โควิดกระทบ “รำลึกบิลลี่-แก้ปัญหาบางกลอย”

“โควิดระบาด” ส่งผลกระทบการแก้ปัญหาบางกลอย ทั้งการรำลึก “7 ปีบิลลี่หายตัว” ต้องปรับเป็นออนไลน์เกือบทั้งหมด ที่สำคัญส่งผลให้การทำงานของคณะกรรมการแก้ปัญหาบางกลอยติดขัด ข้อเสนอที่จะสรุปส่งรัฐบาลจะล่าช้ากว่ากำหนด คณะกรรมการฯ เปิดเผย

สามกิจกรรมรำลึก “บิลลี่” ใน 3 พื้นที่

วานนี้ (17 เมษายน 2564) เป็นวันครบรอบ 7 ปี การหายตัวไปของ พอละจี รักจงเจริญ หรือ ‘บิลลี่’ นักสิทธิมนุษยชนเพื่อสิทธิที่ดินทำกินชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ได้มีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงบิลลี่ ขึ้นอย่างน้อย 3 กิจกรรมใน 3 พื้นที่ ดังนี้

  1. พิธีเรียกขวัญวิญญาณบิลลี่กลับบ้าน ณ ด่านเขามะเร็ว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สถานที่สุดท้ายที่มีคนพบเห็นบิลลี่ ก่อนจะหายไปกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เครือข่ายภาคประชาสังคมนำโดยมูลนิธิผานวัฒนธรรม ศิลปินคีตาญชลี และชาวบางกลอยจำนวน 20 คน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึก 7 ปีกับการหายไปของบิลลี่ โดยมี นอแอะ มีมิ ลูกชายปู่คออี้ อดีตผู้นำทางจิตวิญญาณ ทำพิธีเรียกขวัญให้วิญญาณบิลลี่กลับบ้าน พร้อมกันนำงดอกไม้วางลงหน้ารูปภาพบิลลี่ แสดงความรำลึก และเขียนข้อความถึงบิลลี่ 
  2. กิจกรรมรำลึกของภาคี#SAVEบางกลอย  ในกรุงเทพฯ ภาคี #SAVEบางกลอย ได้จัดกิจกรรมรำลึกออนไลน์ความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง รวมถึงการเสวนาในหัวข้อ “การเคลื่อนไหวขั้นต่อไปของภาคีsaveบางกลอย” การจุดเทียนรำลึก การร่วมร้องเพลง ’กลอยใจ’ เพื่อรำลึกถึงนักต่อสู้บนเส้นทางกลับบ้านของพี่น้องบางกลอย และการอ่านแถลงการณ์ “Saveบางกลอย 7 ปี บิลลี่ กับ 25 ปีของการเดินทางกลับใจแผ่นดินที่ต้องแลกด้วยชีวิต” 
  3. “7 ปี 7 เรื่อง อาถรรพ์เลข7 ( 7ปีบิลลี่ )” ใน จ.ราชบุรี เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี นำโดย วุฒิ บุญเลิศ และเกรียงไกร ชีช่วง ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “7 ปี 7 เรื่อง อาถรรพ์เลข7 ( 7ปีบิลลี่ )” เพื่อเคลียร์ 7 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับชาติพันธุ์ชาวบางกลอย ที่มีการเข้าใจไม่ถูกต้อง โดยมีการเผยแพร่ผ่าน IMN สื่อออนไลน์ของเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง โดย 7 ประเด็นดังกล่าว คือประเด็นเรื่องการเกิดของปู่คออี้ ความเป็นกะเหรี่ยงหรือกะหร่าง ข้อมูลต่างๆที่ถูกบิดเบือนเกี่ยวกับชาวบางกลอย การล่าช้างแลกบัตรประชาชน ความจริงเครือข่ายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงหลายชุมชนอยู่กลุ่มป่าแก่งกระจาน เครือข่ายSaveบางกลอยเป็นใคร และ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิอักษรกับแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคตของบางกลอย

เสียงจากครอบครัวบิลลี่

พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาบิลลี่ ได้ให้สัมภาษณ์กับมูลนิธิผสานวัฒนธรรมในวาระครบรอบ 7 ปีการหายไปของบิลลี่ว่า

..การที่เสาหลักของครอบครัวไม่มี หนูก็ต้องทำแทนทุกอย่างในครอบครัวเท่าที่ทำได้

“ตั้งแต่เรื่องของบิลลี่ก็ติดตามมาโดยตลอด ติดตามปัญหาที่เกิดขึ้นจากชุมชนของพี่น้องมาตลอด มีความรู้สึกว่า ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ที่บิลลี่เรียกร้องมา ปัญหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม

..ที่ดินในป่าก็ยังไม่มีความชัดเจน ในความรูสึกหนูทุกปี เจ้าหน้าที่อุทยานไปรังวัดที่ดินโดยตลอด ปีละครั้งๆ คือความรู้สึกทำไมเขาถึงต้องทำ ทำไมเขาทำให้มันชัดเจนให้เสร็จทีเดียวไม่ได้เชียวหรือ ทำไมต้องไปวัดรังวัดซ้ำๆทุกปีๆ  ทำให้ชาวบ้านต้องระแวง หวาดกลัวว่าที่ดินที่เขามีอยู่ ก็ไม่กล้าทำกินกัน เวลาเขาทำเขาก็กลัวความผิดกับเจ้าหน้าที่อุทยาน

