วิจัย “ไอโซโทปเสถียร” เผยความจริงตะกั่วคลิตี้ ที่อาจต้องรื้อวิธีฟื้นฟูทั้งระบบ

ผลวิจัย “ไอโซโทปเสถียร” ล่าสุดซึ่งสามารถแยกแยะตะกั่วจากแหล่งที่มาต่างๆด้วยอัตลักษณ์ระดับอะตอมของตะกั่ว เปิดเผยว่าตะกั่วในลำห้วยคลิตี้บริเวณหมู่บ้านคลิตี้บน (สถานี KC2-KC4) และ คลิตี้ล่าง (สถานี KC5) ปัจจุบันเป็นตะกั่วจากเหมืองทั้งหมด มีเพียงบริเวณฝายดักตะกอน KC4/1 ที่มีตะกั่วจากธรรมชาติประมาณ 40% ที่ถูกฝายดักไว้ได้  

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบร่องรอยการรั่วไหลของตะกั่วจากบ่อกักเก็บกากแร่เก่าเพิ่มต่อเนื่องหลังเหมืองปิดเมื่อ 23 ปีก่อน แม้ล่าสุดจะมีการปิดปกคลุมผิวหน้าของบ่อดังกล่าวแล้ว แต่ต้องประเมินประสิทธิภาพการลดการรั่วไหลของตะกั่วลงสู่ลำห้วยอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้นการฟื้นฟูทั้งหมดที่ทำมาตลอด 4 ปีด้วยภาษีประชาชนกว่า 500 ล้านอาจไม่สำเร็จตามคำสั่งศาล 

งานวิจัย “ไอโซโทปเสถียร” 

งานวิจัยหัวข้อ “การประเมินการรั่วไหลของตะกั่วจากบ่อกักเก็บกากแร่ที่ถูกทิ้งร้างสู่ลำห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย” หรือ “Assessment of Lead (Pb) Leakage From Abandoned Mine Tailing Ponds to Klity Creek, Kanchanaburi Province, Thailand” จัดทำขึ้นโดยคณะวิจัยหน่วยวิจัยเชิงบูรณาการด้านการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน และการนำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ (IN3R)

โดยมี ดร.สุภาวรรณ ศรีรัตนา นักวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) เป็นนักวิจัยหลัก และมีคณะวิจัย IN3R ที่ร่วมทำงานวิจัยชิ้นนี้ประกอบด้วยอีก 4 นักวิจัยร่วมจาก มน. คือ กฤษณะติณณ์ เปรี้ยวหวาน ธัญญทิตย์ อิ่มเที่ยง จิราภรณ์ สุขอินทร์ และ ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ

คณะวิจัยได้ทำการวิจัยต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 ปี (2557 – 2563) และล่าสุดได้สรุปออกมาเป็นบทความวิจัยที่ใช้ 4 หลักฐานสำคัญประสานกันคือไอโซโทปเสถียร ไอโซโทปรังสี เคมีธรณีของน้ำที่รั่วไหลออกมาจากบ่อกักเก็บกากแร่ และการปนเปื้อนตะกั่วในน้ำใต้ดินของบ่อเฝ้าระวังระดับตื้นรอบบ่อกักเก็บกากแร่

ผลงานวิจัยล่าสุดของหน่วยวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร GeoHealth (IF = 3.66; Q1) ของ American Geophysical Union (AGU) สมาคมด้านธรณีฟิสิกส์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง

บทความวิจัยเปิดให้ดาวน์โหลดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่นี่

ส่วนหนึ่งของการทำงานต่อเนื่อง 6 ปีของทีมนักวิจัย IN3R สำหรับงานวิจัย “ไอโซโทปเสถียร” (ภาพ : คณะวิจัย IN3R)

ข้อค้นพบสำคัญ

จากการเปิดเผยของทีมวิจัยฯ ด้วยการใช้อัตลักษณ์ของสัดส่วนไอโซโทปเสถียรของตะกั่ว 206Pb / 207Pb และ 208Pb / 207Pb ร่วมกับไอโซโทปรังสี 210Pb งานวิจัยพบว่า 

