ถอดบทเรียน “ป่าภูถ้ำ” จัดการน้ำ แก้จน

จากชุมชนที่ต้องเผชิญกับภาวะแล้งซ้ำซาก “ฝน 2 ปี แล้ง 4 ปี” สู่ชุมชนที่มีรายได้เกือบแสนต่อปีต่อครัวเรือน ด้วยระบบการจัดการน้ำแบบใหม่ ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศน้ำ

ฝน 2 ปี แล้ง 4 ปี

“มันมีปัญหาเรื่องความแห้งแล้งซ้ำซาก ต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ผมจำความได้ก็ 40 กว่าปี ก็จะมีปรากฏการณ์แล้ง 4 ปี ฝนดี 2 ปี สลับกันอยู่แบบนี้”

พิชาญ ทิพวงษ์ ผู้นำชุมชนป่าภูถ้ำ ตำบลแวงน้อย อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เล่าถึงปัญหาขาดแคลนน้ำทางการเกษตรและอุปโภคบริโภคในพื้นที่ชุมชนป่าภูถ้ำ

พื้นที่สูงลอนคลื่นในอำเภอแวงน้อยถือเป็นดินแดนแห้งแล้งมากที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน  ด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นลอนคลื่นสูงๆ ต่ำๆ สภาพดินเป็นดินปนทราย กักเก็บน้ำไม่ได้ อีกทั้งสภาพภูมิอากาศเป็นพื้นที่ฝนแล้ง 4 ปี สลับกับฝนดี 2 ปี ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องทนทุกข์จากภัยแล้งสลับกับน้ำหลากซ้ำซากมานาน  

พิชาญเล่าว่าในอดีตที่ผ่านมา ตัวเองและคนหนุ่มสาวต้องอพยพย้ายถิ่นไปขายแรงงานในต่างจังหวัด โอกาสที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมีเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา และออกพรรษาเท่านั้น

“ผมจำได้แม่นว่าบางปีคนในหมู่บ้านร่วม 300 คนต้องต่อคิวอาบน้ำในบ่อน้ำเดียวกัน น้ำดื่มก็ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ไปตักในบ่อน้ำตื้นใกล้ป่าภูถ้ำ ใครอยู่ไม่ได้ก็ต้องย้ายไปหางานทำในต่างจังหวัด ผมเคยคิดว่าการไปกรุงเทพฯ จะเป็นทางออกที่ดี แต่เมื่อไปแล้วถึงรู้ว่าไม่ใช่สวรรค์  ตอนอยู่ที่นั่นเราเหมือนเขียดคลุกดินทรายกำลังจะดิ้นตาย มันทรมาน สิ่งที่พบทำให้คิดว่าบ้านของเราต่างหากที่เป็นสวรรค์มากกว่า” ผู้นำชุมชนป่าภูถ้ำสะท้อนเรื่องราวในวันวานอย่างเศร้าใจ

จุดเริ่มต้นคลองดักน้ำหลากหรือคลองฟ้าประทานชล อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 220 เมตร (ภาพ : GreenNews)

ชุมชน “ป่าภูถ้ำ”

ชาวบ้านในชุมชนป่าภูถ้ำยอมรับว่าสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนในชุมชนไม่มีน้ำ ต้องเผชิญภัยแล้งซ้ำซาก  นอกเหนือจากปัจจัยทางธรรมชาติแล้วคือแหล่งน้ำสาธารณะขาดการดูแล และไม่มีระบบบริหารจัดการน้ำที่ดีพอ

เมื่อทุกคนยอมรับว่าน้ำคือชีวิต  ทุกๆ ชีวิตต้องการน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค  จึงตกลงกันว่าจะลุกขึ้นมาหาทางแก้ไข เริ่มต้นด้วยการดูแลแหล่งน้ำของชุมชนที่เป็นสมบัติสาธารณะ ดูแลรักษาป่าวัฒนธรรมภูถ้ำ ภูกระแต ที่มีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยนำพืชที่กินและใช้ประโยชน์ได้ เช่น มะม่วง นุ่น ประดู่ ติ้ว มาปลูกตามช่องว่างของต้นไม้และไม่ทำลายป่าเดิม  

