7 เทรนด์ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย ในวันสิ่งแวดล้อมโลก

7 ประเด็นสิ่งแวดล้อมสำคัญในไทย เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย. 2564 ในทรรรศนะ ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ม.มหาสารคาม พร้อมความเคลื่อนไหวน่าสนใจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอดวัน ยันค่ำ

7 เทรนด์ น่าจับตา

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน) คณะมนุษยศาสาตร์และสังคมศาสตร์ ม.มหาสารคาม ได้นำเสนอ 7 ประเด็นสำคัญที่คนไทยควรร่วมกันจับตาติดตามใกล้ชิด เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก และวันข้าวและชาวนาไทย ผ่านทางเฟสบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

  1. รัฐบาลมุบมิบตกลงจะเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP ท่ามกลางการประท้วงของคนในสังคม ให้เปิดเผยรายละเอียด แต่ก็ไม่มีการเปิดเผย CPTPP ได้ชื่อว่าอนุสัญญาโจรสลัดชีวภาพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกัยสิทธิเหนือเมล็ดพันธุ์ที่เอื้อให้ทุนข้ามชาติผูกขาด และจะกระทบต่อชาวนาชาวไร่
  2. รัฐยังก่ออาชญากรรมกับชาวนาชาวไร่คนยากคนจน และกลุ่มชาติพันธุ์ โดยการไล่รื้อออกจาที่ดินและเขตแดนของบรรชนและการใช้กฎหมายที่ไม่ยุติธรรม เช่น การขับไล่และดำเนินคดีกับพีน้องบางกลอย การฟ้อง พรบ.ป่าไม้และค่าเสียหายโลกร้อนกับพี่น้องซับหวาน จ.ชัยภูมิ โดยค่าเสียหายที่ทำให้โลกร้อน ต่อให้เกิดใหม่มาเป็นชาวนา 10 ชาติ ก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้หนี้รัฐได้หมดหรือไม่
  3.  ในภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่จำเป็นต้องปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม นโยบายรัฐกลับเอื้อให้ทุนสะสมทุนต่อไป ในอีสาน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มรดกของเผด็จการ คสช. ที่เอื้อให้ทุนใหญ่ เริ่มแผลงฤทธิ์ กลุ่มการผลิตของเกษตรกรถูกดึงเข้าสู่สายพานการผลิตน้ำตาลส่งตลาดโลกของทุนน้ำตาล โดยรัฐและทุนจูงใจให้หันมาผลิตอ้อยแทนพืชอาหารอย่างอื่น ซึ่งจะให้เกษตรกรไร้อำนาจในการผลิต โรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลจ่อที่จะผุดขึ้น 29 แห่งทั่วอีสานที่เป็นแหล่งผลิตอาหารรวมถึงข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงระดับโลก  ในภาคตะวันออก EEC ได้แย่งยึดที่ดินจากชาวนาชาวไร่และชาวประมงพื้นบ้าน และถูกทำให้กลายเป็นคนไร้บ้านไร้ที่ดิน ที่ภาคใต้ รัฐและทุนร่วมมือกันผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะที่เอื้อให้กับทุนชาติและทุนข้ามชาติโดยปล้นทรัพยากรทั้งที่ดินและท้องทะเลไปจากชาวบ้านและชาวประมงพื้นบ้าน
  4. พี.เอ็ม 2.5 ฝุ่นจิ๋วมรณะ ที่รัฐบาลจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ ยังไม่มีวี่แววว่ารัฐจะแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาที่มีทั้งอุตสาหกรรมสกปรก ยานยนต์ และการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมน้ำตาล ขณะที่รัฐและผู้มีอำนาจชี้นิ้วไปที่ชาวนาชาวไร่และกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตป่าว่าเป็นต้นตอของปัญหา
  5. เหมืองทองพิจิตร สังคมไทย นักการเมือง และสื่อ สนใจแต่คดีที่ทุนข้ามชาติฟ้องรัฐบาลที่อยู่ในการพิจารณาของศาลอนุญาโตตุลาการ สนใจแต่ค่าปรับ และทำประเด็นเหมืองทองพิจิตรให้เป็นการเมือง แต่ไม่สนใจใยดีต่อชะตากรรมของชาวบ้าน ชาวนาชาวไร่ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากทุนข้ามชาติ ไม่สนใจคดีที่ชาวบ้านคนทุกข์ 365 ราย ฟ้องเรียกค่าเสียหายด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากทุนข้ามชาติ ขณะที่รัฐเองก็ไม่ได้มีการฟื้นฟูผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดจากเหมืองตามคำสั่งของรัฐบาลเอง
  6. ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจใช้ทรัพยากร และเป็นประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมมากที่สุดประเทศหนึ่ง  แนวทางในการจัดการทรัพยากรยังคงผูกขาดอำนาจไว้ที่รัฐส่วนกลาง การอนุรักษ์ใช้แนวคิดมนุษย์แยกออกจากธรรมชาติ ส่งผลให้ไล่คนออกจากป่าและมีการจำกัดและริดรอนสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรในเขตป่า ระเบียบหรือแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เอื้อให้ทุนปล้นสิทธิชุมชนและทำลายสิ่งแวดล้อม แทนที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมและปกป้องสิ่งแวดล้อมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ขณะที่หากชุมชนลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชน ก็จะโดนฟ้องปิดปากหรือฟ้องกลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม (SLAPP) โดยการใช้ พรบ.ชุมนุมสาธารณะ การใช้กฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการข่มขู่คุกคามเพื่อเอาชีวิตแกนนำ
  7. รัฐยังไม่ได้ใช้แนวทางการทำธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights) มาควบคุมหน่วยงานรัฐและทุน หน่วยงานรัฐหลายแห่งยังทำโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ปล้นทรัพยากรจากชุมชนและละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การสร้างเขื่อนที่อ้างว่าเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ทุนไทยและทุนต่างชาติ ยังสะสมทุนโดยการตักตวงทรัพยากร เอารัดเอาเปรียบชุมชนและสิ่งแวดล้อม ส่วนทุนไทยที่ข้ามชาติไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านก็ทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค เช่น การลงทุนสร้างเขื่อนของทุนไทยบนแม่น้ำโขง-แม่น้ำนานาชาติ ที่ก่อให้เกิดหายนะทางสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คน 60 ล้านคนต้องแบกรับภาระและสูญเสียแหล่งทรัพยากรที่เคยพึ่งพาในการดำรงชีวิต ในบางกรณีที่ลงทุนและทำให้เกิดความเสียหาย เช่น เขื่อนพัง ทุนไทยก็ยังลอยนวล

