ทส.เดินหน้าอุทธรณ์คดี “เขตควบคุมมลพิษภาคเหนือ” ไม่สนเสียงค้านคนพื้นที่

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งกรมควบคุมมลพิษเดินหน้ายื่นอุทธรณ์คดีประวัติศาสตร์ “เขตควบคุมมลพิษ 4 จังหวัดภาคเหนือ” ภายใน 8 พฤษภาคม อ้าง “เอาอยู่” สถานการณ์โดยรวมอากาศดีขึ้นและยังคงเฝ้าระวัง ด้านเครือข่ายภาคประชาชนยื่นจดหมาย “อย่าอุทธรณ์เลย” ควรใช้เป็นโอกาสทบทวนมาตรการแก้ปัญหา PM2.5 ภาคเหนือทั้งระบบ

คพ.เดินหน้าอุทธรณ์คำพิพากษา 

วันนี้ (20 เมษายน 2564) 10.00 น. จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ครั้งที่ 3/2564 เพื่อรับทราบสถานการณ์และมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ และพิจารณาเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ กรณีสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศกำหนดให้ 4 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน) เป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยมีคณะกรรมการฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมประชุม ทั้ง ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบ video conference 

คำพิากษาดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากคดีที่ ภูมิ วชร เจริญผลิตผล ประชาชน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ฟ้องร้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งมาตรา 59 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 

มาตรา 59 ในกรณีที่ปรากฎว่าท้องที่ใดมีปัญหามลพิษซึ่งมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยประชาชนหรือเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจประกาศท้องที่เป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษได้

การประชุมมีข้อสรุปมอบหมายกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้แทนในการรวบรวมข้อเท็จจริงและยื่นอุทธรณ์ต่อคำพิพากษาดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดคำพิพากษา 30 วันภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2564 นี้ 

โดยเหตุผลสำคัญของการยื่นอุทธรณ์นั้น เนื่องจากยังมีความละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การจัดทำแผนปฏิบัติการและการบริหารจัดการหลังการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ รวมไปถึงการคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ที่จะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ

สถานการณ์ภาพรวมอากาศปีนี้ดีขึ้น ยังคงเฝ้าระวังไม่การ์ดตก

บอร์ดมลพิษ เผย สถานการณ์ภาพรวมอากาศดีขึ้น โดยผลการเปรียบเทียบคุณภาพอากาศ 17 จังหวัดภาคเหนือ ในปี พ.ศ. 2564 เทียบกับปี พ.ศ. 2563 (ช่วงวันที่ 1 ม.ค.-19 เม.ย.) พบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่น pm 2.5 เกินมาตรฐานลดลง 9 % และจำนวนจุดความร้อนลดลงถึง 52 % จากผลการดำเนินงาน/กิจกรรมที่กระทรวงฯ​ ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่าง​ ๆ​ และประชาชนในพื้นที่​ 

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขทั้งสองจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ค่า PM2.5 สูงสุดในปีนี้กลับแซงหน้าปีที่ผ่านมา คือ 402 มกก./ลบ.ม. เทียบกับปีที่แล้วที่ 366 มกก./ลบ.ม. ขณะที่จำนวนจุดความร้อนในจังหวัดภาคเหนือยังสูง โดยพบมากที่สุดที่แม่ฮ่องสอนราว 17,000 จุด รองลงมาคือเชียงใหม่ราว 7,000 จุด

“ถึงแม้สถานการณ์ภาพรวมจะดีขึ้น ขอให้ทุกหน่วยงานเน้นย้ำการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม” ปลัดทส.ย้ำ

(จดหมายเปิดผนึกถึงกรรมการสิ่งแวดล้อมกรณีอย่าอุทธณ์คดีเขตมลพิษ ภาพ: สภาลมหายใจเชียงใหม่)