ในปี พ.ศ.2541 เกิดกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแต ที่มีสมาชิกหมู่บ้านหลักรอบป่า 11 หมู่บ้าน และหมู่บ้านอื่นที่ให้ความร่วมมือ 16 หมู่บ้านนอกเขตป่า  พัฒนาไปสู่กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ป่าช่วยเฝ้าระวัง ทำแนวกันไฟ ปลูกป่ากันชน รวมถึงจัดพิธีบวชป่าที่ผสมผสานเข้ากับพิธีกรรมบุญเดือนหก โดยพยายามประสานความร่วมมือกับภาคีท้องถิ่น ทั้งภาครัฐและเอกชนจนสามารถรักษาพื้นที่ป่าวัฒนธรรมภูถ้ำมากกว่า 2,000 ไร่ให้คงความสมบูรณ์เอาไว้ได้

ชุมชนป่าภูถ้ำอยู่ในเครือข่ายลุ่มน้ำชี เครือข่ายของผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม-น้ำแล้งมาไม่ต่ำกว่าสิบปี ก่อนหน้านี้เคยเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลให้ช่วยแก้ปัญหาแต่ยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข

หลังความพยายามอนุรักษ์ผืนป่าเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนดิน  ชาวบ้านยังรวมกลุ่มกันศึกษาหาวิธีจัดการน้ำแบบพึ่งพาตัวเองอย่างจริงจัง  ทุกคนมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เพื่อหาทางแก้ปัญหาในพื้นที่ของตัวเองกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเรื่องการบริหารจัดการน้ำในชุมชน คือเมื่อราวปี 2553 ชาวบ้านได้ทำความรู้จักและร่วมกิจกรรมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. รวมถึงมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

แผนที่แสดงการบริหารจัดการน้ำแล้งบนที่สูงลอนคลื่น ตัวเลขสีขาวแสดงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ของตำแหน่งต่างๆ เพื่อเห็นทิศทางการไหลของน้ำ อันจะนำไปสู่การจัดการน้ำตามแนวทาง “ต้อนน้ำหลาก รวบน้ำเกิน เติมน้ำอุปโภค” (ภาพ : GreenNews)

เทคโนโลยีสารสนเทศน้ำ

จากการส่งโครงการจัดการน้ำชุมชนเข้าประกวด สสน.คัดเลือกให้ชุมชนป่าภูถ้ำเป็น “ชุมชนจัดการน้ำดีเด่น” ชาวบ้านจึงมีโอกาสเข้าอบรมเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องการจัดการน้ำ  ได้รับคำแนะนำสำคัญคือการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้

พิชาญเล่าย้อนเหตุการณ์ในอดีตที่มีส่วนเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบันว่า “ผมมีโอกาสได้เจอกับ ดร.รอยล จิตรดอน ปัจจุบันท่านเป็นผู้อำนวยการ สสน. อาจารย์ตั้งคำถามที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เมื่อก่อนเราเป็นนักร้อง คือเรียกร้องตรงนั้นเรียกร้องตรงนี้ คัดค้านโครงการนั้นโครงการนี้ อาจารย์จึงทิ้งคำถามว่า หากคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ไม่ดีพอ แล้วเราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร พวกเราจึงกลับมาคิดภายใต้โจทย์ใหญ่ของชุมชน ว่าเราจะหาทางเก็บน้ำจากฝน 2 ปี ให้สามารถใช้ข้ามช่วงแล้ง 4 ปีได้อย่างไร”

พิชาญให้ข้อมูลว่าการแก้ปัญหาน้ำในอดีตส่วนใหญ่จะเริ่มจากการขุดคลองตรงลอนคลื่นต่ำ หรือลำห้วยเดิมที่มีอยู่  ทำให้น้ำไหลไปรวมกันบริเวณพื้นที่ต่ำทั้งหมด  ถ้าจะนำน้ำจากที่ต่ำขึ้นมาใช้ในที่สูงก็ต้องผ่านระบบสูบชาวบ้านและเกษตรกรจึงมีต้นทุนสูงตาม หลังได้เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำจึงมีโอกาสนำเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเรื่องการไหลของน้ำตามระดับความสูงต่ำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่

