“ปรากฏการณ์วนศาสตร์รุ่นใหม่”ในสายตาคนในที่ตัดสินใจเดินออกมา: สุรินทร์ อ้นพรม

กมล สุกิน บรรณาธิการ GreenNews คุยกับ ดร.สุรินทร์ อ้นพรม อดีตอาจารย์วนศาสตร์ ผู้อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใน (ระบบวนศาสตร์) และจบด้วยการตัดสินใจเดินออกมา หลากหลายมุมมองว่าด้วย “ปรากฏการณ์วนศาสตร์รุ่นใหม่” เพื่อสะท้อนภาพโครงสร้างและทิศทางวงการผลิตบุคคลากรป้อนวงการจัดการป่าไม้ไทย

 

ชม GreenLive 23 เม.ย. 2564 

 

สวัสดีครับอาจารย์

สวัสดีครับ

สวัสดีทุกท่านด้วยครับ วันนี้เราอยู่กับดร.สุรินทร์ อ้นพรม เป็นช่วงที่สองของวัน ที่จะคุยหัวข้อเดียวกัน คือเรื่อง “ปรากฎการณ์วนศาสตร์รุ่นใหม่” ช่วงเช้าเราได้คุยกับ ผช.ดร.พรเทพ เหมือนพงษ์ ซึ่งเป็นคนใน เป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ใครสนใจก็ไปติดตามฟังย้อนหลังได้ครับ ส่วนช่วงนี้เราจะไปกันที่อีกมุมมองที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ มุมมองของคนที่เคยอยู่วงในของการเรียนการสอนวนศาสตร์ และตัดสินใจที่จะเดินออกมา ซึ่งน่าจะทำให้เราเห็นภาพวงการวนศาสตร์ได้ชัดเจนมากขึ้น แนะนำอย่างนี้ถูกต้องไหมครับอาจารย์ ว่าเป็นเคยที่อยู่วงในและตัดสินใจออกมา

ครับ ยินดีมากครับกับตำแหน่งนี้ ยินดีครับ (หัวเราะ)

ไปไงมาไงครับ ถึงเดินออกมา ได้ข่าวประมาณว่า เป็นเพราะว่าอาจารย์อยากปฏิรูปหลักสูตร แล้วมันไม่ได้ ก็เลยทนไม่ไหว เดินออกมาเสียเลย จริงไหมครับ

เอ่อ คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งครับ แต่ว่าอาจจะไม่ คือมันหลายเงื่อนไขหลายปัจจัยประกอบกันที่ทำให้เราตัดสินใจที่จะเดินออกมา เพราะว่าตอนที่ตั้งใจเข้าไปเป็นอาจารย์นะครับ ก็อาจจะเล่าย้อนนิดหนึ่งนะครับ ความจริงก็คือไม่เคยคิดว่าจะเป็นคนสอนหนังสือเนาะครับ เป็นอาจารย์อะไรอย่างนี้ แต่ว่ามีคนชวนเข้าไป เข้าไปเราก็อยากจะทำให้การศึกษาที่เราเคยผ่านมามันดีขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาในเรื่องป่าไม้ที่มีหัวใจ มีคนอยู่ในเรื่องของการศึกษาป่าไม้ด้วย 

ทีนี้พอเข้าไปจริง ๆ มันก็ยังพบว่า มหาลัยก็ยังเป็นระบบราชการอยู่อะไรอย่างงี้ การทำอะไรหลายอย่างมันก็ ไม่สามารถ.. มันมีศักยภาพหลายอย่างอยู่ที่นั่นน่ะครับ แต่มันไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว (เรา)อาจจะคนใจร้อนนะครับ ก็เลยอยากจะหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง ก็เลยคิดว่าตัดสินใจที่จะเดินออกมาจากตรงนั้น จริง ๆ ไม่ได้มีดราม่า ทะเลาะกับใคร หรือว่าอกหักหรืออะไร มันเป็นผลรวม ๆ ที่เราตัดสินใจเดินออกมา ครับ 

ก็คือมีหลายปัจจัยน่ะครับ ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นก็คือ อาจจะอกหักจากระบบ ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น แต่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด พูดอย่างนี้ได้ไหมครับ 

ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด เพราะก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์ เราก็เคยทำงานในแวดวงเอ็นจีโอเนาะ เราก็ได้เห็น ก็ถือว่าเป็นเอ็นจีโออกหักก็ได้มาเป็นนักวิชาการ เราก็เรียกกันอย่างนั้นในยุคนั้น เราก็เรียกกันแบบนั้น แต่พอมาเจอ มาคลุกในข้างใน เราก็ได้เห็นอะไรบางอย่างอย่างงี้ ก็เลย ก็เออถ้ามันยังเป็นไปไม่ได้ มันก็น่าจะมีทางอื่นไหม ที่มันอาจจะมีความเป็นไปได้ทางอื่นอีกไหม ก็เลยเอาตัวเองออกมาครับ 

อีกอย่างก็คือว่าเหตุผลส่วนตัวมาก ๆ ก็คือ มันเป็นเรื่องแบบข้างในครับ เราไม่รู้ว่ามันมีอะไร calling (เสียงเรียกจากภายใน) เราอยู่ แต่รู้สึกว่าความสุขมันน้อยลง เป็นอาจารย์นี่มันค่อนข้างจะ safe zone เลยนะ อาชีพอาจารย์เนี่ย มีรายได้ที่ดี มี.. แต่ว่าเรารู้สึกว่าความสุขมันลดน้อยลง ยิ่งทำงานไป ยิ่งเอาแรงเพื่อนร่วมงาน คือ calling อันนี้มันอยู่ข้างใน ก็เลยมีอะไรบางอย่าง คิดว่ามันมีอะไรบางอย่างรออยู่ข้างนอกหรือเปล่า 

พอนึกภาพออก ว่ามีทั้งปัจจัยจากตัวเอง และปัจจัยจากสภาพแวดล้อมด้วยนะครับ 

ใช่ ๆ 

อาจารย์เป็นอาจารย์อยู่กี่ปีตอนนั้น

15 ปีนะ รวมเวลาไปเรียนต่อด้วยนะครับ 

ที่อยู่กับคณะวนศาสตร์เนี่ยนะครับ

ใช่ ๆ สิบกว่าปีถือว่า.. ทั้งหมดประมาณ 16 ปีแต่ว่าใช้เวลาไปเรียนต่อประมาณ 5 ปีครับ 

ก็คือเป็นอาจารย์ภาควิชาการจัดการป่าไม้ เท่าที่ทราบมา

ครับ เป็นสาขาวนศาสตรร์ชุมชน แต่ว่าอยู่ภายใต้ภาควิชาการเรียนการป่าไม้ครับ 

ครับ ถ้าแบบที่อ.พรเทพอธิบายก็คือจะมีกลุ่มวิชาว่าด้วยวนศาสตร์ชุมชน ซึ่งรวมเรื่องคนอยู่กับป่า ป่าชุมชน อาจารย์อยู่ในการเรียนการสอนส่วนนี้ 

ครับ ก็คือคณะวนศาสตร์แบ่งเป็น 1 คณะและภาควิชาต่าง ๆ  6-7 ภาควิชา จริง ๆ แล้วนี่สาขาวนศาสตร์ชุมชนก็เทียบเท่ากับ 1 ภาควิชานะครับ แต่เผอิญว่าเป็นภาควิชาที่ไม่มีหน่วยงานของตัวเอง ไม่มีโครงสร้างตัวเองครับ ก็คือต้องไปฝังอยู่กับ ไปฝากตัวเองอยู่กับภาควิชาการจัดการป่าไม้ ซึ่งอันนี้มันก็มีประวัติศาสตร์ความเป็นมา เพราะว่ามันเป็นสาขาวิชาที่เกิดขึ้นมาใหม่ ประมาณ 30 กว่าปี ถ้าเทียบกับเมเจอร์อื่นก็ได้เนาะหรือสาขาวิชาอื่น ก็ถือว่าเป็นน้องใหม่ของวนศาสตร์

เพราะฉะนั้นเนี่ย ด้วยตัว.. เราก็พยายามคุยกับผู้ก่อตั้งสาขาวนศาสตร์ชุมชนประมาณยุค 2529 เนี่ย ว่าทำไมสาขาภาควิชาอื่นเขามีโครงสร้างองค์กรหมดเลย มีหัวหน้าภาควิชา มีรองหัวหน้าภาควิชา มีอาจารย์ประจำ แต่ทำไมวนศาสตร์ชุมชนเหมือนกับไม่มีองค์กรเป็นของตัวเอง สมัยเราเรียนก็คือเหมือนผีที่ไม่มีศาลน่ะฮะ เหมือนกับร่อนเร่ไปเรื่อย แต่ว่าตอนหลังเนี่ย เข้าใจนะ เพราะว่าด้วยการเรียนการสอนเนี่ย ศาสตร์นี้เป็นศาสตร์ต้องใช้สหวิทยาการนะครับ คือต้องใช้ความรู้จากทุก ๆ ศาสตร์ เพราะฉะนั้นก็แปลว่าต้องมีอาจารย์จากหลายภาควิชาเพื่อจะสอนวิชานี้ 

ประเด็นนี้น่าสนใจมาก แต่ต้องคุยยาว เดี๋ยวผมกลับมาอีกที เรื่องวนศาสตร์ชุมชน 

ได้ ๆ 

ขอกลับไปสู่การแนะนำอาจารย์ให้คนที่ติดตามเห็นภาพนิดหนึ่ง ก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์ อาจารย์เคยทำงานในระบบ ของกรมป่าไม้หรืออะไรอย่างนี้ไหมครับ หรือว่าอยู่ฝั่งเอ็นจีโอ (องค์กรพัฒนาเอกชน) มาตลอด 

