ลุ้นศาลไม่รับอุทธรณ์ คืบหน้าคดี “เขตควบคุมมลพิษ 4 จว.เหนือ”

คพ.ยื่นอุทธรณ์แล้วคดี “เขตควบคุมมลพิษ 4 จังหวัดภาคเหนือ” เครือข่ายภาคประชาสังคมเชียงใหม่เตรียมสู้คดี ชี้รัฐพลาดซ้ำ คดีนี้ชี้ช่องโหว่ระบบจัดการวิกฤตฝุ่นมลพิษของรัฐ แทนที่จะถือโอกาสอุดช่องโหว่ กลับดื้ออุทธรณ์ ด้านนักวิชาการกฏหมายชี้มีลุ้น ศาลปกครองอาจไม่รับอุทธรณ์ 

หมอกควันเชียงใหม่ มีนาคม 2564 (ภาพ: WEVO)

ยื่นอุทธรณ์แล้ว

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2564) สิ้นสุดระยะเวลา 30 วัน ยื่นอุทธรณ์คดี “เขตควบคุมมลพิษ 4 จังหวัดภาคเหนือ” ซึ่งกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เผยว่าได้ยื่นอุทธรณ์คดีตามกำหนด ในการประชุมหารือจัดทำคำอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ที่ประชุม ได้เน้นย้ำให้ชี้แจงหักล้างคำพิพากษาใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ มีการทำงานอย่างบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการดำเนินงานที่ผ่านมาส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีแนวโน้มดีขึ้น โดยจำนวนวันที่พบค่า PM2.5  เกินเกณฑ์มาตรฐานนั้นลดลง 9% ระหว่าง 1 มกราคม – 18 เมษายน และจำนวนจุดความร้อนสะสมยังลดลงกว่า 52% 

นอกจากนั้นแล้ว การประชุมครั้งก่อนหน้า ที่ประชุมยังแสดงความกังวลว่าการประกาศพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน) เป็นเขตควบคุมมลพิษ อาจจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่

การอุทธรณ์คดีดังกล่าวเป็นที่รับทราบโดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงและรองนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งในคดีดังกล่าว อยู่ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และมอบหมายหน้าที่ให้กรมควบคุมมลพิษ ดำเนินการอุทธรณ์

คดี “เขตควบคุมมลพิษ 4 จังหวัดภาคเหนือ” เป็นที่จับตาของสังคมช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลัง ภูมิ วชร เจริญผลิตผล ชาวเชียงใหม่ ชาติพันธุ์ม้งที่อาศัยอยู่ใกล้ดอยสุเทพ ยื่นฟ้องศาลปกครองเชียงใหม่ว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติละเลยหน้าที่ “ประกาศเขตควบคุมมลพิษ” ตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม2535 (มาตรา 59) 

บัณรส บัวคลี่ (ภาพ: GreenNews)

ภาคประชาสังคมชี้รัฐพลาดซ้ำ

“ประชาชนทางเหนือคิดว่ารัฐไม่ควรอุทธรณ์ คุณควรจะอาศัยการดำเนินคดีครั้งนี้เป็นโอกาสยกระดับการทำงานเรื่องฝุ่น เพราะสิ่งที่ศาลชี้เป็นจุดอ่อนของการแก้วิกฤตฝุ่นของรัฐ คุณยังไม่มีแผนการที่กำหนดจากข้างล่างขึ้นข้างบน รวมถึงงบประมาณ รัฐบาลไทยต้องอาศัยโอกาสนี้รีบทำ”

บัณรส บัวคลี่ นักกิจกรรมเรื่องฝุ่นควันเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับ GreenNews เขาเผยว่าเครือข่ายภาคประชาชนเชียงใหม่อย่างสภาลมหายใจยังไม่ได้มีข้อสรุปเรื่องคดีดังกล่าว แต่ตนได้พูดคุยกับผู้ฟ้องคดีแล้ว และเชื่อว่าคนที่ผลักดันเรื่องฝุ่นควันต่างพร้อมสนับสนุนข้อมูลในการสู้คดีนี้

เขามองว่า หน่วยงานรัฐสามารถใช้กลไกประกาศเขตควบคุมมลพิษเป็นโอกาสเติมเต็มรอยรั่วในการจัดการฝุ่นควันปัจจุบันที่ยังขาดหน่วยงานเจ้าภาพช่วยบูรณาการฝ่ายต่างๆ และรับมือปัญหาฝุ่นตลอดทั้งปี แม้ทุกวันนี้จะมีกลไกบริหารต่างๆ เช่น จัดให้ปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ หรือการให้อำนาจผู้ว่าจังหวัดจัดการเรื่องฝุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ (Single Command) ตามพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 ทว่ากลไกเหล่านี้ยังบังคับใช้ไม่ได้สมบูรณ์และมีช่องโหว่