“เราได้เรียนรู้การใช้งานเครื่อง GPS แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม โปรแกรม QGIS ที่ใช้สำรวจโครงสร้างแหล่งน้ำ เส้นทางน้ำตามธรรมชาติ ทำให้ทราบระดับความสูงต่ำของพื้นดิน เมื่อศึกษาปริมาณความต้องการใช้น้ำของชาวบ้านแต่ละครอบครัวแล้วจึงนำไปสู่การพัฒนาโครงการผลักดันน้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถบริหารจัดการน้ำให้ไหลจากที่สูงลงที่ต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

พิชาญเปิดแผนที่แสดงการบริหารจัดการน้ำแล้งบนพื้นที่สูงลอนคลื่นชุมชนป่าภูถ้ำด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในห้องประชุมสมาคมเพื่อนภู  ภาพในแผนที่แสดงระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ของตำแหน่งต่างๆ อาทิ จุดเริ่มต้นคลองดักน้ำหลาก (คลองฟ้าประทานชล) สูง 220 ม.รทก. คลองอีสานเขียว สูง 215 ม.รทก. สระแก้มลิง (หนองผักหวาน) สูง 214 ม.รทก. 

“ระดับความสูงในภาพค่อยๆ ไล่ระดับลงมาตามแนวท่อส่งน้ำ จุดกระจายน้ำตำแหน่งต่างๆ มาสู่แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ของ คำมี ปุ้งโพธิ์ ที่สูง 211 ม.รทก. ฝายหิน สูง 209 ม.รทก. จนมาถึงพื้นที่ที่มีความสูงน้อยหน่อย คือ บ่อน้ำหรือแหล่งน้ำบริโภคหนองฝายบ้าน สูง 202 ม.รทก. ก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำชี

ด้านนอกห้องประชุมสมาคมเพื่อนภูถือเป็นจุดเริ่มต้นของคลองดักน้ำหลากหรือคลองฟ้าประทานชล พิชาญอธิบายเรื่องการไหลของน้ำโดยย้อนทวนถึงวัตถุประสงค์ว่า

“เพื่อเก็บน้ำจากฝนที่ตกลงมามาก 2 ปีไว้ใช้งานให้ได้นาน 4 ปี สิ่งที่ชุมชนป่าภูถ้ำช่วยกันทำคือขุดคลองดักน้ำหลากโดยได้รับการสนับสนุนจากเอสซีจี  เราขุดคลองฟ้าประทานชลให้เป็นคลองดักน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่สูงคล้ายการทำรางดักน้ำบนหลังคาบ้าน ทำหน้าที่ลำเรียงน้ำและกระจายน้ำตามแนวระดับภูมิประเทศจากสูงไปต่ำ ทำเป็นเหมือนสระขั้นบันได ให้น้ำไหลไปรวมกันไว้ตามสระที่ตั้งใจให้เป็นแก้มลิง เก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งหรือยามฝนทิ้งช่วง 

เราใช้ภูมิปัญญา ‘ขาแค’ เป็นภาษาอีสาน ระหว่างทางที่น้ำไหล คือการเชื่อมโยงน้ำส่วนเกินจากพื้นที่สูงลงสู่พื้นที่ต่ำโดยไม่ต้องใส่ท่อระบายน้ำ แต่ใช้การยกคันดิน  บังคับน้ำที่เกินให้ไหลออกด้านข้าง  ให้เหลือแค่ระดับการเก็บกักที่ต้องการ 

นอกจากนี้เรายังใช้หลักแรงโน้มถ่วงตามธรรมชาติ  กระจายน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำใน 3 ทิศทาง  ให้น้ำไหลเข้าสระประจำไร่นาของเกษตรกร  น้ำส่วนเกินก็จะไหลลงสู่ที่ต่ำ  คอยเก็บน้ำเป็นชั้นๆ ตามระดับขั้นบันได  ปลายทางที่น้ำไหลไปคือหนองฝายบ้านซึ่งแหล่งน้ำสำคัญของชุมชนและใช้ทำน้ำประปา  วิธีนี้ทำให้เราแทบไม่ต้องใช้ระบบสูบน้ำ อาจจะเรียกว่าเป็นการ ต้อนน้ำหลาก หรือรวบน้ำเกิน”