ครับ พอเรียนจบ เราจบประมาณปี 40 เนาะ ก็ตั้งใจแน่วแน่นะ คือข้าราชการนี่ไม่อยู่ในหัวนะ งานอาจารย์เนี่ยไม่อยู่ในหัว แต่ว่าตอนนั้นพอเรียนจบปี 40 ก็จะมีภาวะ(วิกฤติเศรษฐกิจประเทศ)ต้มยำกุ้งเนี่ย มันก็จะมมีโอกาสต่าง ๆ เข้ามาอยู่ แต่ว่าที่ตัดสินใจเลือกตอนนั้นก็คือ RECOFTC หรือศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเรื่องคนกับป่า ซึ่งก็อยู่ในม.เกษตรศาสตร์นี่แหละ เพราะดูแล้วตรงกับเรามากที่สุด กับสิ่งที่เราอยากที่จะเรียน เพราะตอนที่เรียนก็ต้องบอกว่าด้วยอิทธิพลอะไรบางอย่างในยุคนั้น เราก็ตัดสินใจที่จะเรียนสาขานี้เลย วนศาสตร์ชุมชน มุ่งตรงมาก พอจบไปมันมีโอกาสเราก็เลยเข้าไปทำงานที่ RECOFTC ก็ถือว่าเป็นเอ็นจีโอก็ได้เนาะ แต่ว่าเป็นเอ็นจีโอที่ทำงานในหลายประเทศในระดับภูมิภาคนะฮะ ก็อาจจะจะบอกว่าเป็นองค์กรระหว่างประเทศก็ได้ในลักษณะแบบนั้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นเอ็นจีโออยู่ ก็ทำอยู่ที่นั่นเกือบ 8 ปี 9 ปีอยู่เหมือนกันนะ แต่ว่าไม่เคยผ่านในระบบราชการ 

ครับ ก็คือผ่านระบบนอกราชการเนาะ แล้วก็มาเป็นอาจารย์ 

ใช่ ๆ 

อันนี้ก็น่าสนใจ ที่จะให้ background อาจารย์สำหรับคนที่ชม (live) ก่อน ว่าอาจารย์เคยทำอะไรมาบ้าง

 

 

ปรากฎการณ์วนศาสตร์รุ่นใหม่

กลับมาสู่คำถามหลักที่เราชวนมาคุยวันนี้ครับ ตกลงถ้าเป็นมุมมองของอาจารย์ สิ่งที่เกิดขึ้นของนิสิตวนศาสตร์ล่าสุดตอนนี้ ที่มีกิจกรรมขึ้นมาที่พวกเราก็แอบเรียกว่าเป็น “ปรากฏการณ์ของวนศาสตร์รุ่นใหม่” เนี่ย ในมุมมองอาจารย์คิดว่าเป็นปรากฎการณ์ไหมครับ

สำหรับเราถือว่าเป็นปรากฏการณ์นะและถือว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วยฮะ เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ธรรมดามาก ๆ แต่เผอิญว่าเราอยู่ในสังคมที่ไม่ค่อยธรรมดา เรื่องธรรมดาแบบนี้เลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติมาก

(การ) ที่มีน้อง ๆ หรือว่านิสิตปัจจุบันกลุ่มหนึ่งเนี่ย ลุกขึ้นมาคล้าย ๆ ว่าตั้งคำถามเนอะ กับสิ่งที่เขาเรียนอยู่ในชั้นเรียนกับโลกข้างนอกทำไมไม่ตรงกัน เขาลุกขึ้นมาถามแค่นี้เองฮะ ถูกไหมฮะ ทำไมสิ่งที่เขาเรียนหรือว่าเขารับรู้ที่สอนในคณะวนศาสตร์ กับสิ่งที่ัมันเกิดขึ้นจริงในสังคมรอบ ๆ ตัวเขาหรือว่าสิ่งที่เขารับรู้มาเนี่ยทำไมมันไม่ตรงกัน มันเกิดอะไรขึ้น

ผมคิดว่าเป็น ปรากฏการณ์ เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ทางหนึ่งที่ดีมาก ๆ ละก็ถ้าผมเป็นคณบดีนะหรือว่าเป็นสมาคมศิษย์เก่านิสิตคณะวนศาสตร์ ผมเฉลิมฉลองเลยนะมีปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น

ก็คือเป็นปรากฎการณ์สามัญที่ใครๆ เจอก็ต้องเกิดแบบนี้ อาจารย์มองแบบนี้มากกว่า

ใช่ ถ้าเป็นสังคมอารยะทั่วไป การที่มีคนกลุ่มหนึ่งมีความคิดอีกแบบหนึ่ง ลุกขึ้นมาตั้งคำถามเนี่ย เราคิดว่ามันเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติมาก และคนที่เรียนป่าไม้เองก็น่าจะเข้าใจปรากฏการณ์ตรงนี้ดีมาก ๆ เพราะมันเป็นการทดแทนทางธรรมชาติฮะ

คือในป่าธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่วันหนึ่งมันก็ต้องทำทำไมฮะ แก่ร่วงโรยไป เมื่อมีช่องว่างมีพื้นที่อยู่ในป่าเนี่ย กล้าไม้ก็จะต้องมาทดแทนต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นถูกไหมครับ แต่เผอิญว่าในครั้งนี้ กล้าไม้เหล่านั้นมันอาจจะเป็นคนละชนิดพันธุ์กับแม้ไม้ที่เคยครอบครองพื้นที่ตรงนั้นอยู่ มันก็เลย.. แม่ไม้เหล่านั้นก็อาจจะรู้สึกไม่มั่นคงในอะไรบางอย่าง

แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปเนี่ย นั่นหมายถึงว่าป่าจะมีความหลากหลายมากขึ้นถูกไหมครับ การที่มีความหลากหลายมากขึ้น มันเป็นสัญญาณที่ดีมาก ๆ เราควรจะร่วมกันเฉลิมฉลองมากกว่า ที่จะมาแบบ พยายามที่จะไปทำไมครับ ไปกดดันเขาไว้ ไปปิดเขาไว้ กดเขาไว้ไม่ให้เขาเติบโตขึ้นมา เราควรที่จะช่วยเสริม ไปช่วยประคับประคอง ให้เขาเติบโตขึ้นมามากกว่า

ซึ่งจริงๆ ถ้ามองในมุมของวิทยาศาสตร์ของวนศาสตร์ ก็จะเห็นว่าระบบนิเวศน์อันนี้เป็นสามัญมากๆ เขาน่าจะทำความ คนในวงในวนศาสตร์น่าจะทำความเข้าใจได้ง่าย

จริงครับ และก็รู้ว่าในศาสตร์วนศาสตร์ ถ้าจะจัดการให้ป่ามีความหลากหลายเราควรจะจัดการอย่างไร ควรจะเปิดแสงให้เอื้ออย่างไร ควรจะจัดการกับสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออย่างไร แม่ไม้ควรจะสื่อสารกับลูกไม้อย่างไร ผมคิดว่า ถ้าเราเปิดใจให้กว้าง ทำใจให้กว้าง ไอปรากฏการณ์ตรงนี้จะเป็นเรื่องธรรมดา สามัญมากๆ เป็นสังคมอารยะมากขึ้นเปิดมากขึ้น

อาจารย์ย้ำอย่างนี้เดี๋ยวคนจะเข้าใจว่าวนศาสตร์ที่เป็นอยู่ไม่อารยะนะครับ

(หัวเราะ) มันไม่ถึงว่าไม่อารยะนะครับ แต่ว่าเราปิดอยู่มันอยู่ในแดนสนธยาอย่างหนึ่ง แต่ว่าตอนนี้ด้วยปัจจัยแวดล้อม ปัจจัยทางสังคมต่าง ๆ มันเปิดแล้วเนี่ย มันเอื้อแล้วเนี่ย ทำไมเราไม่เอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยซ่อน ๆ มันอยู่ เอามาไว้บนโต๊ะให้คนอื่นได้เห็นและรับรู้ด้วย ร่วมกันมองมันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ 

 

 

“คนกับป่า” ในห้องเรียนวนศาสตร์

มาสู่ประเด็นที่สอง จริง ๆ คำถามนี้ก็ถามอาจารย์พรเทพไปเมื่อเช้าเหมือนกันแต่อยากจะ confirm (ยืนยัน) กับอาจารย์ต่อว่า จริงไหม ที่วนศาสตร์สอนให้ การจัดการป่าที่ดีไม่ควรมีคนอยู่ อันนี้จริงไหม เอาป่าไม่เอาคนภาษาชาวบ้าน กระแสหลักนะ

จริง ๆ เราคิดว่าก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมดนะ คือว่ามันมีพัฒนาการเนอะศาสตร์เนี่ย แต่แน่นอนตัวแกนหลักเนี่ย แกนหลักของตัวศาสตร์เนี่ย มันยังเป็นลักษณะว่ามองป่าที่ไม่มีคนอะครับ ป่าเป็นระบบนิเวศหรือสังคมของต้นไม้ ในนั้นก็จะมีพวกสัตว์ป่าและปัจจัยทางกายภาพต่าง ๆ  แต่ว่าไม่มีชีวิตคนเข้าไปอยู่ในสมการตรงนั้นด้วย

แต่ว่าตัวหลักสูตรเอง ถ้าเราแฟร์กับคณะ คณะเองก็พยายามที่จะปรับตัวให้มีมิติเรื่องของสังคมของคนเข้าอยู่ในหลักสูตร แต่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างที่จะช้า และก็มีแรงต้านบางอย่างที่ทำให้เนื้อหาของหลักสูตรนี้มันไม่เติบโต มันมีแรงต้านอยู่ข้างใน คล้าย ๆ ว่าด้วยกระแสทั้งหมด กระแสใหญ่กว่ายังมองว่า ถ้าเราจัดการป่าเราต้องเอาปัจจัยเชิงลบซึ่งก็คือคนออกไป เพราะคนไม่ได้อยู่ในสมการในเรื่องของการจัดการป่า

อันนี้คือเรามองจากมุมของศาสตร์ ซึ่งเข้าใจว่าได้รับแนวคิดนิเวศวิทยา เชิงเขียวจัด ซึ่งมีไอเดียจัดการป่าแบบ Yellowstone Park (อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน) ก็คือว่ามีแต่ป่าไม่มีคนอะไรทำนองนนั้น เข้าใจว่ามีการตั้งข้อสังเกตแบบนี้อยู่ ในมุมมองดั้งเดิมของศาสตร์วนศาสตร์มันเริ่มด้วยสมมติฐานแบบนั้นใช่ไหมครับ

