ขยับอีกก้าว แผนรับมือโขงผันผวน “รัฐ-คนลุ่มโขง” เปิดเวทีคุยนัดแรกวันนี้

นัดแรก เวที “รัฐ-เครือข่ายคนลุ่มโขง” คุยทำแผนร่วมรับมือผลกระทบวิกฤตแม่น้ำโขงผันผวน สทนช. เผยผลกระทบยังคงหนักแทบทุกพื้นที่ เสนอ 5 แผนบรรเทา แต่อาจต้องรองบปี 2566 ด้านเครือข่ายคนลุ่มโขงกังวลหลายประเด็น โดยเฉพาะ “กลไกอิงระบบราชการเดิมเกินไป” วอนเปิดให้ประชาชนช่วยกันจับตาติดตามใกล้ชิด 

นัดแรก เวที“รัฐ-เครือข่ายคนลุ่มโขง” ทำแผนรับมือโขงผันผวน

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2564) 9.30 – 12.00 น. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดริมแม่นำ้โขง ร่วมหารือแผนบรรเทาผลกระทบแบบบูรณาการจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำผ่านโปรแกรมประชุมออนไลน์ Cisco

งานประชุมดังกล่าวนับเป็นนัดแรกระหว่างภาคประชาชนกับสทนช. ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบแก้ไขวิกฤตโขงผันผวนร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี หลังจากเครือข่ายประชาชนได้เดินทางไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่น 7 ข้อเรียกร้อง เมื่อเดือนมีนาคม 

งานประชุมนี้เป็นหนึ่งในการทำงานเรื่องแม่น้ำโขงที่ล่าช้ากว่ากำหนดเดิมและปรับเป็นรูปแบบออนไลน์ด้วยสถานการณ์โควิด มีผู้เข้าร่วมเป็นนักวิชาการและตัวแทนเครือข่ายราว 25 ราย พร้อมชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ติดตามความคืบหน้าการประชุมผ่านทางกลุ่มไลน์ เนื่องจากยังไม่คุ้นกับการใช้โปรแกรม

ยังคงกระทบหนัก แทบทุกพื้นที่

วชิราภรณ์ กำเนิดเพชร  ผู้อำนวยการกลุ่มวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม สทนช. เผยผลการศึกษาผลกระทบและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ปี พ.ศ. 2557-2561 พบว่าสาเหตุของความผันผวนมาจากเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำในแม่น้ำโขงสายประธานปล่อยน้ำไม่คำนึงถึงฤดูกาลและไม่ระบายตะกอนในหน้าแล้ง ทั้ง 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขงเผชิญกับปัญหาระดับน้ำและอัตราการไหลผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงมีนาคม-เมษายนเปลี่ยนแปลงกว่า 80% 

นอกจากนั้น ยังมีหลายพื้นที่ซึ่งเสี่ยงสูงกับการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ เช่น ปัญหาตลิ่งพังทลาย 3 จังหวัด ได้แก่ เลย (อ.เชียงคาน อ.ปากชม) หนองคาย (อ.สังคม อ.ท่าบ่อ อ.เมือง) บึงกาฬ (อ.เมือง) การทับถมตะกอน 3 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย (อ.ท่าบ่อ อ.เมือง) นครพนม (อ.บ้านแพง อ.ท่าพนม) และ มุกดาหาร (อ.เมือง) และ พื้นที่ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงด้านประมง ได้แก่ อ.โขงเจียม อุบลราชธานี

ผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนปี 2557-2561 (ภาพ: สทนช.)