แผงผังแสดงตำแหน่งของแหล่งน้ำในที่ดินของเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการทำเกษตร เพิ่มแหล่งน้ำผิวดิน และลดการใช้น้ำบาดาล (ภาพ : GreenNews) 

เอสซีจี ร้อยใจ 108 ชุมชนรอดภัยแล้ง

โครงการเอสซีจี ร้อยใจ 108 ชุมชนรอดภัยแล้งเข้ามาทำงานร่วมกับชุมชน สนับสนุนการเชื่อมน้ำขุดคลองเข้าพื้นที่ ขุดแก้มลิงให้เป็นแหล่งน้ำประจำไร่นา  โดยมีการบันทึกสถิติเกี่ยวกับปริมาณน้ำในแหล่งน้ำหลักของชุมชนที่ได้รับการฟื้นฟูและบริหารจัดการ 

หนองฝายบ้าน จากเดิมเก็บน้ำได้ 20,000 ลูกบาศก์เมตร ชุมชน 75 ครัวเรือนใช้น้ำปีละ 9,000 ลูกบาศก์เมตร จึงใช้น้ำได้เพียงประมาณ 1 รอบปี  ปัจจุบันสามารถเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นเป็น 90,000-150,000 ลูกบาศก์เมตร น่าจะสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ได้อย่างน้อย 4-5 ปี

หนองผักหวาน เดิมเก็บน้ำได้ 25,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้สำรองน้ำทำข้าวนาปียามฝนทิ้งช่วงได้ 20 ไร่  ปัจจุบันเก็บน้ำได้ 80,000 ลูกบาศก์เมตร  น่าจะสำรองฝนทิ้งช่วงได้นับร้อยไร่  

คำมี ปุ้งโพธิ์ เกษตรกรสมาชิกเครือข่ายชุมชนป่าภูถ้ำ ที่ขยายผลพื้นที่ทำการเกษตรของตัวเองโดยเสริมระบบสำรองน้ำ  ขุดสระน้ำ  ติดตั้งถังสำรองน้ำ  ปรับรูปแบบการกระจายน้ำภายในแปลง  รวมทั้งหันมาจัดรูปที่ดิน ตามทฤษฎีใหม่ให้สอดรับกับปริมาณน้ำที่มี  พบว่าหลังดำเนินโครงการสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ 30,000 บาทต่อปี และมีรายได้ 200,000 บาทต่อปี

สมัย ลีพลงาม เกษตรกรบ้านหนองโกน้อย ชุมชนข้างเคียงที่เข้าร่วมโครงการจัดรูปที่ดิน สร้างแหล่งน้ำสำรอง ใช้น้ำเป็นระดับจากที่สูงสู่ที่ต่ำเล่าว่าเดิมครองครัวของตัวเองทำเกษตรเชิงเดี่ยว รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เป็นหนี้ ต้องออกไปรับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ พอชุมชนขุดคลองดักน้ำหลากขยายมาถึงก็ได้นำน้ำจากคลองมาเก็บไว้ในสระ และเข้าร่วมกลุ่มทฤษฎีใหม่ ลดพื้นที่ปลูกข้าว เริ่มเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักหมุนเวียนตามรอบคันสระ เพาะเห็ดฟาง จึงได้กลับมาอยู่บ้านปลูกผักเองขายผักเองด้วยความภาคภูมิใจ สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ประมาณ 20,000 บาทต่อปี และมีรายได้ 87,200 บาทต่อปี

ทุกวันนี้มีการบันทึกสถิติว่าในพื้นที่เครือข่ายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนป่าภูถ้ำ  มีปริมาณกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 8,640,000 ลูกบาศก์เมตร มีคลองดักน้ำหลากเชื่อมต่อโครงสร้างน้ำเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่รวมระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร  มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 2,000 ครัวเรือน ใน 15 หมู่บ้าน 6 ตำบล พื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 11,000 ไร่  ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนรวมกัน 11,904,000 บาทต่อปี  เพิ่มรายได้รวมกัน 17,856,000 – 29,760,000 บาทต่อปี  และกำลังจะขยายผลไปสู่ 47 หมู่บ้าน 23 ตำบลข้างเคียง 