โมเดล Yellowstone Park ถ้ามองในเชิงการพัฒนาของป่าไม้บ้านเรา เป็นระยะที่สองแล้ว

แนวคิดการจัดการป่าไม้ไทยระยะแรกเป็นแนวคิดการทำซุง แนวคิดหลักช่วงแรก ๆ ของการจัดการป่า หลังจากที่ประกาศให้พื้นที่ป่าเป็นป่าของรัฐภายใต้ป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าต่าง ๆ  เพื่อที่ให้รัฐหรือกรมป่าไม้ในยุคนั้นมีอำนาจเหนือพื้นที่ป่า เข้าไปจัดการทรัพยากรพื้นที่ป่าในยุคนั้น ซึ่งก็คือไม้ซุง แนวคิดการจัดการป่าในยุคแรกคือ จะจัดการป่าคือทำอย่างไรให้ป่าสามารถผลิตไม้ซุงได้อย่างยั่งยืนตลอดไป คือแนวคิด sustained yield คือสร้างผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ sustain development นะ yield ก็คือไม้ซุงนั่นเอง แนวคิดนี้นำมาสู่การทำไม้ มันมีศาสตร์ของการทำไม้อยู่ 

โดยมุมมองส่วนตัว การทำไม้ไม่ใช่ปัญหา เพราะศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าสามารถจัดการได้ เพียงแต่ว่าในยุคนั้น มีปัญหาเรื่องระบบการควบคุมการทำไม้ซึ่งมันไม่ตรงไปมา มันทำให้ศาสตร์ไม่สามารถทำงานตามที่ควรจะเป็น การทำซุงก็เลยล้มคึงไปพังไป ป่ามันก็เลยพังไปป่าก็เลยเสื่อม

เมื่อป่าเสื่อโทรหรือลดลงเรื่อย ๆ แนวคิดของการอนุรักษ์ก็เข้ามา แนวคิดการอนุรักษ์ของบ้านเราเพิ่งเข้ามาในปี 2504 ที่มีการประกาศ อุทยานแห่งชาติครั้งแรก ก่อนหน้านั้นเราทำไม้มาตลอด การอนุรักษ์ ที่บอกว่าป่าปลอดคน โมเดล Yellowstone เพิ่งเข้ามาเมื่อ 2504 นี่เอง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมชาติฉบับที่ 1 ณ ตอนนั้น

เพราะฉะนั้นถ้าเรามอง แนวคิดการจัดการป่าก็พยายามปรับไปตามบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในสมัยนั้น พอผ่านแนวคิดการจัดการอนุรักษ์ที่คุ้มครองไม่มีคน ผ่านมาสักระยะ เพิ่งมาช่วงปี 2530 นี่เองที่มองว่าต้องมีคนอยู่ในโมเดลของการจัดการป่าด้วย ในศาสตร์วนศาสตร์ชุมชนก็เลยเกิดขึ้นในช่วงนั้น 

ถ้าเรามองเป็นสามช่วง ช่วงแรกก็คือ timber production (ทำไม้) เลยครับ sustained yeild พอป่าเริ่มลดก็เริ่มอนุรักษ์ป่าแนวคิดคุ้มครองก็ชัดเจนมากขึ้น พอมาถึงจุดหนึ่งมีความขัดแย้ง เพราะว่าการที่จะใช้โมเดล yellow stone การที่ป่าปลอดคน เราก็ต้องอพยพคนออก พยายามที่จะกีดกันไม่ให้คนมาร่วมในพื้นที่เหล่านี้ แล้วมันก็เกิดปัญหาความขัดแย้ง แนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมก็เกิดขึ้นมาในปี 2530 มันก็ดำเนินมาประมาณนี้ ศาสตร์ทางด้านป่าไม้

น่าสนใจมากครับ อาจารย์ทำให้เห็นภาพว่าก่อนปี 2500 เราจัดการป่าเพื่อให้มีไม้ได้ตลอดไป ช่วงสองเป็นช่วงอยากอนุรักษ์ แล้วใช้แนวคิดแบบฝรั่งป่าปลอดคน คราวนี้เลยเกิดนโยบายอะไรต่อมิอะไรตามมา แล้วเพิ่งตระหนักว่าเอาจริง ๆ แล้วบริบทไทยมีคนอยู่ในป่าไม่เหมือน(บริบทของ)ฝรั่ง พูดแบบนี้ถูกไหมครับ

ครับ การที่มีคนอยู่ในป่า ในยุคของการทำไม้ หลังจากที่เราเปิดป่ามีเส้นทางที่เข้าไปในป่าก็มีคนส่วนหนึ่งที่เข้าไป มันมีสองส่วนเนาะ อีกส่วนคือชุมชนที่อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว คนที่นั่นอยู่แล้ว เพราะชุมชนหลายแห่งสะท้อนเล่าให้ฟังว่า เขาก็เข้าไปคัดค้านบริษัทการทำไม้ในยุคนั้น เพื่อคุ้มครองต้นน้ำของเขาเอง เขาอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ก่อนที่ยุคการทำไม้ก่อนที่รัฐจะประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครอง

อีกส่วนหนึ่ง คนที่ว่าก็คือคนที่ตามถนนที่บริษัททำไม้ตัดเข้าไปในพื้นที่ป่าเมื่อป่าถูกเปิด คนเหล่านั้น เมื่อบริษัททำไม้เสร็จแล้วก็อาจจะไม่ได้ออกมา ก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่น มีงานวิจัยที่ค่อนข้างชัด ว่าการพัฒนาของการบุกที่ดินทำกินในเขตป่าเนี่ย มันมีกระแสแบบนี้เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นนโยบายของรัฐด้วย ถูกไหมครับ ที่ต้องการให้มีความมั่นคงทางสังคม ก็ส่งเสริมให้คนบุกเบิกพื้นที่ เพลงของม.เกษตรยังบอกให้ช่วยกันบุกเบิกพงไพรเลยเพื่อความศิวิไลซ์มีความรุ่งเรืองมากขึ้นต่าง ๆ เหล่านี้ นี่เป็นประวัติศาสตร์ของการบุกเบิกที่ดินทำกิน

น่าสนใจมากครับอาจารย์ ในเชิงองค์ความรู้และบริบทที่มันซับซ้อนคือวนศาสตร์ไม่ได้อยู่ลอยโดด ๆ มันอยู่ในบริบทการพัฒนาของประเทศพอสมควร ถ้าดูจากยุคอาจารย์เล่ามา

 

 

“โซตัส” กับวนศาสตร์

ก่อนที่จะไปสู่ปัญหาบางกลอยอะไรต่าง ๆ อยากจะขอวกกลับมาตัววนศาสตร์ก่อน ในมุมมองของอาจารย์เองมีข้อสังเกตอะไร การเรียนของวนศาสตร์ กลับไปสู่เหตุผลที่อาจารย์ออกมามองยังไงครับว่า มีจุดบบกพร่องข้อผิดพลาดอะไรที่เราควรต้องมองบ้าง

เราอยากชวนให้มองแบบนี้ว่า เมื่อเราพูดถึงความเป็นวนศาสตร์ในไทย หรือว่า Thai Foresty ความเป็นวนศาสตร์แบบไทย ๆ มันอาจจะมี คือถ้าเราไปรื้อไปดูโครงสร้าง ไปรื้อโครงสร้างออกเนี่ย ก็อาจประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่ามันสำคัญมากที่มาประกอบกันให้เป็นวนศาสตร์แบบไทย

ส่วนแรกคือระบบโซตัส ระบบการรับน้อง ซึ่งระบบการรับน้องมัน function (ทำหน้าที่ / มีบทบาท / มีอิทธิพล) ค่อนข้างมาก ๆ เพราะว่าการรับน้องของวนศาสตร์ โดยทุกคนที่จบจะมี “เลขรุ่น” ของตนเอง อย่างของผมก็มีรุ่นของผม

อาจารย์รุ่นไหนครับ

รุ่น 50 ต้น ๆ ครับ เช่น เด็กเกษตรเด็กป่าไม้ เวลาเราไปพื้นที่ต่าง ๆ คำถามแรกเมื่อเราเข้าไปพื้นที่ต่างๆ คำถามแรกเมื่อรู้ว่าเราจากวนศาสตร์ เกษตรฯ คำถามแรกคือคุณรุ่นอะไร เลขรุ่นมันไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขลอย ๆ ไม่ใช่เลขใบ้หวยใช้ในการซื้อหวย แต่เป็นรหัสในการเข้าสู่สังคมทางวนศาสตร์ เป็นรหัสในการสร้าง connection (เครือข่ายความสัมพันธ์) กับรุ่นพี่ได้ด้วย 

ในยุคหนึ่งที่นิสิตวนศาสตร์ยังมีคนน้อยอยู่ ในยุคผม 135 คน การมีเลขรุ่นอาจจะมีผลต่อการได้งานทำ เพราะเป็นเรื่องของ connection กับรุ่นพี่ เลขรุ่นที่ผ่านการรับน้อง มันค่อนข้างเป็นระบบที่แข็งแรงมาก เพียงแต่ว่าพอบริบทสังคมเปลี่ยนไป นิสิตวนศาสตร์เยอะขึ้น คนในรุ่นเยอะขึ้น  คนในรุ่น ไม่ได้มุ่งไปสู่การเข้ารับราชการ หรือว่าเข้าไปสู่การทำงานป่าไม้อย่างเดียวเหมือนเคย ไอ้เลขรุ่นตรงนี้ความศักดิ์สิทธิ์และความขลังของมันรุ่นก็ลดน้อยเปลี่ยนไปตามบริบท ซึ่งก็เป็นเรื่องตามธรรมชาติ  บริบทสังคมเปลี่ยนไป คนก็อาจไม่ได้พึ่งพาเลขรุ่นเพื่อที่จะสร้างผลประโยชน์ให้กับตนเอง

ระบบโซตัสของวนศาสตร์ เราคิดว่ามันค่อนข้างแข็งแรง มันค่อนข้างที่จะ function ได้มาก ๆ มันมีความขลังของมันอย่างที่ว่า ตอนที่เราอยู่คณะ นิสิตปี 1 ก็จะมาบ่นมากว่าโดนรับน้อง(หนัก) ตอนที่เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงอยู่ก็ให้กำลังใจไปว่าเออ มันก็เป็นอย่างนี้ล่ะนะ ให้กำลังใจไปตามประสา มันจะมีกิจกรรมเต้นรอบกองไฟนะฮะ คือวันรับน้องคณะวนศาสตร์เอง เหมือนเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนผ่าน

