“FireD” แอพจัดการไฟป่า-PM2.5 เจียงใหม่ “ดีจริง ควรใช้ต่อ”

ผลประเมินเบื้องต้น แอปพลิเคชันไฟดี (FireD) ใช้ดีจริง สามารถช่วยลดจุดความร้อนลดลงประมาณ 60% และพื้นที่เผาไหม้ลดลง 50% น่าใช้ต่อในฤดูหมอกควันปีหน้า เตรียมพัฒนาใช้บนมือถือ ขยายผลใช้งานไปจังหวัดอื่นและประเทศเพื่อนบ้าน ชาคริต โชติอมรศักดิ์ ผู้พัฒนาแอพเปิดเผย

กำเนิดจากวิกฤตและความร่วมมือ “รัฐ-ประชาสังคม”

สืบเนื่อง (7 ม.ค.) สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ โพสบนเฟซบุ๊ก เจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ , รัฐพล นราดิศร รองผวจ.เชียงใหม่ คณะกรรมการศูนย์บัญชาการป้องกัน แก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จ.เชียงใหม่ และสภาลมหายใจ ร่วมประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อบัญชาการสถานการณ์ฝุ่นละออง หมอกควันที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน..

..ตั้งเป้าหมายลดการเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ให้น้อยลงกว่าปีก่อน 25% ทั้ง 25 อำเภอ โดยแต่เดิมใช้มาตราการ “ชิงเก็บ” การเก็บขนเศษไม้ ใบไม้แห้งที่เป็นเชื้อเพลิง น้ำไปใช้ประโยชน์ เช่น ปุ๋ย สินค้า ได้จำทำแอปพลิเคชัน  FireD (ไฟดี) ระบบทำข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจศูนย์บัญชาการบริหารจัดการเชื้อเพลิง เปิดให้ชุมชนลงทะเบียนขอกำจัดเชื้อเพลิง เพื่อให้หาความเหมาะสมในการกำจัดเชื้อเพลิงในแต่ละวัน..

..โดยจะพิจารณาสภาพอากาศ หากมีสภาพอากาศปิด หรือฝุ่นควันหนาแน่น เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จังหวัดจะมีคำสั่งให้งดการบริหารจัดการฯ จนกว่าสถานการณ์จะเป็นปกติ

แอปพลิเคชัน  FireD (ไฟดี) (ภาพ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

เครื่องมือบริหารกำจัดเชื้อเพลิง

“แอปพลิเคชั่น “FireD (ไฟดี)” คือ ระบบจัดเก็บบันทึกข้อมูลชุมชน ศูนย์วิชาการของจังหวัด เพื่อดำเนินการตัดสินใจเวลาเหมาะสมในการกำจัดเชื้อเพลิงในแต่ละวัน โดยศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด 25 อำเภอ ชุมชนทุกพื้นที่ที่ยื่นคำร้องมีความจำเป็นที่ต้องใช้ไฟ จ.เชียงใหม่ สามารถพยากรณ์อากาศข้างหน้า 3-5 วัน ด้วย ปัจจัยการระบายอากาศ อากาศยกตัวขึ้น การจัดการเชื้อเพลิงเผาในพื้นที่โล่งควัน PM2.5” 

ชาคริต โชติอมรศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผ่านการให้สัมภาษณ์ FM100 เสียงสื่อสารมวลชน ในหัวข้อ “สรุปบทเรียนแอปพลิเคชั่นจัดการไฟ – ลด PM 2.5 ปี 2564” เมื่อ 14 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

“แบ่ง 2 ส่วน ในการใช้งาน หนึ่ง-ลงทะเบียน สำหรับชุมชน หรือเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงต้องใช้ไฟ ต้องยื่นคำร้องกับจนท.ท้องถิ่นเพื่อที่จะระบุควัน ชนิดเชื้อเพลิง มีความจำเป็นบริหารจัดการเชื้อเพลิงจำนวนกี่ไร่ เชื้อเพลิงกี่หลัง และ สอง-ส่วนตัดสินใจ คำร้องที่เข้ามาระบบการตัดสินใจปฎิบัติหน้าที่ศูนย์บัญชาการคณะทำงานของจังหวัด เพื่อพิจารณาอนุมัติให้คำร้องเข้ามา