ความคึกคักเล็ก ๆ “รักษ์โลก” ออนไลน์

หลากหลายกลุ่มและองค์กรที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมได้จัดกิจกรรมเสวนาออนไลน์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ในหลายหัวข้อ รวมถึง

13.30 – 15.00 น.

สิ่งแวดล้อม “สิ่งฟุ่มเฟือย” ของชีวิตกลางโควิด?

เมื่อต้องอยู่กับ “โควิด” กว่าปี และยังไม่มีท่าทีจะสิ้นสุด การให้ค่าเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” ในความคิดและการใช้ชีวิตของคุณสั่นไหวไปบ้างไหม และ เราควรคิดอย่างไรในเรื่องนี้

Live: GreenNews มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม – EnLAW 

15.00 – 17.00 น.

“สิ่งแวดล้อม x สิทธิในการมีส่วนร่วมของเด็ก” (Youth unite for EnRights)

เวทีเพื่อเรียนรู้ร่วมกันถึงปัญหาที่เด็กๆ ต้องพบเจอในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และกลไกการขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้อง

Live: ภาษาไทย Amnesty International Thailand English Terre des hommes Germany in Southeast Asia

18.00 – 19.00 น.

“Now and beyond the Covid-19: สิ่งแวดล้อมเชียงใหม่ ยังไงต่อ?”

ร่วมหาทางออกต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมในอนาคตภายหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย เราจะจัดการการท่องเที่ยวอย่างไรให้เกิดความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจ ท้องถิ่นจะรับมือกับการรับนักท่องเที่ยวที่จะล้นทะลักเข้ามาอีกระลอก

20.00 น เป็นต้นไป

#NoCPTPP ฉันเลือกอะไรได้ไหม?” 

วงคุย Clubhouse ที่จัดโดยพลังคลับxกรีนพีซ ประเทศไทย แลกเปลี่ยนเรื่อง CPTPP จากหลากหลายมุมมอง ทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ความเป็นธรรมและความโปร่งใส เกษตรกรรม ชนพื้นเมือง การเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์และคนรุ่นใหม่ พร้อมอัปเดทความเคลื่อนไหวในประเด็นนี้