อินเดียแดงอย่างงี้หรอครับอาจารย์ 

มีอินเดียแดงถูกต้อง

อันนี้ก็คือได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งรึป่ะครับ

ไม่แน่ใจครับ ก็มีคนที่พยายามที่จะไปสืบค้น แต่ขนาดเราผ่านมาเราก็ยังไม่รู้

งั้นก็วางไว้ ถ้ายังไม่รู้ก็ไม่เป็นไร

มีคนพยายามที่จะไปรื้ออยู่ว่ามาจากไหนอย่างไร คืนหลังเล่นรอบกองไฟเสร็จแล้ว จากเสียงบ่นๆ สิ่งไม่ชอบที่ตัวเองโดนกดทับ มันเปลี่ยนแปลงไปหมดเลย แล้วตัวเองก็กลายเป็นผู้กดขี่ต่อ จากการที่ตัวเองโดนกดขึ่ ดังนั้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ได้มาพร้อมเลขรุ่น เพราะว่าในช่วงยุคผมหนึ่งปี ของการรับน้องเรายังไม่ถูกเรียนว่าวนศาสตร์รุ่นที่ 58 สมมตินะ เขาไม่ให้เลขรุ่นน้องจนกว่าจะผ่านอันนี้ก่อน นี่แหละที่ผมบอกก็มี function ของมันอยู่ มันดำเนินต่อมา พอบริบทเปลี่ยนไป รุ่นน้องหลายคนเมื่อก่อน ใครไม่รับรุ่น เราจะเรียกว่า กาแฟ ต้องกล้าหาญมากนะที่จะทำแบบนั้นได้

เรียกว่าอะไรนะ

กาแฟ มาจากกาแฟดำเหมือนเป็นแกะดำ แต่ยุคนี้เราไม่รู้ว่ารุ่นน้องเขามีคำเรียกรึเปล่า 

นั่นก็แปลว่าต้องมีกระบวนการรับเลขรุ่นก่อนหนึ่งปีถึงจะได้ใช่ไหมครับ

ใช่ ๆ 

แสดงว่าจุดตัดจุดการรับรุ่นคือรอบกองไฟตรงนั้น คือรอบกองไฟคือนัยยะพิธีจบการรับรุ่นรับน้อง 

ใช่ครับ เป็นพิธีเปลี่ยนผ่านของการเป็นวนศาสตร์อย่างสมบูรณ์ 

อ๋อ ก็คือเด็กวนศาสตร์เดินเข้าไปปั๊งก็จะได้รับน้องทั้งปี แล้วก็ไปถึงปลายปี ค่อยมีพิธีรอบกองไฟและได้รับเลขรุ่นใช่ไหมครับ

เป็นกิจกรรมของรุ่นพี่ที่ทำกับน้อง ซึ่งเอาเข้าจริง ศิษย์เก่าคณะเองก็มีส่วนรู้เห็นอยู่ในกระบวนการนี้ แต่ไม่ได้ลงมากระทำการเอง คนที่กระทำการเป็นนิสิตรุ่นพี่ชั้นปีที่ 2-3-4 ตาม ๆ มา

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบวนศาสตร์อย่างที่อาจารย์ว่า

ระบบโซตัส ใช่ฮะ มันทำให้เกิด เป็นส่วนหนึ่งที่มาประกอบสร้างวนศาสตร์ 

หลายครั้งเราพบว่าไอความเป็นระบบโซตัสนี้มันยัง function (ทำหน้าที่) อยู่แม้กระทั่งปัจจุบัน คือความเป็นรุ่นพี่พยายามใช้อำนาจเหนือรุ่นน้อง อย่างเช่น ปรากฏการณ์ของคนรุ่นใหม่ ถ้าเราจะ related (โยง) กลับไป นั่นหมายความว่า รุ่นน้องไปตั้งคำถาม รุ่นพี่ก็บอกว่าคุณยังไม่มีประสบกาณ์ คุณจะรู้อะไรล่ะ ก็ยังมีรุ่นพี่ที่มีทัศนคติแบบนี้ คือรอให้คุณไปทำงานก่อนไหม มองว่าตัวเองเป็นพี่มีอำนาจมากกว่า ฉันมีความรู้มากกว่า ฉันมีประสบการณ์มากกว่า ซึ่งเหล่านี้เป็นผลผลิตของระบบโซตัสแบบเห็นได้ชัดมาก ๆ ที่ยัง function อยู่ แม้กระทั่งปัจจุบันก็ยัง function อยู่ ระบบนี้ก็คือองค์ประกอบแรกที่อยากจะรื้อให้เห็น ซึ่งก็คือโซตัส ที่ทำให้เห็นว่ามันยังฝังอยู่ในความเป็นวนศาสตร์

อันที่สอง ก็ไปที่คำถามที่คุณกมลพูด ก็คือไอ้ตัวศาสตร์ทางด้านป่าไม้ คือศาสตร์ด้านป่าไม้นี่ พยายามทำให้เป็นวิทยาศาสตร์การจัดการ เป็นวิทยาศาสตร์เป็น Science แน่นอนล่ะ อย่างที่เราได้คุยกันไป อันแรกเนี่ย มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ตามบริบททั้งหมด เปลี่ยนแปลงค่อนข้างทำได้ช้า เพราะต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า วนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอง ไม่ได้มีอำนาจเต็มที่ที่จะออกแบบตัวหลักสูตร มหาลัยเองถูกครอบด้วยกระทรวงอีก มันยังมีคนที่มาครอบอีกชั้นหนึ่งอยู่ อันนี้ถ้าจะแฟร์กับคณะ มหาลัย

เรื่องของการออกแบบหลักสูตร จริงๆ คนในเองอยากจะปรับปรุงรายวิชาไหม เราคิดว่ามีนะ มีความอยากปรับปรุงรายวิชาให้สอดคล้องกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ เพราะก็เคยร่วมการปรับปรุงหลักสูตร เพียงแต่ว่าพอไประดับมหาวิทยาลัย ระดับที่เป็นข้างนอกที่จะอนุมัติหลักสูตร ปรากฏว่าความคิดตรงนี้เราไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ เลย อย่างแค่จะปรับปรุงระดับรายเด็กวนศาสตร์ไม่ค่อยเก่งวิชาเคมี มีนิสิตติด F กันเยอะ คณะเองก็อยากจะปรับปรุงวิชาเคมีให้สอดคล้องกับวนศาสตร์หน่อย ก็ไม่สามารถทำได้ อันนี้จะเห็นตัวอย่างเล็ก ๆ นิดเดียว ว่าที่อยากทำให้รายวิชาเข้ากับบริบท แต่มันก็มีโครงสร้างอำนาจบางอย่างที่ไม่อนุญาตให้ทำได้ ถ้าเราแฟร์ เราก็จะต้องมองตรงนี้ด้วย

หัวใจสำคัญของศาสตร์ของ foresty science ของไทย ก็ยังมองว่าป่าคือไม่มีคน คิดว่าป่าเป็นของรัฐ นั่นคือแนวคิดหลัก  คือรัฐเราเอาทางคณะออกแบบรายวิชาก็เพื่อที่จะมองว่าคนที่จะเป็นคนตัดสินใจในการที่จะบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้คือรัฐ เพราะฉะนั้นด้วยแนวคิดแบบนี้ ก็เลยทำให้รายวิชาแข็ง ๆ อยู่แบบนั้น เพราะเรามองว่าป่าเป็นของรัฐ 

แล้วก็อย่างที่ได้คุยไปแล้ว คือวนศาตร์ชุมชนเพิ่งมีไม่กี่ปี 30 ปีมานี้ อีกอัน ถ้าเรามองตัวหลักสูตร ซึ่งอยู่บนฐานคิดที่ว่าป่าไม้เป็นของรัฐ รัฐต้องจัดการป่า รายวิชาก็ต้องแบบไปแบบนั้น หลักสูตรของวนศาสตร์เริ่มจากโรงเรียนป่าไม้ จ.แพร่ ในยุคนั้น ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่ถึงแม้ผ่านมา 70-80 แล้วเนี่ย วัฒนธรรมเรื่องของการผลิตคนยังมีอยู่ เพื่อเข้าสู่หน่วยงาน มันยังมีอยู่ เพราะต้นกำเนิดก็คือการสร้างคน ซึ่งก็คือนักป่าไม้ให้เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อันนี้ก็ชัดเจน

แล้วก็อีกอันหนึ่ง ถ้าเราพูดถึงการสอนวนศาสตร์ ผู้สอนวนศาสตร์เองก็มาจากแหล่งเดียวกัน มาจากหลักสูตรเดียวกัน ระบบเดียวกัน องค์กรเดียวกัน ความหลากหลายของผู้สอน ถึงแม้ว่าเราจะแยกย้ายกันไปเรียนในต่างประเทศ แต่ว่าจุดกำเนิดเรายังมาจากจุดเดียวกัน ด้วยความที่ไม่หลากหลาย มันก็ยังมีบางอย่างที่ยังเป็นแรงต้านอยู่ที่จะพากันเปลี่ยนแปลงไปอะครับ นี่คือเป็นอันที่สองการศึกษาวนศาสตร์นะครับ

อีกอันหนึ่ง ถ้าเรารื้อออกก็คือ สาม วิชาชีพวนกรค่อนข้างที่จะผูกขาดว่าต้องจบจากวนศาสตร์ ถ้าพูดถึงวนกร ต้องจบจากวนศาสตร์ วนกรในไทยก็คือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ขณะที่ประเทศอื่น คนที่ทำอาชีพป่าไม้ ปลูกป่า หรือว่าทำไม้ ไม่จำเป็นต้องเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ได้ แต่บ้านเรากลับกลายเป็นว่า พอเราพูดถึงคนที่เป็นวนกร เราจะผูกขาดว่าต้องเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ต้องเรียนจบเฉพาะจากที่ไหน ๆ มันทำให้ค่อนข้างที่จะไม่นำไปสู่ความหลากหลาย และค่อนข้างจะผูกขาด

เรื่องอาชีพวนกร มี 2 หน่วยงานที่เราคิดว่ามีความสำคัญมาก ๆ ที่พยายามจะคุมไว้คือ หนึ่ง สมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ถือว่ามีบทบาทค่อนข้างสูงมากทั้งในเรื่องการศึกษาเอง และเรื่องคุณลักษณะของการเป็นวนกรมืออาชีพต่างๆ คือสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ กับอีกอย่างความเป็นนักป่าไม้ถูกกำหนดด้วยโครงสร้างขององค์กร ก็คือ กรม 3 กรมกับ 1 องค์การ คือกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และองค์การอุตสาหกรรมทะเลป่าไม้ ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการแบบภาครัฐอยู่ ดังนั้นคนที่จบจากป่าไม้คณะวนศาสตร์ ก็จะเข้าไปสู่หน่วยงานเหล่านี้ และถูกกำกับด้วยสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์อยู่