  1. ตะกั่วความเข้มข้นสูงในตะกอนลึก 20 ซม จากท้องน้ำลำห้วยคลิตี้ มาจากหางแร่ 100% ตลอดลำห้วยจากสถานี KC2 (คลิตี้บน) ถึง KC5 (คลิตี้ล่าง)  มีเพียงแค่ 40% ของตะกั่วตามธรรมชาติที่ไม่ได้มาจากหางแร่เท่านั้ที่พบบริเวณฝากดักตะกอน KC4/1
  2. อายุของตะกอนที่ปนเปื้อนตะกั่ว แค่ 0-6.7 ปี แสดงว่าเป็นตะกั่วที่เพิ่งรั่วไหลอออกมาจากแหล่งกำเนิดปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ตะกั่วจากการลักลอบปล่อยเมื่อ 15 ปีที่แล้วเท่านั้น ทั้งนี้แหล่งกำเนิดปัจจุบันที่เป็นไปได้มีทั้งการรั่วไหลจากบ่อกักเก็บกากแร่เดิม การรั่วไหลจากจุดลักลอบฝังหางแร่ตะกั่วรอบๆลำห้วย (หลุมขนมครก) และตะกอนตะกั่วที่ฟุ้งกระจายหลุดรอดออกมาจากฝายดักตะกอนในหน้าฝนเป็นต้น 
อีกส่วนของการทำงาน ภายใต้การวิจัยชุดนี้ (ภาพ : คณะวิจัย IN3R)

นัยสำคัญต่อการฟื้นฟูการปนเปื้อนตะกั่วคลิตี้

“ผลการวิจัยโดยไอโซโทปเสถียร ยืนยันว่าการรั่วไหลของตะกั่วจากบ่อกักเก็บกากแร่ลงสู่ลำห้วยคลิตี้ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เป็นสาเหตุหลักของการปนเปื้อนตะกั่วเพิ่มเติมในลำห้วยคลิตี้ หยุดมายาคติการปนเปื้อนตามธรรมชาติ” คณะวิจัย IN3R เปิดเผยผ่านวิดีโอสรุปผลการวิจัย ที่เผยแพร่ผ่านเพจคณะวิจัย IN3R

“งานวิจัยระบุชัดว่า หากไม่สามารถหยุดแหล่งกำเนิดที่ยังคงปล่อยตะกั่วรั่วไหลลงสู่ลำห้วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฟื้นฟูอาจไม่สำเร็จตามคำสั่งศาล” คณะวิจัยฯ อธิบาย

“จริงอยู่ ตะกั่วเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่การปนเปื้อนจากตะกั่วจากหางแร่ไม่ใช่การปนเปื้อนตามธรรมชาติ แต่เป็นกิจกรรมมนุษย์ที่จัดการกากอุตสาหกรรมไม่ดีพอ

ผลงานวิจัยนี้ยืนยันว่าบ่อกักเก็บกากแร่ตะกั่วที่ถูกทิ้งร้างบริเวณหมู่บ้านคลิตี้นั้นเกิดการรั่วไหลทำให้ตะกั่วไหลลงสู่ลำห้วยอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้อย่างยาวนาน

งานวิจัยนี้สลายมายาคติที่ว่าการปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้นั้นเกิดจากการปนเปื้อนตะกั่วตามธรรมชาติบริเวณหมู่บ้านคลิตี้เอง” ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และนักหัวหน้าโครงการวิจัยนี้ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ความเห็นเพิ่มเติม ผ่านโพสต์เฟสบุ๊ก 

หมายเหตุ :

พบกับ สัมภาษณ์พิเศษ GreenLive : ดร.สุภาวรรณ ศรีรัตนา และ ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ตัวแทนคณะวิจัย IN3R ในวันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 18.00 น ทางเพจ GreenNews

รายงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ย์ “สี่สิบปี คลิตี้สีขุ่น” ชวนผู้อ่านฟื้นฟูความทรงจำคดีสิ่งแวดล้อมครั้งประวัติศาสตร์ ไปพร้อมกับช่วงเวลาฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ติดตามปัญหาการปนเปื้อนสารพิษที่ยังสืบเนื่องสู่ปัจจุบัน