แม้แต่ละปีปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ในแหล่งน้ำหลักของชุมชนจะพร่องไปเพราะเกิดการระเหยและน้ำซึมลงสู่ใต้ดิน จนทำให้ในช่วงปีท้ายๆ ของรอบฝนแล้ง 4 ปี ปริมาณน้ำใบหนองจะเหลือน้อยกว่าที่คำนวณไว้บ้าง ชาวชุมชนหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน เช่นถ้าช่วงไหนปริมาณน้ำอยู่ในภาวะวิกฤต แต่ละครอบครัวจะลดการใช้น้ำลงเหลือไม่เกิน 10 คิวต่อเดือนเพื่อรักษาระดับน้ำ  

ชาวชุมชนป่าภูถ้ำซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่สูงลอนคลื่นจึงยังไม่หยุดเรียนรู้ ศึกษาแนวทางวางแผนพัฒนาโครงสร้างน้ำร่วมกับภาคีเครือข่ายต่อไป ด้วยแนวทางการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเนคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ ปรับวิธีคิด เปิดมุมมองใหม่ ก็ช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ รู้จักบริหารจัดการสิ่งที่มีอยู่ ถือเป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหา

บทเรียนจาก “ป่าภูถ้ำ”

“สิ่งสำคัญคือการนำเทคโนโลยีที่ผ่านการวิเคราะห์ของนักวิจัยมาประยุกต์ใช้กับชุมชน”

นิศากร ยิ่งขจร

นักวิชาการ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)

“สสน. ทำงานกับชาวบ้านมาตลอดระยะเวลาหลายปี  ชุมชนป่าภูถ้ำแห่งนี้เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และประสบความสำเร็จเรื่องการจัดการน้ำแล้ง  จากอดีตที่เร้นแค้น ชาวบ้านต่อสู้เรื่อยมา

ภารกิจของ สสน.  คือพัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำ เรามีหน้าที่รวบรวมข้อมูลน้ำ ทำงานงานวิจัยเรื่องต่างๆ  ศึกษาเกี่ยวกับภัยพิบัติ  สิ่งสำคัญคือการนำเทคโนโลยีที่ผ่านการวิเคราะห์ของนักวิจัยมาประยุกต์ใช้กับชุมชน 

อย่างภาคเหนือชาวบ้านในชุมชนอาจจะต้องการอุปกรณ์ลักษณะบัวลอยเพื่อติดตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ  เพื่อให้รู้ว่าเมื่อน้ำลดลงแล้วมีปริมาณน้ำในอ่างเหลือเท่าไหร่  เราก็ไปคุยกับเอสซีจี ประยุกต์สร้างนวัตกรรมที่ชาวบ้านจะสามารถนำไปใช้ได้ง่ายๆ

หรืออย่างที่นี่  ที่ผ่านมาเมื่อถึงช่วงน้ำแล้ง  ท่อหรือโครงสร้างแข็งที่เคยสร้างไว้นานแล้วอาจจะพัง  ชาวบ้านอยากใช้ภูมิปัญญาขาแคทำคันกั้นให้น้ำแผ่ออกไปรดน้ำต้นไม้ทางด้านข้าง แล้วหาทางให้น้ำวกกลับลงมาหาคลองด้านล่างใหม่  คล้ายๆ ให้ชั้นดินยกน้ำ  ให้น้ำกระจายไปตามคลองใส้ไก่  ไปถึงพื้นที่ของเกษตรที่อยู่บนโคกสูงโดยไม่ต้องใส่ท่อระบายน้ำ  เป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านพยายามขยายแนวคิด  เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในภาคอีสานที่มีอยู่แล้ว”

“ชาวบ้านหลายๆ ท่านบอกว่าจนอะไรก็ไม่เลวร้ายเท่าจนความรู้”