โดยถ้าเรามอง หากพยายามรื้อโครงสร้างทั้ง 3 ออก และทำความเข้าใจทั้ง 3 องค์ประกอบให้ดีๆ และยอมรับกันได้ ผมคิดว่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่ที่ผ่านมาเราอยู่กันแบบที่ไม่ได้เห็นความชัดเจน เราอยู่แบบเห็นว่าวนศาสตร์แบบรวม ๆ เราไม่ได้เห็นว่าวนศาสตร์มัน function อย่างไร มันถูกกำกับด้วยใคร ด้วยวิธีคิดแบบไหน

ผมคิดว่าถ้าเรารื้อถอนทั้ง 3 อย่างนี้ออกจากกัน มันน่าจะดีเหมือนกันนะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมเหมือนกัน ที่ได้แชร์อะไรแบบนี้ แน่นอนมันเป็นทรรศนะและเป็นประสบการณ์ของผม อาจจะมีบางคนที่เห็นต่างออกไป ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าเราพูดวนศาสตร์ โดยไม่พยายามแยกแยะให้เห็นว่ามันคืออะไร ก็จะไปพัน ๆ กันอยู่ ไม่รู้ว่าจะปรับปรุงแก้ไขตรงไหน โดยที่ผ่านมา ข้อสรุปก็คือว่า ความเป็นวนศาสตร์ก็จะถูกครอบด้วยระบบโซตัสตรงนั้น 3 องค์ประกอบ มีระบบโซตัสเป็นแกนกลางของทั้งหมดอยู่ เพราะท้ายสุดแล้ว เขาไม่ได้มาสนใจว่าคุณมีความรู้ทักษะความสามารถอะไร คุณรุ่นอะไร วนศาสตร์รุ่นที่เท่าไหร่

ผมคิดว่าคนที่ฟังอยู่น่าจะเห็นภาพคล้าย ๆ กัน อันนึงที่เวลาอาจารย์พูดถึงสามเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการหล่อหลอมแบบโซตัสที่แข็งแรง ระบบรุ่นพี่รุ่นน้องความสัมพันธ์ องค์ความรู้ที่ค่อนข้างแข็งตัว import(นำเข้า) เข้ามา โดยที่อาจจะมีคำถามกับบริบทเข้าเมืองไทยในยุคนั้นๆไหม อันนี้ก็เป็นคำถามที่ไม่ได้ถูกอนุญาตให้ตั้งคำถามในช่วงที่ผ่านมา บวกกับโครงสร้างหลังจากเรียนจบ ก็ยังต้องไปทำงานใน 3 กรม 1 องค์การ และก็มีสมาคมศิษย์เก่าเข้ามามีอิทธิพลค่อนข้างเยอะในการใช้ชีวิตหลังเรียนจบอีก คำหนึ่งที่โผล่เข้ามาคือ การใช้อำนาจ ระบบเครือข่าย connection และการไม่เปิดให้ปัจจัยอื่น ๆ เข้ามามีอิทธิพลด้วยในช่วงที่ผ่านมา อันนี้เป็นภาพจากที่อาจารย์เล่า

 

 

วนศาสตร์ บุคคลากร และนโยบายจัดการป่าไม้ไทย

จริง ๆ มีคำถามที่ตอนแรกตั้งใจจะถามเรื่องวนศาสตร์กับบุคคลากรป่าไม้ไทย อาจารย์ก็อธิบายไปให้เห็นภาพแล้วว่า ก็ใช่ วงการป่าไม้ไทยถูกจัดการโดยวนศาสตร์ค่อนข้างเยอะ หลายระดับนะครับ อาจารย์มีมุมมองเพิ่มเติมไหมในเรื่อง วนศาสตร์กับบุคคลากรป่าไม้ไทยที่เป็นอยู่ ว่ามัน..

มี 2-3 ประเด็นเนาะ ความเป็นวนศาสตร์ที่อาจารย์ว่ามา ตัวบุคลากร ตัวนโยบายและทิศทางในการจัดการป่าไม้ ในเมื่ออาจารย์ก็บอกเองว่าการพัฒนาประเทศมันเดินของมันมาพัฒนาไปเรื่อยๆ คราวนี้วนศาสตร์ดูเหมือนจะแข็งตัวพอสมควร และคนที่กำหนดเนี่ยก็คือคนวนศาสตร์ ความเป็นวนศาสตร์มันมีอิทธิพลในเชิงบุคคลต่อทิศทางป่าไม้ไทยอย่างไร

เป็นคำถามที่ดีครับ แต่มันซับซ้อนมาก ผมพยายามจะชวนคุยแบบนี้ก็แล้วกันว่า ยังมีช่องว่างที่ใหญ่มาก ระหว่างสถาบันการศึกษาคือที่คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับหน่วยงาน 3 กรมกับ 1 องค์การ

ช่องว่างที่ว่าคือ คณะพยายามจัดหลักสูตรโดยการประเมินบริบท ปรับปรุงหลักสูตร ผลิตคนออกไป แบ่งเป็น 6-7 สาขาวิชาต่าง ๆ เหล่านี้ มีความพยายามที่จะปรับปรุงหลักสูตรต่าง ๆ ตรงนี้ แต่พอศิษย์เก่าหรือผลผลิตจากหลักสูตรเหล่านี้จะเข้าสู่ 3 กรม 1 องค์การ มันเป็นอีกเรื่องเลย เพราะคนที่ไปกำหนดหลักเกณฑ์คุณลักษณะว่าใครจะเป็นบ้าง อยู่นอกความควบคุมของมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องของกพ. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ซึ่งจะไปกำหนดตรงนั้น ซึ่งในตรงนี้ยังไม่สอดรับกัน นั่นหมายความว่าตลาด เอาเฉพาะ 3 กรมกับ 1 องค์การ เขาต้องการคนที่มีคุณลักษณะแบบไหน มีความรู้ทักษะแบบไหน ส่วนนี้ก็ไม่ชัดเจน ไม่เคยมีการวิเคราะห์ให้เห็น ขณะที่ตัวหลักสูตรก็วิเคราะห์ตัวเองไป ทำให้ทั้งสองอันไม่ fit (สอดคล้อง) กัน

สามารถยกตัวอย่างให้เห็นได้เช่น คณะวนศาสตร์เปิดสอนวนศาสตร์ชุมชน แต่พอนิสิตสาขาวนศาสตร์ชุมชนสอบเข้าทำงานจริงของ 3 กรม 1 องค์การเนี่ย มีบางคนเข้าไปทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าก็มี เขาตั้งใจเรียนวนศาสร์ชุมชน แต่พอเข้าทำงานจริง ไม่มีตำแหน่งทางวนศาสตร์ชุมชนให้ และไม่สามารถเลือกได้ด้วย ทำให้ต้องเปลี่ยนไปทำในสาขาอื่น

ซึ่งคณะเองก็รับรู้ปัญหาตรงนี้ โดยในยุคผม ยุคแรก ๆ จะแบ่งสาขาวิชาไว้ชัดเจนมาก คือคนที่เรียนสาขาวิชาต่างกัน เช่นวนศาสตร์ชุมชนกับวนวิทยาที่อาจารย์พรเทพเรียนเนี่ย ก็จะมีวิชาความรู้ที่แตกต่างกันอย่างน้อย 15-20 หน่วยกิต แยกกันไปเลย แต่ว่าในเนื่องจากในยุคหลัง ถึงแม้เราจะผลิตคนที่มีความรู้เพียงพอในระดัปริญญาตรีเนี่ย แต่พอเข้าทำงานจริงก็ถูกจับคนไปคละกันอีก ไม่ได้แบ่งตามฐานความรู้ คณะเองจึงปรับตัวโดย คณะไม่ต้องแยกเป็นสาขาวิชาแบบชัดเจนขนาดนี้หรอก คุณเรียนกันต่างแค่ 6 หน่วยกิตก็พอ มีเพื่อนเคยแซวจากคณะอื่นเหมือนกันว่า ถ้าต่างกันเท่านี้เนี่ยจะแยกเป็นสาขาวิชาเพื่ออะไร การลดจำนวนหน่วยกิตของแต่ละสาขาวิชาลง เป็นการผลิตคนให้มีพื้นฐานความรู้วนศาสตร์ทั่ว ๆ ไป ถ้าพูดแบบนี้ก็ได้ มีความรู้พื้นฐานเหมือน ๆ กันหมด เหลือที่ต่างกัน 6 หน่วยกิต เป็นวิชาโครงงานกับวิชาเลือก 

เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่าคณะวนศาสตร์ไปกำหนดทิศทางได้ไหมเนี่ย ช่องว่างที่หนึ่งก็คือเป็นแบบนี้

อันที่สองก็คือ พอหลังจากที่เข้าไปสู่ในหน่วยงานแล้ว อันนี้ผมค่อนข้างที่จะมีความรู้น้อย มันก็จะมีระบบของอำนาจภายในหน่วยงานอีก เรื่องของผลประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ขององค์กร ว่าจะทำยังไงให้องค์กรมีธรรมาภิบาล มีการบริหารงานที่โปร่งใส สามารถจะใช้ศาสตร์ความรู้ที่เรียนมาจากคณะวนศาสตร์ไปใช้งานได้ ส่วนตัวผมเชื่อมั่นว่ามีนักป่าไม้หลายคนที่อยากทำงานที่ให้ป่าไม้ดีขึ้น ให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ แต่ยังมีติดอะไรอยู่บางอย่าง ซึ่งแน่นอน ผมไม่มีข้อมูลตรงนี้ จึงไม่อยากเม้า นินทา

(หัวเราะ) แต่มันมีแน่นอน ส่วนตัวเคยไปช่วยงานกรมป่าไม้ครั้งหนึ่งแต่ขอไม่บอกสำนัก แน่นอนว่าก็เห็นเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ที่ยังไม่ตรงไปตรงมา และไม่สามารถใช้ความรู้ที่เรามีอยู่เข้าไปทำงานได้เต็มที่ และยิ่งพออยู่ ในการทำงานหน่วยงานราชการที่มีความคิดราชการแบบ hierarchy (ลำดับชั้น) ชัดเจนมาก มีระบบคำสั่งที่ชัดเจนมาก ระบบเจ้านายลูกน้อง ที่ให้คุณโทษกับคุณเนี่ย คนก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือใช้ความรู้ ความสามารถของตัวเองที่มีอยู่ในการเปลี่ยนแปลงตรงนั้นได้