จากข้อมูลตั้งแต่ มกราคม – ปัจจุบัน พบว่า อ.แม่แตง อ.เชียงดาว อ.อมก๋อย และ อ.กัลยาณิวัฒนา มีจำนวนการเชื้อเพลิง พื้นที่การเกษตรเพื่อดำรงชีพ ทุกทีการจัดใช้ที่ดิน สัมพันธ์เกษตรข้าวไร่ หมุนเวียนจะมีช่วงทะเบียน ก็มีการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ในพื้นที่เกษตร ส่วนพื้นที่ ป่าก็คือลดการเผาเชื้อเพลิงลดความรุนแรงด้านการเกิดไฟป่า 

แต่ก็มีบางอ.ที่อยู่ในภูมิประเทศข้อจำกัดการจัดการเชื้อเพลิงอย่างอื่นนอกจากใช้ไฟ การนำข้อมูลในระบบ ‘ไฟดี’ เข้าช่วยแก้ไขปัญหาจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีอื่น เช่นเอกชน ขอข้อมูลจากศูนย์บัญชาการ ขอรับซื้อเชื้อเพลิงไปทำอย่างอื่น ก็สามารถเป็นทางเลือกบางชุมชน โดยเอาไปจำหน่ายศูนย์อำเภอที่เป็นตัวแทน

ที่ผ่านมา จ.เชียงใหม่ มีมาตราการห้ามเผาโดยเด็ดขาด แต่จากการถอดบทเรียนที่ผ่านมา เราเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในช่วงห้ามเผายังมีจุดความร้อนที่เกิดจากไฟอยู่ ดังนั้นเป็นจุดแนวคิดสำคัญในการพัฒนาตัวแอปพลิเคชันนี้ เพราะอย่างนั้นยังคงมี “ไฟจำเป็น” อยู่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ก่อนมาตราการ

..ซึ่งเรามองว่าจะส่งผลกระทบกับ “ไฟจำเป็น” เหล่านั้นเลยพัฒนาแอปฯ เพื่อหาทางออกกับศูนย์จังหวัด กรอกข้อมูลเข้ามา ถ้าชุมชนมีความจำเป็น ทำแผนชุมชน นำข้อมูลทำแผนการจัดการไฟ ยื่นกับเจ้าหน้าที่เพื่อกรอกข้อมูลในระบบ และกรอกที่นาร่วมหลายภาคส่วน ที่ ศูนย์บัญชาการ 

ตัวระบบการสนับสนุนการจัดการเชื้อเพลิง ร่วมทำงานกับทางจังหวัด การทำแผน ปี 64 มีมาตราการห้ามเผาโดยเด็ดขาด ยกเว้นมีแผนมีการร้องขอเข้ามาในระบบ ‘ไฟดี’ ทางราชการ หน่วยงานท้องถิ่น นำข้อมูลไปทำแผน ตัววิเคราะห์ข้อมูลในชุมชน ในกับชุมชนที่มีความจำเป็นที่ยังต้องพึ่งพาไฟอยู่” ชาคริต อธิบายรายละเอียดและการทำงานของแอพฯ 

ชาคริต โชติอมรศักดิ์ (ภาพ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

ผลประเมินเบื้องต้น : ใช้ดี น่าใช้ต่อปีหน้า

“จากเสียงสะท้อน และสถิติเชิงประจักษ์พบว่าสามารถช่วยแก้ไขปัญหา ได้พอสมควร ชุดความร้อนที่เกิดขึ้นในฤดูหมอกควันปี 64 เดือนมกราคม – ปัจจุบัน วัดเป็นเชิงปริมาณจุดความร้อนลดลงประมาณ 60% และพื้นที่เผาไหม้ลดลง 50% 