โชติหทัย โชคพิบูลการ (ซ้าย)

ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส สำนักงาน Enterprises Brand Management office SCG

“เอสซีจีทำเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำมานาน ในปีนี้เข้าสู่ปีที่ 14 แล้ว  ระหว่างทางที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง  จากพื้นที่ที่ไม่เคยมีน้ำ เคยแล้ง ทำให้มีน้ำสะสมและก็พัฒนาเรื่อยมา  เมื่อเราได้พบกับ สสน. รวมทั้งมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้การพัฒนาเรื่องการบริหารจัดการน้ำทำได้อย่างครบวงจร

สิ่งสำคัญที่สุดที่เราพบคือน้ำเป็นต้นเหตุหลักของความยากจน  เมื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ  ชุมชนที่เราเข้าไปร่วมมือในแต่ละภาค 40,000 ครอบครัว 300 ชุมชน เริ่มรอด เลิกจน  สิ่งที่เราค้นพบหลังถอดบทเรียนการทำงานคือถ้าแต่ละชุมชนลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเอง ไม่งอมืองอเท้า อย่างเช่นชุมชนป่าภูถ้ำซึ่งเป็นชุมชนที่แข็งแรงมากจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้เขารอด  

ขั้นตอนถัดไปคือลุกขึ้นมาเรียนรู้เทคโนโลยี  ตามที่ได้คุยกับชาวบ้านหลายๆ ท่านบอกว่าจนอะไรก็ไม่เลวร้ายเท่าจนความรู้  เมื่อได้ความรู้ ทั้งการเชื่อมน้ำ กักเก็บน้ำ ก็ทำให้ชุมชนแก้ปัญหาภัยแล้ง จากเดิมน้ำไม่มีก็เริ่มมีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค นำไปสู่เรื่องการทำเกษตรและเรื่องการทำตลาด ไปจนถึงขั้นสุดท้ายเรื่องสหกรณ์ คือการรวมกลุ่มเพิ่มความเข้มแข็ง 

เอสซีจีมีความมุ่งหวังที่จะเผยแพร่ความคิด หาความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ที่มีความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายเพื่อขยายความคิด เราอยากสร้างความเข้มแข็ง เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องแล้ง นำไปสู่การเลิกจน  ให้เห็นว่าถึงจะแล้ง แต่ก็เลิกแล้งและเลิกจนได้”

“สำรวจแหล่งน้ำเดิม ฟื้นฟู แล้วคิดเรื่องการทำคลองดักน้ำหลาก  เก็บน้ำจากหลังคาบ้านเอาไว้ใช้ในยามแล้ง”

พิชาญ ทิพวงษ์ 

ผู้นำชุมชนป่าภูถ้ำ ต.แวงน้อย อ.แวงน้อย ขอนแก่น

“เมื่อก่อนชาวบ้านทำผังน้ำไม่เป็น  ขีดยังไงมันก็ไม่เป็นเส้นตรง  ทางน้ำมันจะงอโค้งไปตามความรู้สึกของเราว่าน้ำมันต้องไหลโค้งไป  พอศึกษาถึงเข้าใจว่าผังน้ำมันคล้ายวงจรไฟฟ้าที่จะมี main มี cut out มีสายหลักสายย่อย ผ่านไปเข้าห้องน้ำ เข้าห้องนอน  เราเริ่มเข้าใจว่าผังน้ำมันเป็นแบบนี้

สนน. แนะนำว่าการเขียนผังน้ำจะทำให้เรารู้ว่าน้ำไหลจากไหนไปไหน  ถ้าใช้แค่แผนที่เราจะไม่รู้ ก็ใช่ เพราะในแผนที่มันไม่มีลูกศร  มันมีแต่ภูเขา เป็นเส้น  