พอมันไปอยู่ในระบบตรงนั้นนานๆก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกันที่จะไปเปลี่ยนแปลง มันยากสำหรับเขาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการสอดคล้อง สอดรับกัน ระหว่างการศึกษากับการบริหารจัดการป่าไม้ ผมคิดว่ามันยังมีช่องว่างอยู่ มันยังไม่ต่อกัน จะทำให้ต่อกันยังไง มันก็เป็นอีกประเด็นใหญ่มาก ๆ ที่ต้องขบคิดกันต่อ

จากที่อาจารย์เล่ามาผมคิดว่า ภาพหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาก็คือ ความแข็งตัวของความเป็นวนศาสตร์ค่อนข้างสูงในแทบจะทุกมิติเลยนะครับ ตอนแรกตั้งใจว่าจะชวนคุยต่อ ว่าพอเรียนจบมาแล้วระบบโซตัสมันยังทำงานอยู่ในระบบการทำงานของ 3 กรม 1 องค์การนี้ไหม หรือว่าในระดับกระทรวง เพราะว่าคนใน 3 กรม 1 องค์การนี้ พอโตๆ ไป เขาก็ไปกำหนดนโยบายใช่ไหมครับ

ไม่รู้ว่าอาจารย์มีความเห็นไหมว่า ความแข็งตัวความเป็นวนศาสตร์แบบแข็งตัวและระบบโซตัส มันยังทำงานอยู่ในวิถีชีวิตทำงานจริงของ 3 กรม 1 องค์การ 1 กระทรวงนี้ไหม หรือว่าไม่มีความเห็น ไม่มีข้อมูลเลย

ไม่มีข้อมูลเลย แต่มีข้อสังเกต ความเห็นส่วนตัวมากๆ คือระบบโซตัสไม่ function ตลอดเวลา functionในบางเรื่อง เช่น การสั่งการ การเชื่อฟังรุ่นพี่ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบอุปถัมภ์ แต่เมื่อต้องจะต้องเข้าสู่ตำแหน่งบางอย่างที่มีผลประโยชน์ ส่วนนี้คิดว่าระบบโซตัสไม่ทำงานแล้ว เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

คือเข้าสู่ผลประโยชน์กับระบบของการเมืองไปเลย

ใช่ ก็เป็นเรื่องการเมือง ซึ่งตรงนี้ที่น่าจะเป็นจุดอ่อนของการเรียนการสอนวนศาสตร์ที่พยายามจะทำให้ตัวเองเป็นวิทยาศาสตร์ ปฏิเสธความเป็นการเมืองทุกเรื่อง แต่ตัวเองต้องเจอการเมืองในทุกระดับ คุณทำงานในพื้นที่ ก็ต้องเจอการเมืองในระดับพื้นที่เนาะ ในองค์กร คุณจะจัดการทรัพยากร จัดสรรโครงการ ก็เจอเรื่องของการเมืองเรื่องของผลประโยชน์ เบื้องบนก็มีผลประโยชน์ เรื่องของการกำหนดกฎหมายอีก มันเป็นเรื่องการเมืองมาก ๆ

แต่ว่าบางคนก็ใช้ผลประโยชน์จากช่องว่างนี้ ก็คือเล่นกับมัน หาผลประโยชน์ไป ขณะที่บางคนก็ตั้งใจทำงาน แต่ตรงนี้ไม่ได้มีงานวิจัยอะไรมารองรับ เป็นข้อสังเกตส่วนตัวมาก ๆ มันก็จะมีคล้าย ๆ ว่าเกิดเป็นคำพูดกระแหนะกระแหนแซวกัน ว่าไม่เจริญในหน้าที่ มันเจ็บปวดนะ คือตั้งใจทำงาน ทำงานดี แต่ไม่เจริญในหน้าที่ สำหรับผมมันเจ็บปวด เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคนทำงาน

พอเวลาคนวนศาสตร์เข้าไปสู่จุดที่เป็นจุดตัดสินใจทางการเมืองหรือนโยบาย อาจจะมีคนอยู่หลายกลุ่มหลายประเภท กลุ่มหนึ่งก็คือ play with flow เล่นกับเกมการเมืองไปเลย ส่วนอีกกลุ่ม ก็พยายามที่จะยืนยันอุดมการณ์หรือเจตนารมย์แบบวนศาสตร์ นักวิชาการ เป็นสองทางใช่มั้ยครับ

ใช่ครับ ๆ

แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง กลุ่มที่เลือกที่จะเล่นกับเกมการเมืองใหญ่ น่าจะมีอิทพลมากกว่า ฟัง ๆ ดูแล้วทิศทางน่าจะออกมาในทางนี้ ถ้าดูจากนโยบายการจัดการป่าที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้หรือเปล่า ที่เป็นการ function อีกแบบของระบบโซตัสวนศาสตร์ คือความแข็งแรงของระบบวนศาสตร์มารองรับ มันเหมือนเป็นเครื่องมือที่เตรียมพร้อมรองรับมาก ๆ จะใช้เครื่องมือนี้สำหรับทำอะไร แต่ถ้าเกิดบังเอิญคนที่อยู่ top (บนสุด) ของระบบโซตัสเนี่ย ดันอยู่ในจุดที่เป็นจุดของผลประโยชน์และการเมือง สมมตินะครับ อันนี้เราไม่ได้ระบุตัวบุคคลนะครับ

ถ้ามองในภาพของโครงสร้างแบบนี้ ถ้าเกิดคนวนศาสตร์ที่อยู่บน top ของโซตัสซึ่ง control (ควบคุม) ระบบวนศาสตร์ได้ ดันไปอยู่ในจุดของการเมืองและผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นคนทั้งหมดก็จะถูกดึงไปเพื่อ serve(รองรับ) อะไรบางอย่างในเชิงเป้าหมายการเมือง  มีความเป็นไปได้ไหม

จริง ๆ เราอยู่ในโครงสร้างสังคมอำนาจที่มันซับซ้อนมาก จริง ๆ มือที่ว่า top ตรงนั้น เราก็ไม่รู้ว่า top มันอยู่ตรงไหน เราไม่รู้หรอก ว่าคนที่อยู่ข้างบนจริง ๆ คือใคร เพราะว่ามันคงจะซับซ้อนมาก

ที่พูดอย่างนี้เนี่ย ก็คือก่อนออกจากงาน เคยทำจะทำวิจัยอย่างนึง อาสาสมัครนะ เรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งแบบผู้ชำนาญการพิเศษ ว่าเข้าสู่ตำแหน่งกันอย่างไร เพราะมีเรื่องร้องเรียนเยอะ แต่ปรากฏว่าเราพยายามที่จะหาข้อมูลในส่วนนี้มันหาไม่ได้ ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าถ้าอยากทำให้วงการป่าไม้ดีขึ้น เราจำเป็นต้องเอาตรงนี้ออกมาสว่างมากขึ้น เรื่องผลประโยชน์ที่ว่าซับซ้อน ซ้อนเร้นมาก ๆ มันไม่ได้ ตอนที่ผมไปกับคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จะทำวิจัยเรื่องนี้เนี่ย ไปคุยกับใคร ดูทุกคนไม่อยากที่จะพูดถึง แน่นอนเราเข้าใจได้ มันอยู่ในโครงสร้างแบบไหน และทุกคนก็ไม่อยากที่จะเดือดร้อน ไม่อยากที่จะเอาปัญหาเข้ามาสู่ตัวเอง

เพราะฉะนั้นโครงสร้างที่มันซับซ้อนมีผลประโยชน์มหาศาลอยู่ตรงเนี่ย มันก็เป็นเรื่องเดียวกับสังคมไทย ที่เราไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว มันอยู่ตรงไหน มันมีประตูที่ล็อคอยู่หลายบานมากที่เราต้องช่วย ๆ กัน เราก็ไม่รู้ว่าใครเก็บกุญแจ

ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาโลกแตก

ใช่ ๆ (หัวเราะ) แต่มันก็มีอยู่จริงนะครับ ปัญหาที่ว่าเครือข่ายของผลประโยชน์ตรงนี้มันมีอยู่จริง แต่การที่จะเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเนาะ การที่จะฉายภาพตรงนี้ออกไปให้เห็นไม่ใช่เรื่องง่าย และก็ต้องคนใน คือถ้าคุณอยากที่จะเปลี่ยนแปลง คุณต้องกล้าหาญระดับมาก ๆ เลย ที่จะเผชิญและพูดตรงนี้ออกมา ต้องช่วย ๆ กัน ไม่ใช่ไปพูดทำนอง เดี๋ยวความเป็นวนศาสตร์เราจะแปดเปื้อนเสียหายไปต่าง ๆ นา ๆ ผมคิดว่ามายาคติหรือความคิดแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้วงการป่าไม้ดีขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อสังคมจริง ๆ เราต้องทำประเด็นตรงนี้ให้ออกมาให้ได้ให้ชัดเจน ช่วย ๆ กัน

 

 

วนศาสตร์ การเปลี่ยนแปลง การปรับตัว

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ระบบที่แข็งตัวที่ว่านี้น่าจะอยู่ไม่ได้แล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็คือว่ามันก็โดน disrupt (ป่วน) ไปด้วย คำที่อาจารย์พรเทพใช้เมื่อเช้าคือวงการวนศาสตร์เองก็อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ซึ่งถ้ายังทำตัวแบบเดิม หมายถึงระบบไม่ยอมปรับตัว ยังแข็งตัวแบบเดิม ยังสนุกกับผลกลุ่มประโยชน์และ connection แบบเดิม โดยที่ผลลัพธ์ออกมาแบบที่เป็นอยู่ในทิศทางแบบ เป็นต้นว่า พื้นที่ป่าตอนนี้มีงบประมาณไร่ละ 3 บาท คือผมจำตัวเลขไม่ได้ แต่ว่างบประมาณคุณก็น้อยมากที่จะเอาไปจัดการป่าให้ดีได้จริง ๆ หรือกรณีแบบบางกลอยที่มีชาวบ้านอยู่ในป่าคุณก็จัดการไม่ได้ คือทุกวิกฤติที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ ที่อยู่ในหน้าที่คุณเองเนี่ย ก็ไม่ได้ถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้คือข้อแรก