เห็นว่ายังต้องถอดบทเรียนต่อ คิดว่าเป็นเครื่องมือในการจัดการเชื้อเพลิงส่วนหนึ่ง แต่เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบอยู่ตลอดเวลา แต่จะกระทบเป็นช่วงๆ ลดความรุนแรงสถานการณ์ปีนี้ได้ดีสมควร ซึ่งในระบบก่อนหน้าที่ชุมชน ในพื้นที่จำเป็นยังมีวิถีชีวิตยังต้องพื่งพา ‘ไฟ’ อยู่ นั่นการจัดการมีข้อจำกัด โดยพื้นที่สูงชัน ข้อบังคับห้ามเผากฎหมาย ดังนั้นมีระบบ ‘ไฟดี’ ช่วยในการทางออกทางเลือกของพื้นที่ 

สามารถมีแผนกรองข้อมูลเข้ามาในระบบจังหวัด ช่วยกันพิจารณาใช้ข้อมูลช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจในแอปพลิเคชัน “ไฟดี” ประเมิณสถานการณ์หมอกควัน PM2.5 ปัจจุบัน , อนาคต และกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าเราจะพิจารณาตรงไหนจำเป็นสามารถใช้เชื้อเพลิงจัดการได้ 

หลังจัดทำแผน ได้มีการประชุมเชิงลึก และเชิงปฎิบัติการ ร่วมกับอาสาสมัคร , ชาวบ้าน , ผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน ในเชิงปฎิบัติการในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจำนวน 3,500 คน ร่วมจัดทำแผนการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เชียงใหม่ปีนี้

รายละเอียดทำอะไรบ้าง รวบรวมข้อมูลพื้นที่จำเป็น เตรียมแนวกันไฟ ป้องกันลุกลาม หากได้รับการพิจารณา ใช้ไฟเผาเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่เรากำหนด เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องของไฟมาในเวลากลางคืน จะเป็นปัญหาสงผลกระทบมาก ด้วยปัจจัย ภูมิประเทศ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ช่วงกลางคืนมีปัญหาเรื่องของการระบายอากาศ เราจะมีไกด์ไลน์ได้ข้อแนะนำถ้าทางได้รับการพิจารณาแล้ว ท่านต้องทำในช่วงเวลา 11.00 น. ถึง 16.00 น. หลังเวลาดังกล่าวควันไฟต้องดับ 

เราเห็นตัวประโยชน์แอปฯ เราคิดว่าปีหน้าน่าจะใช้ข้อมูลเพื่อที่จะประเมิณต่อไป เพราะว่าปีนี้มีเรื่องของอากาศเข้ามาด้วย ดังนั้นปีหน้าพิจารณาพยากรณ์ล่วงหน้า ฤดูข้างหน้า ก็มีแนวโน้มว่าก็อาจจะไม่มีส่วน มาช่วยลดความรุนแรง ได้เท่าปีนี้ เพราะว่าเป็นเรื่องของภูมิอากาศ เพราะว่า ‘ลานีญา’ ฤดูหมอกควันปีหน้าน่าเข้าที่เข้าสู่ภาวะปกติ ‘ลานีญา’ มีส่วนที่หนักมากกว่าปกติผลกระทบกับพื้นที่ภาคเหนือ คือส่วนใหญ่มีฝนมากกว่า อุณหภูมิเย็นกว่าปกติ 

ดังนั้นเราต้องมีเครื่องมือ ข้อมูล ระบบ สนับสนุนจังหวัด บริหารจัดการเชื้อเพลิงต่อไป แอปพลิเคชันไฟดี ถูกนำไปใช้ที่จ.เชียงใหม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายที่จะไปเกี่ยวข้องกับส่วนกลางต่างๆ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เรามองว่า ช่วยได้พอสมควร” ชาคริตกล่าว

เตรียมต่อยอด : FireD บนมือถือ 

“แอปพลิเคชัน ‘ไฟดี’ ใช้ต่อเนื่องถึงเดือนพฤษภาคม 2 สัปดาห์ ช่วงหลัง ได้รับการข้อเสนอแนะจากผู้ใช้ระบบเอง จากเจ้าหน้าที่ อบต. เทศบาลตำบล เป็นผู้กรอกข้อมูลในระบบ รวมทั้งข้อมูลจากคณะทำงาน ศูนย์บัญชาการเวอร์ชั่นปัจจุบัน ค่อนข้างจะตอบโจทย์ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลเข้ามา