รัฐเสนอแผนบรรเทา 5 ด้าน

“เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แก้ปัญหาไม่ถูกจุด หรือพูดง่ายๆ คือ ‘เกาไม่ถูกที่คัน’ จึงเป็นจุดประสงค์ของการประชุมวันนี้เพื่อถามคนในพื้นที่ว่าต้องการโครงการบรรเทาผลกระทบแบบไหน” ตัวแทนจากหน่วยงานด้านน้ำของประเทศย้ำ

จากการเก็บข้อมูลจากตัวแทนคนในพื้นที่ สทนช.ออกร่างแผนบรรเทาผลกระทบ 5 ด้านสำหรับ 6 ปีข้างหน้า (2566-2671) ได้แก่ ด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมง ด้านความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร ด้านการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคในพื้นที่ซึ่งสูบใช้จากแม่น้ำโขง ด้านการพังทลายของตลิ่ง และด้านศักยภาพท่องเที่ยวลดลง พร้อมวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นสูญหาย 

อย่างไรก็ตาม เครือข่ายนักวิชาการและประชาชนแสดงความกังวลว่าแนวทางวิเคราะห์ปัญหาแม่น้ำโขงดังกล่าวอาจไม่ฉายภาพผลกระทบด้านกายภาพวิทยาและระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่ซับซ้อนและเกี่ยวพันกันหลายมิติได้อย่างสมบูรณ์และครอบคลุมทุกวิกฤตที่กำลังเผชิญ

“ในกรณีที่ผลแสดงให้เห็นความเสี่ยงของระดับน้ำและอัตราการไหลของน้ำสูง ทำไมไม่เชื่อมโยงการประเมินความเสี่ยงของระบบนิเวศและการประมงไปร่วมกัน เนื่องจากระบบนิเวศจะเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของปลาหรือไม่นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน และยังไม่มีการวิเคราะห์ในเชิงลึกถึงขนาดของผลกระทบแยกตามฤดูกาล”

นักวิชาการประมง ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกต มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตั้งข้อสังเกต

เขาย้ำว่ากระบวนการเก็บข้อมูลรอบนี้ยังไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากไม่ได้ระบุเกณฑ์เก็บข้อมูลจากคนหลากหลายช่วงวัยและเพศ ซึ่งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงแม่น้ำโขงต่อคนแต่ละกลุ่มนั้นไม่เท่ากัน

เครือข่ายสภาประชาชนลุ่มน้ำโขงยื่น 7 ข้อเรียกร้องรับมือโขงผันผวนต่อหน่วยงานรัฐ มีนาคม 2564 (ภาพ: GreenNews)

ชาวบ้านห่วง “กลไกอิงราชการเดิมเกิน”

แผนบรรเทาดังกล่าวมีกำหนดรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ หน่วยงานที่รับผิดชอบ และส่งต่อสู่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ  (กนช.) เดือนกรกฎาคม โดยจากร่าง ระบุแผนเร่งด่วนที่จะปฏิบัติเร็วที่สุดคือปี 2566-2567 

“สทนช.เองยังคงใช้กลไกปกติในการดำเนินงาน คือ ส่งเรื่องผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งอาจจะรับมือวิกฤตโขงไม่ทันกาล อาจต้องมีการพัฒนากลไกการดำเนินงานเฉพาะพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างเร่งด่วน” เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ระบุข้อสังเกตจากการประชุมวันนี้

นอกจากความล่าช้าของกลไกราชการแล้ว เครือข่ายสภาประชาชนยังกังวลว่าแผนบรรเทาชุดนี้อาจทำงานไม่ได้มีประสิทธิภาพเต็มที่ เนื่องจากไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง เช่น มีภาคส่วนของประชาชนค่อนข้างน้อย และแม้จะระบุว่าทำงานกับเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ในชุมชน แต่แท้จริงแล้วทสม.มีเพียงแค่หมู่บ้านละ 2 คน ทั้งที่การดำเนินงานเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขง ต้องทำความเข้าใจกับชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงกับผู้ได้รับผลกระทบซึ่งมีจำนวนมาก

นอกจากนั้นยังร่างแผนโครงการยังมีหลายเรื่องสำคัญที่ไม่ปรากฏในแผนงาน เช่น การเจรจาระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดแชร์ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนร่วมกัน และเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลน้ำได้อย่างง่ายดายและทันท่วงที ยังไม่นับว่าหน่วยงานราชการที่ควรร่วมตัดสินใจในเรื่องแม่น้ำโขงไม่ได้มีส่วนอยู่ในกลไกนี้ เช่น กรมประมงและกระทรวงพลังงาน