อันที่สอง วิกฤติเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โลกร้อน ป่าเปลี่ยน คุณไม่มีความยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับความท้าทายแบบนี้ วงการวนศาสตร์ถ้าไม่ปรับตัวก็ตาย  มีคนพูดประมาณนี้เลย คราวนี้ก็คือว่า จะปรับตัวไหม ปรับตัวอย่างไร นั่นคือประเด็นที่อยากให้อาจารย์ช่วยมองว่า หนึ่ง ความท้าทายของวงการวนศาสตร์จริงๆ ตอนนี้เป็นอย่างไร สองก็คือการปรับตัวมันควรจะเป็นอย่างไร

จริง ๆ เห็นด้วยว่าต้องปรับตัว แต่ถ้าจะทำให้วงการป่าไม้ดีขึ้น มองเฉพาะวงการป่าไม้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องยอมรับความจริง ว่าวงการป่าไม้ กรมป่าไม้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบของโครงสร้างในสังคมไทย ที่กดทับมาอีกชั้นหนึ่ง คือถ้าจะไปแก้จริง ๆ ก็ต้องไปถึงโครงสร้างข้างบน

แต่ถ้าจะมองแค่ในวงการป่าไม้เอง อย่างน้อยปรับตัวก็คือว่ามันมีคำ ๆ หนึ่งที่ตอนที่เราทำงานอยู่ก็พยายามที่จะช่วยในเรื่องนี้ คือเรื่องของการกระจายอำนาจออกไป อย่างน้อยคุณต้องยอมรับว่าอำนาจป่าไม่ได้เป็นของของรัฐเพียงอย่างเดียว ต้องยอมถ่ายโอน

ทุกวันนี้ก็มีสัญญาณการถ่ายโอนอำนาจที่ดีเกิดขึ้นนะ เช่น มีการปรับปรุงกฎหมายบางมาตราต่าง ๆ กฎหมายอุทยานแห่งชาติ กฎหมายสงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กฎหมายป่าชุมชน แต่ทั้งหมดทั้งมวล เพิ่งเริ่มต้นเมื่อปี 62 เอง ยังไม่ได้เป็นการถ่ายโอนอำนาจออกไป เป็นเพียงการถ่ายโอนภารกิจบางอย่างไปสู่ในระดับล่าง แต่อำนาจตัดสินใจจริง ๆ ยังอยู่ที่ตรงกลางอยู่

ก็อาจจะต้องมอง 3 ระดับ คือระดับของนโยบายกฎหมาย ต้องทำให้ถ่ายโอนไม่ใช่ไปที่ศูนจ์กลางอย่างเดียว ต้องไปโดยเฉพาะไปที่ระดับของท้องถิ่น มีชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถ้าพูดถึงตรงนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับความเป็นรัฐไทยอีก ว่าต้องการที่จะรวยศูนย์ ซึ่งตรงนี้มันต้องไปด้วยกัน แต่ในส่วนของป่าไม้เองก็ต้องมีการถ่ายโอนอำนาจออกไป

อีกอย่างที่ต้องมีการปรับปรุงก็คือ ในระดับองค์กร งานของ 3 กรม 1 องค์การ ต้องชัดเจนว่าต้องการคนที่มีทักษะแบบไหน ต้องเขียน job description (เงื่อนไขความต้องการสำหรับตำแหน่งงาน) ให้ชัดเจน เพราะถ้าไม่ชัดเจน ก็จะไม่มี career path (เส้นทางอาชีพ) ที่ชัดเจนก็จะข้ามกันไปมา มีการใช้เงินบางอย่างที่จะเข้าไปอยู่ตำแหน่ง จริงๆในทางเทคนิคก็มีคนพยายามที่จะทำ career path โดยเฉพาะในตำแหน่งที่สูงขึ้น โดยเฉพาะระดับผู้บริหารที่จะมีอำนาจในการตัดสินใจ ให้โปร่งใสมากขึ้น ตรวจสอบได้ มันมีคนที่พยายามทำ แต่ว่ามีแรงต้านซึ่งก็ชัดเจนว่าทำไมถึงมีแรงต้าน เพราะเป็นเรื่องของการจัดการผลประโยชน์ครั้งใหญ่ นี่ก็คือระดับองค์กรที่คุณต้องมี career path ที่ชัดเจน และมีคล้ายๆว่า  job description ที่ชัดเจน ว่าองค์กรของคุณต้องการคนที่มีคุณสมบัติแบบไหน ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เฉพาะกรมป่าไม้ แต่ก็จะเกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานกพ. ที่คุณก็ต้องเข้าร่วมเข้ามากำกับในส่วนนี้

อีกระดับคือ ระดับปฏิบัติการ ระดับพื้นที่ ตรงนี้คิดว่ามีความก้าวหน้าค่อนข้างเยอะ ยกเว้นบางที่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้หลายส่วนเริ่มที่จะทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน มีรูปธรรมต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ผมคิดว่าต้องเดินหน้าต่อไป และสรุปบทเรียนให้ชัดเจน ว่าทำไปแล้วได้ผลอย่างไร

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงกฎหมายป่าไม้ อย่างเช่น ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เริ่มที่จะมีช่อง เช่น มาตรา 64-65 ของกฎหมายอุทยานแห่งชาติ เริ่มเปิดโอกาสให้คนในชุมชนสามารถที่จะมาร่วมกับอุทยานได้ ซึ่งคนในพื้นที่ก็พยายามที่จะใช้กลไลเหล่านี้ รวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในกระบวนการนี้ คือไม่ใช่เอาตัวเองเป็นหลัก ถ้าการทำงานแบบมีส่วนร่วมคุณก็ต้องกระจายอำนาจออกไปและสรุปบทเรียนให้ชัดเจน ผมคิดว่าถ้ากรมป่าไม้ในวงการป่าไม้จะปรับปรุงโดยเฉพาะการบริหารจัดการป่าไม้ก็ต้องมอง 3 ระดับนี้ 

คือตัวนโยบายกฎหมายก็ต้องชัดเจน ซึ่งมีสัญญาณที่ดีแล้ว แต่ช้าเหลือเกิน ตั้งแต่ปี 2439 จนถึง 2562 เพิ่งมีการปรับปรุงกฎหมาย ผมคิดว่าต้องไปด้วยกันทั้ง 3 ระดับนี้  แต่ต้องไม่ลืมว่าโครงสร้างใหญ่ของรัฐไทย เราต้องมองตรงนั้นด้วย จะทำดีเฉพาะวงการป่าไม้โดยไม่มองว่ารัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรไม่ได้ ท้ายที่สุดก็กลับมาวังวนเดิม ปัญหาไม่มีการแก้ไข

ก่อนที่จะไปคำถามสุดท้าย มีทางบ้านส่งคำถามมา บทบาทนิสิต คณะอาจารย์ คณะอื่นๆ มหาลัยอื่นๆ จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของคณะวนศาสตร์ เป็นไปได้มั้ย ถ้าเป็นไปได้ อย่างไร” อันนี้ถามความเห็นอาจารย์ครับ

จริง ๆ ตามกลไกมีอยู่แล้ว เรื่องของการมีส่วนร่วมในส่วนของการร่วมวิพากษ์หลักสูตร ซึ่งคนนอกที่ว่าต้องทำให้กว้างขวางมากขึ้น ต้องกำหนดว่าคนนอกที่ว่าเป็นใครได้บ้าง ไม่ใช่กลุ่มที่ล็อกตัวไว้

มีครั้งหนึ่งในหลักสูตรก่อนที่ผมทำงานอยู่ก่อนที่จะออกมา เนื่องจากมันมีการปิดหลักสูตรไปเนอะ หลักสูตรคู่ขนาน 2 ปริญญาเนี่ย ก็มีการเชิญคนนอกมานะ คนนอกที่ว่าเนี่ย เนื่องจากเราทำงานร่วมกับคนที่คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาสังคมวิทยามานุษยวิทยาเนี่ย เราก็เชิญคนนอกซึ่งเป็นคนนอกแบบที่คนวนศาสตร์ไม่คุ้นเคยเข้ามาร่วม เขาก็แปลกใจมากนะ ซึ่งถ้าให้คนนอกมาร่วมวิพากย์หลักสูตร มันก็ต้องเป็นคนนอกจริง ๆ ไม่ใช่แค่เขียนไว้เนาะ ว่าเราต้องการที่จะเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วม แต่เอาเข้าจริง ก็มีการทำแต่เป็นกลุ่มคนนอกที่ก็ยังอยู่ในวงการเดียวกันอยู่

ก็คือล็อกสเปค

ใช่ ชัดเจนมาก

มาถึงคำถามท้าย ๆ  จากที่อาจารย์บอกว่าตอนนี้วนศาสตร์ก็เผชิญต่อการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวส่วนหนึ่งก็ต้องมาจากการปรับตัวจากภายในถึงจะเปลี่ยนแปลงที่น่าจะหวังผลได้ มองกลับไปเรื่องปรากฏกาณ์ของวนศาสตร์รุ่นใหม่ มีสิ่งหนึ่งที่อาจารย์พรเทพพูดถึง คือ อ.พรเทพ เพิ่งเข้ามาเป็นคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต ได้ประมาณสักครึ่งปีใช่ไหมครับ อาจารย์ก็บอกว่าเป็นสัญญาณที่ดีของคณะเองว่าพยายามที่จะปรับตัว เพราะ อ.พรเทพแกบอกตั้งแต่เนิ่นเลยว่า แกเข้ามาแกอยากจะให้นิสิตพูดได้ทุกเรื่องในคณะวนศาสตร์ ในจุดที่ อ.พรเทพ อยู่เนี่ย แกก็พยายามจะเปิดช่องตรงนั้นให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝั่งเด็ก นิสิตคณะวนศาสตร์ก็พยายามที่จะใช้โอกาสนั้น ที่จะลุกขึ้นมาพูดในเสียงที่แตกต่าง ปรากฏการณ์แบบนี้พอจะเป็นความหวังได้ไหม 

เราเชื่อมั่นในประเด็นความหวัง ค่อนข้างเชื่อมั่นกับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เขาปฏิบัติการอยู่เป็นความหวังของเรา เป็นสัญญาณที่ดี และแน่นอนว่าเราไม่ได้มี อ.พรเทพ ร้อยคนในมหาวิทยาลันเกษตรศาสตร์ หรือเป็นแบบแก  อ.พรเทพอาจจะเป็นหนึ่งในสัดส่วนแบบ 0.000001

(หัวเราะ) อันนี้ตัวเลขจริงไหมครับอาจารย์

อันนี้สมมตินะ (หัวเราะ)