ส่วนที่ต้องพัฒนาเพิ่ม คือ ส่วนการตัดสินใจลำดับความสำคัญ ที่ต้องใช้ข้อมูล เรามองว่า ชุมชนเรายืนยันว่าจำเป็น แต่ถ้าจะมีทางเลือกทางออกอื่นๆก็จะใช้ข้อมูลตรงแอบพลิเคชั่น ไปจัดการใช้วิธีไม่ใช่ไฟ ตรงนี้ที่เราน่าจะมีข้อมูลใช้พัฒนาต่อ ข้อมูลในระบบ ก็ต้องนำไปใช้ในเชิงวิชาการ บริหารจัดการ เพราะว่าข้อมูลมีประโยชน์มาก ใช้สนับสนุนทางเลือกการแก้ไขปัญหา PM2.5 รวมทั้งการแก้ไขปัญหา พัฒนาด้านอื่นๆ 

ที่สำคัญอย่างยิ่งจากข้อมูลต่างต่างๆ สถานการณ์ PM2.5 ไม่ใช่ของจ.เชียงใหม่ที่เดียว  คิดว่าจะมีการขยายผลจากจ.เชียงใหม่เริ่มนำใช้จากแอบพลิเคชั่นไฟดี น่าจะไปเป็นส่วนหนึ่งจังหวัดอื่นๆที่จะสามารถมีความต้องการนำตัวระบบสามารถพร้อมไปใช้ได้เลยครับ 

และส่วนอื่นๆ ที่สำคัญเว็บเบสยืนยันบนเว็บไซต์ อนาคตพัฒนาให้มีความสะดวกให้เป็นโมบายแอปพลิเคชันและกลไก ในอนาคตมีเจ้าหน้าที่กลไกที่เกิดตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อให้เกิดการสะดวกในการใช้งานอย่างเช่น เจ้าของพื้นที่แปลง 

การสร้างระบบ ต้องหารือคณะทำงาน ต้องมีกลไก ตรวจสอบกันเป็นระดับขึ้นมา ชุมชน ใครที่เหมาะกับแผน เทศบาลตำบล ที่ตรวจสอบ ระดับอำเภอ นายอำเภอ คณะกรรมการของอำเภอ ก่อนจะส่งเข้ามาในส่วนของจังหวัด ท่ามีกลไกที่ช่วยตรวจสอบตั้งแต่ระกับล่างขึ้นมา การใช้งานจะสะดวกมากขึ้น

ในมือถือ สามารถโหลดแอบใช้งาน คิดว่าน่าจะเร็วๆนี้ ช่วงถอดบทเรียน ทางจนท.ได้รับมอบหมายคิดว่าในระบบปีหน้าคงได้มีการไปนำใช้เร็วๆนี้ 

ที่สำคัญก็คือ เรื่องของจัดการเชื้อเพลิงใน พื้นที่การเกษตร ต้องข้อมูลต้องแน่น นอกจากการจัดการเชื้อเพลิงแล้ว ในข้อมูลเชิงพื้นที่ กรอกเข้ามา ความเข้มข้นของพื้นที่ที่ขอบริหารเชื้อเพลิงใช้ไฟ ถ้าประเมิณแล้วเพียงพอที่จะใช้นำไปเป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าชีวมวล ผมมองในเชิงการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด 

ในส่วนนี้ ถ้าเรามองมีทางเอกชนก็มีทางออกมีแผน หาทางเลือกในการจัดการเชื้อเพลิง ลดเชื้อเพลิงโดย ทำเป็นเชื้อเพลิงแท่ง เป็นทางออกให้สำนักควบคุม ในส่วนของการปลดปล่อยโรงไฟฟ้าชีวมวลพวกนี้มันมีมาตราฐานการควบคุม (เชื้อเพลิง) ค่อนข้างจะเป็นช่วงฤดู ถ้าปีหน้าการทำวิจัยสามารถบริหารจัดการทางเลือกหนึ่ง เขาเห็นข้อมูลพื้นที่ก่อนน่าจะสามารถไปวางแผนเหมือนกันช่วงฤดูหมอกควันได้