“การประกาศเขตควบคุมมลพิษจะเป็นเครื่องมือใหม่ที่ดึงหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาเป็นผู้เล่นใหม่ในการแก้ปัญหาฝุ่น ช่วยหนุนเสริมบทบาทให้เป็นมากกว่าผู้ปฏิบัติการดับไฟป่า แต่เป็นผู้ออกแบบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น และยังมีงบประมาณมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม บัณรสมองว่า การประกาศเขตควบคุมมลพิษจะไม่ได้แก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือได้สิ้นเชิง เพราะบริบทมลพิษไม่เหมือนกับกรณีมาบตาพุด ซึ่งประชาชนได้ลุกขึ้นมาฟ้องศาลให้ประกาศเป็นเขตพิเศษในกระบวนการเดียวกัน 

“แหล่งกำเนิดฝุ่นควันภาคเหนือกว่า 40% มากจากการเผาไหม้ในป่า รองลงมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งการบังคับใช้กฎหมาย ‘ห้ามเผา’ อย่างเดียวเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ แต่ต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ นอกจากกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นไปร่วมกัน เช่น ความร่วมมือกับท้องที่และท้องถิ่น” 

ไพสิฐ  พาณิชย์กุล วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของคดีในเสวนาออนไลน์“อุธรณ์ทำไม ทำไมต้องอุธรณ์” (ภาพ: WEVO)

มีลุ้น ศาลอาจไม่รับอุทธรณ์ นักวิชาการกฎหมายวิเคราะห์

“ศาลอาจจะไม่รับอุทธรณ์คดีก็ได้  ถ้าข้อเท็จจริงหรือกฎหมายไม่เป็นสาระอันควรได้รับการพิจารณา ตามมาตรา 72 ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 จึงขึ้นอยู่กับเหตุผลที่หน่วยงานรัฐยื่น” 

ไพสิฐ  พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของคดี ในงานเสวนาออนไลน์ “อุธรณ์ทำไม ทำไมต้องอุธรณ์” เมื่อ 11 เมษายน 

นักกฎหมายประเมินว่า หากศาลรับอุทธรณ์คดี อาจเกิด 2 สถานการณ์

1 มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษระหว่างยังดำเนินการคดี คล้ายกับคดีรุ่นพี่ก่อนหน้าอย่างคดีมาบตพุด ซึ่งใช้เวลาพิจารณาคดีทั้งสิ้น 10 ปี (2550-2560) แต่ระหว่างการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์ มีการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษก่อนหน้า ด้วยหน่วยงานรัฐอาจประเมินว่าอุทธรณ์แล้วมีแนวโน้มแพ้ ดังนั้นเมื่อปิดคดี ศาลจึงจำหน่ายคดีออก โดยไม่ต้องมีการบังคับคดี

2 กรมควบคุมมลพิษ (ผู้ถูกฟ้อง) อุทธณ์เพื่อให้มีการเปลี่ยนคำสั่งศาลจากการประกาศเขตควบคุมมลพิษเป็นการใช้วิธีอื่น เนื่องจากอาจจะไม่มีศักยภาพพร้อมปฏิบัติตามนั้น เป็นการกระจายอำนาจออกจากหน่วยงาน หรือขัดแย้งกับผู้ได้ประโยชน์

“ผมคิดว่า กรมควบคุมมลพิษ อยากให้ศาลเปลี่ยนคำสั่ง เพราะไม่เชื่อในเครื่องมือเรื่องเขตควบคุมมลพิษว่าจะใช้แก้ปัญหาได้  เหตุที่เขาไม่เชื่อเป็นเพราะอะไร อาจเป็นเพราะมีการใช้แล้วไม่ได้ผล หรือไม่พร้อมที่จะปฏิบัติ เช่น ขาดกลไกระดับพื้นที่ งบประมาณ คน และฐานข้อมูลมลพิษ  หรือทำให้อำนาจออกจากมือกรม การออกข้อกำหนดและตั้งงบต่างๆ ไปอยู่ในมือท้องถิ่น”

เขาเสริมว่า

“ผมว่าหน่วยงานรู้เรื่อง PM2.5 แต่ไม่อยากจะเปิดออกมารึเปล่าว่าใครได้ประโยชน์จากมัน”