อยากให้อีกหลายอาจารย์มาช่วยกันหนุนเสริม เกื้อกูล ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ทำให้พื้นที่ตรงนั้นมีการแลกเปลี่ยนกัน อย่าคิดว่าคนรุ่นใหม่ไม่รู้เท่าตัวเอง ซึ่งก็สะท้อนกลับมาที่ตัวเองผู้สอนเอง ว่าถ้าคุณไม่เชื่อว่าสิ่งที่คุณสอนอยู่ จะสามารถ empower ลูกศิษย์ที่เรียนกับคุณได้จริง ๆ ก็ต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่ามัน empower ได้จริงไหม มันก็สะท้อนกันไปมา ลูกศิษย์ก็สะท้อนตัวตนของเรา ว่าวิธีการสอนของเราไป empower นิสิตจริงหรือเปล่า หรือว่าเราพยายามกดทับเขาไว้ ซึ่งก็อยากเห็นปรากฎการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเยอะ ๆ และให้กำลังใจ โดยเฉพาะน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาคล้าย ๆ ว่าตั้งคำถามและลุกขึ้นมากล้าที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ส่วนตัวส่งเสริมมาก ๆ และอยากเห็นคณะและมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสตรงนี้ ถ้าไม่ใช่ อ.พรเทพ มันจะเป็นอย่างไร

ปรากฎกาณ์ที่คนรุ่นใหม่ออกมาพูดในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมที่กดทับเราอยู่ ก็ไม่ใช่เพิ่งเกิด เพียงแต่ว่าในปัจจุบัน มีปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อโดยเฉพาะ social media เปิดโอกาสให้เขาได้พูด ในสิ่งที่คิดมากยิ่งขึ้น ในยุคผมเอง ปี 2535 ที่เข้าเรียนปี 1 ก็มีเพื่อนที่ผมยืนยันได้ว่าเขาตั้งใจเข้ามาเรียนวนศาสตร์ แต่เขายอมรับไม่ได้กับระบบโซตัส เขาต้องแลกด้วยการเอาตัวเองออกไป ซึ่งเกิดขึ้นมาตลอด silence voice มันมีมาตลอด แต่ว่าปัจจัยแวดล้อมยังไม่เอื้อ ในยุคปัจจุจันที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเอื้อตรงนี้ silence voice ก็สามารถที่จะทำงานเพื่อ empower ตัวเองได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็เลยมีความหวังกับตรงนี้ เพียงแต่ว่ามันต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ก็บอกไม่ได้ เราจะได้เห็นไหม คนอย่างรุ่นเราจะได้เห็นไหมกับสิ่งที่เราฝันไว้

น่าจะมีความคล้ายกับสังคมไทยที่มี silence majority คือมีคนที่มีความคิดเห็นแต่ไม่ส่งเสียงออกมาค่อนข้างเยอะ ทั้งๆ ที่มีความคิดเห็น ซึ่งอันนี้เป็นปุ๋ยชั้นดี หรือว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นที่ว่า ในวงการวนศาสตร์มองเห็นไหมว่า social media มันจะมีธรรมชาติอันหนึ่งคือถ้าไปกระแทกจุดให้มันติดแล้วเนี่ย การโตของมันไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบ linear (เส้นตรง) แต่มันขึ้นเป็นแบบ exponential ก้าวกระโดด) ช่วงที่อาจารย์เรียนอยู่ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจจะต้องใช้เวลา 10 ปี แต่ในยุคนี้อาจจะใช้เวลาเพียง 10 นาที เกิดขึ้นได้เหมือนกัน มีคนตั้งข้อสังเกตแบบนี้ และพยายามจะลองมองความหวังของการเปลี่ยนแปลงในสังคมในทางนี้ เป็นไปได้ไหมว่าวงการวนศาสตร์จะลุกมา support กลุ่มวนศาสตร์รุ่นใหม่หรือทิศทางแบบที่อาจารย์พรเทพทำ

เรามองแบบนี้นะ ถ้าเกิดในมหาวิทยาลัยเอง ในสถานภาพเป็นนิสิต มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ช่องทาง social media ในการสื่อสาร แต่ยังมี 70% ของศิษย์เก่าวนศาสตร์ที่เข้าไปสู่ระบบราชการอยู่ ซึ่งเราคิดว่าในระดับปัจเจก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในระดับที่ทำให้จะให้เกิดพลังเปลี่ยนแปลงองค์กร อันนี้ไม่แน่ใจ เรายังสงสัยอยู่ว่าจะทำให้เกิดพลังเปลี่ยนแปลงองค์การป่าไม้ไหม เฉพาะศิษย์เก่า

วนศาสตร์รุ่นใหม่ไม่ได้มีเฉดเดียว มีหลายเฉด คนรุ่นใหม่เองก็มีหลายเฉด ก็สงสัยว่าพอไปอยู่ภายใต้โครงสร้างที่มันแข็งขนาดนั้น จะทะลุไปได้อย่างไร หนึ่งก็คือท้าทาย และอันที่สองก็คือเชื้อเชิญ

เพราะเราเห็นน้อง ๆ ที่อยู่ในหน่วยงาน เขาก็มีความพยายามที่จะเป็นตัวของตัวเอง สื่อน่าจะไปคุยกับเขานะ ถ้าเขาเปิดเผย ไม่รู้ว่าเขาจัดการกับความรู้สึกตัวเองอย่างไร มันเป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์ตัวเขาเอง ความรู้สึกข้างในเขา กับหน่วยงานที่เจอ ซึ่งคิดว่าไม่ตรงกับความรู้สึก ความเชื่อของเขา ตรงนี้เขาจัดการกับความรู้สึกอย่างไร เราคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะเราพบว่าคนรุ่นใหม่เก่งมาก ในการที่จะจัดการกับอะไรแบบนี้ เพราะเคยถามน้องคนหนึ่งตรง ๆ ว่าในเมื่อคุณไม่เชื่อในองค์กรนี้ ทำไมยังทำงานกับเขาได้ เพราะถ้าเป็นรุ่นผม ถ้าผมไม่เชื่อ ก็จะไม่เดินออกไป

เหมือนอาจารย์ที่เดินออกมา (หัวเราะ) 

ขี้แพ้ไง (หัวเราะ) ไม่ใช่

ตกลงแพ้หรือชนะ ที่เดินออกมาแบบนี้

เราคิดว่าเรามีความสุขนะ 10 เดือนที่ออกมา ไม่คิดว่าตัวเองผิดพลาดอะไร 

 

 

ชีวิตหลัง “การเดินออกมา” 

ตกลงตอนนี้อาจารย์ทำงานอะไรอยู่ครับ

จริง ๆ เพิ่งทำงานโครงการให้กับเครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม (INEB) อยู่ภายใต้มูลนิธิเสฐียรโกเศศ(-นาคะประทีป) ไม่รู้เขาจะให้พูดได้รึเปล่า พูดได้แหละ เพราะมันไม่ได้ปิดอะไร

ทำงานเรื่องของศาสนา สันติภาพ ในศรีลังกา พม่า และประเทศไทย จะสร้างเป็น network เพื่อให้เกิดสันติภาพเพราะว่าในชุดความเชื่อในแต่ละประเทศที่พยายามให้พุทธเป็นศาสนาหลักเนี่ย มันก็จะมีกลุ่มที่ถูกเอสครูทออกไปอีก  เราก็จะทำงานในส่วนนี้ ไปสร้างกลไกที่ทำอย่างไรให้เราเคารพความหลากหลายเหล่านั้น ก็ถือว่าเปลี่ยน field 

อย่างนี้ความรู้วนศาสตร์ก็พับหิ้งไปเลย

จริง ๆ ก็ไม่พับ ทุกอย่างมันก็อิงอาศัยกัน เพราะเอาเข้าจริง ๆ พอทำงานที่เกี่ยวพันธ์กับพระสงฆ์ เราก็พบว่ามีเครือข่ายของพระสงฆ์ที่ทำงานเกี่ยวกับอนุรักษ์ สร้างเป็น eco temple หรือ eco village มิติของการทำงานจะไม่ได้มองที่ตัวระเบียบกฎหมายมาก ทำงานกับเรื่องของจิตใจมากขึ้น spiritual มากขึ้น ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่เราบอกเรื่อง calling ในตอนแรก calling ข้างในกับสังคมภายนอก คือถ้ามัน align กันได้ เชื่อมต่อเป็นอันเดียว มันก็น่าจะเป็นการทดลองอีกแบบหนึ่ง ที่จะลองทำงานแบบนี้

น่าสนุกนะครับงานใหม่ของอาจารย์ คิดว่าคำถามน่าจะหมดแล้ว อาจารย์มีอะไรอยากเพิ่มเติมจากประเด็นที่ถามไปไหมครับ 

ขอบคุณมาก ๆ อยากให้กำลังใจน้อง ๆ ต่อ อันนี้เราเชื่อแล้วว่า silence voice matter (พลังเงียบคือกุญแจสำคัญ) แน่ ๆ มันดังขึ้นแน่ ๆ ไม่ว่าจะรวมกลุ่มมาก กลุ่มน้อย มันจะช่วยได้ การเป็น network (เครือข่าย) จะช่วยการขบคิดได้ สร้าง value support (การสนับสนุนเชิงคุณค่า) ซึ่งกันและกันได้ และให้กำลังใจเขาได้ .. พูดออกมา แน่นอนว่ามันมีแรงต้านอยู่ การที่รวมกลุ่มก็จะสร้างเพื่อนที่อยู่นอกวงการมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องมองหาทางออกร่วมกัน และเชื่อว่าสักวัน เราจะหากุญแจเจอ กุญแจที่หายไป ที่ไม่รู้ใครเก็บมันไว้

ผมคิดว่าอาจารย์ได้ปิดการสนทนาวันนี้ไปอย่างสวยงานแล้วครับ ที่เหลือก็ได้แต่ภาวนา ว่าพลังของความกลัวกับความกล้าในคนวนศาสตร์ ทั้งคนในและคนนอก ว่าพลังไหนจะชนะ จะมากกว่ากัน ก็คงต้องลุ้นต่อไปครับ ว่าการเปลี่ยนแปลงวนศาสตร์บ้านเรา จะเปลี่ยนแปลงไปทิศทางไหน

สำหรับ live นี้ ขออนุญาติจบแค่นี้ โอกาสหน้าเราอาจจะขอรบกวนชวนอาจารย์คุยเรื่องมิติอื่นที่เกี่ยวกับงานอาจารย์บ้าง  ขอบคุณมากครับ

ยินดีครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