ปีหน้าเราจะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์กันว่า และปีหน้าเราจะมีตัวชี้วัด หรือ KPI ที่จะมาชี้วัดว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร เราเอาปีนี้เป็นปีฐานละ ปีนี้ลดได้แค่ 5 แสนกว่าไร่ จากปีที่แล้วเป็นล้านกว่า ปีนี้เป็นฐานเลยว่าปีหน้าลดลง 25% อาจจะเหลือสัก 3 แสนกว่า ถือว่ายากอยู่นะครับ เพราะปีนี้มันเยอะกว่า

เราก็เลยกลับมาดูโอกาสว่าเราจะได้มีข้อมูลระบบไฟดี การจัดการไฟ ว่าแต่ละปีมันได้ผลดีอย่างไร ข้อบังคับอย่างไร จะได้ส่งต่อตัดสินใจ ที่สำคัญต้องมองในเรื่องขยายผล ในการนำไปใช้พื้นที่ อื่นๆ ความพร้อม นโยบายของทางจังหวัดของเขาสอดรับกับตัวระบบที่เราจะสามารถไปสนับสนุนได้ เราก็พอยินดีที่จะสนับสนุน” ชาคริต กล่าว

ชาคริต โชติอมรศักดิ์ (ภาพ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

ขยายผล ‘ไฟดี’ ขยับ ทั่วไทยและ ปท.เพื่อนบ้าน

“ในปีนี้เราเริ่มต้นเลยนะครับ เอาที่แรกเลยก็คือ แค่เชียงใหม่ใช่ไหมครับ แต่ที่ผ่านมาช่วงฤดูหมอกควัน ก็มีท่านผู้ว่า จังหวัดข้างเคียงเขาก็ได้มีโอกาสเยี่ยมชม ศูนย์บัญชาการได้เตรียมระบบ มีความสนใจที่จะนำระบบไฟดี ไปสนับสนุนการบริหารจัดการของภาครัฐในฤดูหมอกควันของภาครัฐในปีถัดไป 

เพราะมีมาตราเขาประกาศไปแล้ว การเขามีโอกาสมา ถอดบทเรียนจากมาตราการที่ผ่านมามันมีข้อจำกัดอะไร ถ้าเราสามารถนำข้อมูล ไปสนับสนุน ข้อมูล ปัญหาเป็นระบบ อาจจะเป็นทางเลือกทางออกปัญหา ของเขา  ถอดบทเรียน จากมาตราการที่ผ่านมา มันมีข้อตกลงอะไร มีข้อจำกัดอะไร ถ้าสามารถเอาข้อมูลในระบบไฟดี ไปสนับสนุน จังหวัดอื่นๆ เขา ก็สามารถบริหารข้อมูล ทั้งหมดปัญหาช่วยให้ข้อมูลอาจจะเป็นทางเลือกของรัฐนำไปใช้ได้ 

เรื่องการขยายผลจากจังหวัดเราไปจังหวัดข้างเคียง ขยับไปเป็นภูมิภาค และขยับถึงไปประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง ผมมองว่า อยากให้เกิด เพราะว่าอากาศหมอกควัน PM2.5 มันเป็นปัญหาระดับภูมิภาค และท้องถิ่น จากภาพทางแบบจำลอง จากภาพดาวเทียมเอง ที่หมอกควันข้ามแดน เราก็ต้องมีข้อเท็จว่าเขาข้ามหาเรานะ ของเราก็ข้ามไปหาเขา 

ส่วนของปัญหาของPM2.5  เป็นปัญหาบางฤดู ก็ไม่อยากให้เงียบหายกันไป เกิดมาแล้ว อัตราดีแล้ว ก็ไม่อยากให้มันหาย หากมีหน่วยงานหรือส่วนเกี่ยวข้องมีความสนใจสามารถแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้เกิดความยั่งยืนเกิดจากบรรยากาศของร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง” ชาคริต กล่าว