ภาคประชาชนยื่น “อย่าอุทธรณ์เลย” ควรใช้เป็นโอกาสทบทวนรับมือวิกฤต PM2.5

บ่ายวันเดียวกัน สภาลมหายใจเชียงใหม่ ภาคประชาชนเชียงใหม่และจังหวัดรอบข้างที่รวมตัวแก้ปัญหาฝุ่นตั้งแต่ปีพ.ศ.2562 ออกจดหมายเปิดผนึก จ่าหัวถึงคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อขอร้องให้ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวและใช้คำพิพากษาให้ประกาศเขตมลพิษเป็นโอกาสทบทวนและยกระดับแก้ปัญหา PM2.5 

“คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในฐานะองค์กรหลักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ควรจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน เพราะมันเป็นเพียงเทคนิคทางกฎหมาย และเป็นแค่ข้อถกเถียงว่าด้วยวิธีการแก้แบบใดจะดีกว่ากัน ซึ่งรั้งแต่จะยืดเวลาของการร่วมกันทำงานออกไปอีก”

เครือข่ายชี้ว่า การประกาศเขตควบคุมมลพิษ เป็นเครื่องมือและแนวทางหนึ่งที่มีทั้งข้อจำกัดและข้อเด่นในตัวเอง จึงสมควรนำมาใช้เพื่อลบจุดอ่อนของมาตรการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550  ซึ่งให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดแบบ single command จัดการปัญหาฝุ่นเบ็ดเสร็จแค่ระยะเวลา 3-4 เดือน เป็นสาเหตุให้ไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นครอบคลุมตลอดทั้งปี ไม่ลงลึกถึงแผนชุมชน/ท้องถิ่น และไม่บูรณาการพลังทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

“ขณะที่หากประกาศเขตควบคุมมลพิษ จะบังคับให้เกิดแผนชุมชน ดึงพลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วม เกิดแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมจังหวัด
และที่สำคัญที่สุดคือ งบประมาณในการดำเนินการตลอดทั้งปี

หากมีข้อกังวลว่าการประกาศเขตควบคุมมลพิษในจังหวัดภาคเหนือจะส่งผลต่อภาพลักษณ์
การท่องเที่ยว ขอนำเรียนว่า ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ได้มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษมาหลายแห่งแล้ว รวมทั้งพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ เกาะพีพี เมืองพัทยา ฯลฯ ที่ล้วนเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสำคัญมาก่อน”

นอกจากนั้น สภาลมหายใจเชียงใหม่ ยังย้ำว่า ลำพังการประกาศเขตควบคุมมลพิษ
และขั้นตอนตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ นั้น ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหา แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดมาตรการแก้ปัญหาที่ประชาชนอยากจะเห็นเพื่อแก้วิกฤติฝุ่นควันอย่างยั่งยืน 

สภาลมหายใจเชียงใหม่ ขอเสนอให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะรัฐบาล และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้โปรดใช้โอกาสที่ศาลปกครองมีคำตัดสินออกมาครั้งนี้ ทบทวนชุดมาตรการแก้ปัญหามลพิษอากาศฝุ่นละอองขนาดเล็กภาคเหนือ ที่ยังไม่ลงตัวและขาดเอกภาพ ให้เป็นชุดมาตรการที่เป็นแผนบูรณาการสอดคล้องกับสภาพปัญหานิเวศแวดล้อมและตรงเป้ายิ่งขึ้น 

เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ ให้เกิดการระดมการแก้ปัญหาจากระดับชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่ฤดูฝน เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้ แทนที่จะรอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการประจำปีในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เช่นที่ผ่านมา 

พร้อมกันนั้นขอโปรดปรับปรุงแผนปฏิบัติการตามวาระแห่งชาติเดิม ให้สอดคล้องกับแนวทางใหม่ ผนวกหลักการป้องกันไว้ก่อน (precuationary principles) ต่อปัญหามลพิษตามปฏิญญาริโอ ที่รัฐบาลไทยได้รับรองตั้งแต่พ.ศ. 2535”