สิ่งที่เราเคยขาดมากที่สุดคือความรู้  ตอนนี้เราเริ่มมีความรู้ เริ่มเข้าใจแล้ว  แล้วเราก็เริ่มสำรวจ และเอาข้อมูลมาคุยกัน  เดินดูตามร่องน้ำว่าฝนตกแล้วน้ำไปทางไหน  หัดดูค่าระดับความสูงจากเครื่อง GPS ที่เจ้าหน้าที่ สสน. สอน  เราดูทั้งพื้นที่จริงและข้อมูลสารสนเทศ เทคโนโลยีที่มี ก็มาศึกษากัน  จากเมื่อก่อนเป็นพื้นที่โล่งๆ ที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย  เรารู้แค่ว่ามันแล้ง มันไม่มีน้ำ  ตอรนี้รู้ว่าบ้านที่เราอยู่ฝนตกมาน้ำจะหลากไปทางไหน  ไหลลงไปท่วมอะไร ลงสู่แม่น้ำชีตรงไหน  และตรงไหนไม่มีน้ำ  

เราเคยบอกให้หน่วยงานของรัฐสูบน้ำจากแม่น้ำชีขึ้นมาเป็นสิบกิโลให้ชาวบ้านใช้  นี่คือวิธีคิดสมัยก่อน  ตอนนี้เรารู้แล้วว่าน้ำที่ไหลลงแม่น้ำชีมาจากบ้านเรานี่แหละ ไม่ได้มาจากที่อื่น แต่เราไม่มีที่เก็บ เราก็ออกสำรวจแหล่งน้ำเดิม ฟื้นฟู แล้วคิดเรื่องการทำคลองดักน้ำหลาก  เก็บน้ำจากหลังคาบ้านเอาไว้ใช้ในยามแล้ง”

“ทุกวันนี้ผมปลูกพืชแบบผสมผสาน  ตอนเช้าๆ หรือตอนเย็นๆ ได้เดินดูต้นไม้  มีความสุข  ทำให้เจ้าของหายจากโรค ไม่เจ็บไม่ป่วย”  

คำมี ปุ้งโพธิ์ 

เกษตรกรสมาชิกเครือข่ายชุมชนป่าภูถ้ำ

“ทุกวันนี้ผมปลูกพืชแบบผสมผสาน ตอนเช้าๆ หรือตอนเย็นๆ ได้เดินดูต้นไม้ มีความสุข ทำให้เจ้าของหายจากโรค ไม่เจ็บไม่ป่วย ของที่เราทำเราปลูก เดือนหนึ่งมีเงินใช้    

หลังเข้าตลาด  กลับมาถึงบ้านก็เอากระเป๋าสตางค์ให้ยายเป็นคนนับ  จะน้อยจะมากก็ให้ยายเป็นคนนับสตางค์ (หัวเราะ) เราเป็นคนขาย

ของที่เอาไปขายก็มีวันมากวันน้อย  วันไหนได้ผักหวานไปขายสัก 2 กล่อง  ต่อละกล่องก็มีผักหวาน 20-30 ถุง ถุงละ 50 บาท ก็ได้สตางค์เยอะอยู่  เฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 2,000 กว่าบาท  หรือบางวันก็ 1,000 กว่า  บางวัน 500 หรือ 300 ก็มี ไม่เสมอไป

ใบผักหวานเริ่มรูดได้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวา เก็บได้ไปจนถึงเดือนเมษา อย่างช่วงสงกรานต์คนกลับมาจากกรุงเทพฯ อยากกินผักหวานเยอะ จนไม่พอขาย  ลูกหลานก่อนกลับต้องมาโทรมาสั่ง ‘เก็บผักหวานไว้ให้สักโลด้วยเด้อ’  ถ้าเขาสั่งมาเราก็เก็บให้เขาได้สักครึ่งโล

บางช่วงที่น้ำน้อยเราก็ต้องรู้จักบริหารจัดการน้ำ  ต้นไหนเหี่ยวมากเราก็ไปรดต้นนั้นก่อน  ต้นไหนยังสดชื่นอยู่ก็ยังไม่รด ถึงช่วงหน้าฝนน้ำก็จะชุ่มฉ่ำ มีไส้เดือนก็จะมาพรวนดินให้เรา ทำให้ผักหวานและพืชชนิดอื่นๆ งามอยู่ตลอด  ทำไปทำมาของดีขึ้น มีของเยอะขึ้น ก็มีคนมาซื้ออยู่ตลอด”

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนการผลิตโดย SCG