สนทช. เผย “อาจต้องรองบปี 66”

ตัวแทนสทนช.เผยว่า เพื่อบรรเทาวิกฤตโขง หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมเสนอโครงการทั้งหมดร่วม 81 โครงการ เป็นงบร่วม 2 พันล้านบาท ซึ่งจะต้องจัดลำดับความสำคัญและเลือกยื่นของบสำหรับปฏิบัติจริงต่อไป

ในเรื่องข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)  แสดงความเห็นว่า การบรรเทาและเยียวยาผลกระทบจากเขื่อนพลังงานไฟฟ้าไม่ควรเป็นภาระจากงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว หากควรผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนที่มีกระบวนการหักเงินจากโครงการสร้างเขื่อนที่ก่อให้เกิดผลกระทบ เช่น เก็บภาษีจากกำไรไฟฟ้าในส่วนเขื่อนที่สร้างไปแล้ว

ขณะที่ รศ. ธนพร ศรียากูล กรรมการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ  เสริมว่าแผนบรรเทาผลกระทบโขงฯ ฉบับนี้ควรรวมไปถึงกลไกทางกฎหมายต่างๆ ซึ่งไม่มีภาระ “งบประมาณ” ทว่ามีส่วนสำคัญในการบรรเทาวิกฤตโขง เช่น พ.ร.บ.ประมงแห่งชาติ และประธานบอร์ดประมงแห่งชาติ รวมถึงทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม ยังเป็นบุคคลเดียวกัน คือ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงอาจใช้โอกาสคราวนี้และกลไกที่มีอยู่แล้วขับเคลื่อนหาทางรับมือวิกฤตโขงไปร่วมกัน

ระดับน้ำที่ขึ้นลงรวดเร็วผิดปกติทำให้ชาวบ้านตั้งรับย้ายเรือและเครื่องมือประมงไม่ทันและค้างอยู่บนฝั่ง อ.โพธิ์ไทร อุบลราชธานี มีนาคม 2564 (ภาพ: GreenNews)

เครือข่ายวอน “ช่วยกันจับตาใกล้ชิด”

การดำเนินการหลังจากนี้เป็นการรวบรวมข้อเสนอแนะและจัดลำดับความสำคัญโครงการบรรเทาวิกฤตโขงจากเครือข่ายประชาชนริมแม่น้ำโขงแต่ละจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดจะจัดลำดับโครงการที่สำคัญ 10 อันดับ ส่งข้อมูลให้ทางสทนช. ภายในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้

หนึ่งในข้อเสนอจากตัวแทนเครือข่ายที่หน่วยงานตอบรับว่าจะนำไปปรับใช้ภายในการประชุม คือ ข้อเสนอตั้งเครือข่ายติดตามแผนงานนี้ต่อ โดยมีตัวแทนจากประชาชนร่วมด้วยจาก ธีระพงศ์ โพธิ์มั่น ตัวแทนจากจังหวัดริมโขงในภาคเหนือ สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต 

“จริงๆ แล้วชุมชนเองมีศักยภาพในการลดผลกระทบและบรรเทาในระดับหนึ่ง มีองค์ความรู้และการทำงานต่อเนื่องมาหลายสิบปี เช่น การสร้างเขตอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งอาหาร สิ่งสำคัญคือต้องมีการแบ่งปันข้อมูลที่ครบถ้วนและทันท่วงที”

“จะเป็นไปได้ไหมให้มีการตั้งคณะกรรมการจากหลายฝ่ายเพื่อติดตามและประเมินต่อว่าแผนบรรเทาที่ประชาชนเสนอเข้าไปและหน่วยงานรับไปปฏิบัติจะเป็นอย่างไรต่อ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และความคิดเห็นของภาคประชาชนที่เสนอไปอย่างแท้จริง”