบุ

งานเสวนาว่าด้วยกฎหมายอากาศสะอาดและความเป็นธรรมดังกล่าว เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมซึ่งมาจากหลายภาคส่วน ทั้งตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษ มูลนิธิด้านทรัพยากรภาคเหนือ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รวมถึงส.ส.ชาติพันธุ์จากพรรคก้าวไกล

“ปัญหาเรื่องฝุ่นควันย่อมเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดิน ทุกวันนี้ยังมีประชาชนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคนที่ใช้ที่ดินของรัฐ ผมขอฝากเรื่องหลักการบริหารจัดการร่วมจากพื้นที่ไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย” มานพ คีรีภูวดล ส.ส.ชาติพันธุ์ แสดงความสนับสนุนและฝากความคิดเห็น

ปัจจุบันร่างกฎหมายอากาศสะอาดอยู่ในขั้นตอนรวบรวมรายชื่อสนับสนุน โดยปลายเดือนพฤษภาคม ได้จำนวน 3,378 รายชื่อ จากเป้าหมาย 11,000 รายชื่อ โดยเครือข่ายคาดว่าจะมีคนลงชื่อสนับสนุนเพิ่มขึ้นเพราะพรบ.เข้าชื่อเสนอกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว จึงสามารถเข้าชื่อโดยไม่ต้องใช้สำเนาบัตร

“ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม” คือประโยคยอดฮิตในการพูดถึงความเป็นธรรม สำหรับเรื่องนี้ ดร.คนึงนิจ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมร่างกฎหมายฉบับนี้มองว่า การมีกฎหมายเพื่ออากาศสะอาดในไทยเป็นเรื่องที่จะว่า “ล่าช้า” ก็ได้ แต่ก็ “ไม่ล่าช้า” เช่นกัน

“แน่นอนว่าถ้ามองปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่เราเจอตอนนี้ กฎหมายอากาศสะอาดอาจจะเรียกได้ว่าล่าช้ามาก แต่แนวคิดนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในไทยและพยายามรื้อโครงสร้างปัญหา ต่อให้กฎหมายฉบับนี้จะไม่ผ่านในสภา แต่หลายฝ่ายก็ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วเราจะปรับรูปแบบของกฎหมายอากาศสะอาดและเดินหน้าต่อ ถ้ามองอย่างนี้ ก็เรียกได้ว่าไม่ล่าช้าเกินไป”