..เรื่องความยุติธรรม หวังแค่ ห้าสิบ ห้าสิบ คือจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายกรณีที่เขาเรียกร้องกลับมา สุดท้ายก็สูญเปล่าไม่ได้อะไรกลับมา ก็หวังแค่ห้าสิบ ห้าสิบ หวังว่าสักวันความยุติธรรมจะกลับคืนมาสู่ครอบครัวเราบ้าง ก็อยากรู้ความจริงว่าทำไมถึง บิลลี่ไปทำอะไรกับใคร ทำไมถึงได้ถูกกระทำเช่นนั้น ก็อยากได้ยินว่าคนทำกับบิลลี่ สารภาพได้ไหมว่ามาทำกับบิลลี่เช่นนั้น เพราะบิลลี่ไปทำอะไรกับเขาแค่นั้น แค่มาสารภาพขอโทษครอบครัวบิลลี่ แค่นั้นก็พอใจแล้วค่ะ ..

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากฝากไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศในโลกนี้ แม้ว่าชาติพันธุ์ไหนๆ เราก็คือคนเหมือนกัน เราไม่ต้องเบียดเบียนกันว่าคนโน้นทำผิดคนนี้ทำไม่ดี อะไรประมาณนี้ เรื่องราวคนละเรื่องเราก็ควรที่จะ แยกออกมาให้ชัดเจนแล้วก็จะลงให้โลกได้รับรู้ให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าเอาอีกเรื่องหนึ่งแล้วก็เอามาอีกเรื่องมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน พอหนูได้รับรู้ ความรู้สึกแบบต้องหายใจเข้าลึกๆ ถ้าไม่หายใจเข้าลึกก็จะรู้สึกโมโหยังไงไม่รู้ก็บอกไม่ถูกค่ะ”

เสียงจาก ภาคี#Saveบางกลอย

ธัชพงษ์ แกดำ ตัวแทน ภาคี#Saveบางกลอย ให้ความเห็นกับ GreenNews ต่อหลากหลายกิจกรรมรำลึก “บิลลี่” ตลอดวานนี้ว่า รู้สึกดีที่คนจำนวนไม่น้อยยังให้ความสำคัญของการจัดการงาน รำลึก 7 ปี บิลลี่ 

“พึ่งมาทราบในช่วงกระแสของSaveบางกลอย ว่าคนหนุ่มสาวให้ความสำคัญในงานรำลึก ในโลกโซเชียล คนที่ได้มาร่วมงานกับภาคีSaveบางกลอย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังมีคนหนุ่มสามเห็นความไม่เป็นธรรมของคดีพี่บิลลี่อยู่

แม้ว่าอาจจะมีกระแสน้อยบ้าง เยอะบ้างเรื่องบิลลี่ยังมีคนรำลึก และถวงถามความเป็นธรรม เห็นความสำคัญการตื่นรู้ของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ในประเด็นของบางกลอยที่ไม่ได้ลบเลือนหายไป แม้การเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพราะคนหนุ่มสาวที่ออกมา#saveบางกลอย มันเป็นแค่กระแสแต่พอการจัดงานรำลึกเราทำให้เห็นว่าคนไม่ได้แค่รำลึกแค่บิลลี่ คนก็ยังพูดถึง 25 ปี ของชาวบางกลอยที่ยังไม่ได้กลับใจแผ่นดิน อันนี้ทราบจากผู้ที่มาร่วมงาน”

ในฐานะผู้จัดกิจกรรมรำลึก ธัชพงษ์ยอมรับว่า ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่เป็นอยู่ทำให้ต้องปรับกิจกรรมเกือบทั้งหมดเป็นกิจกรรมออนไลน์

“ด้วยสถานการณ์โควิด – 19 ด้วยทำให้การจัดการสโคปเหลือเล็กลง บางทีเราตั้งใจว่าจัดที่หอศิลป์ มีเวที เสวนา วิชาการ นิทรรศการ กิจกรรมการรำลึก ถกแถลงเถียงด้วยข้อมูลการหายของบิลลี่ กับประเด็นเรื่องของบางกลอย ข้อผิดพลาดชาวบางกลอยไม่ได้กลับไปใจแผ่นดิน คาดหวังว่าคนน่าจะมากันเยอะ แต่พอสถานการณืโควิด – 19 ก็ต้องยอมรับปรับรูปแบบมาเป็นการเสวนาออนไลน์

ในพื้นที่ด่านมะเร็วเอง ก็มีจัดกิจกรรมเฉพาะของพี่น้องเครือญาติ ประเพณีวัฒนธรรม พิธีกรรม รำลึก 7 ปี ของบิลลี่ สเกลงานลดลงงานกว่าเดิม แต่ความรู้สึกของคนที่มีต่อประเด็นไม่ได้หายไป เพียงแต่ว่าการแสดงออกในสถานที่ในการจัดกิจกรรม มันถูกปิดด้วยสถานการณ์โควิด – 19”

ธัชพงษ์ ยังตั้งข้อสังเกตุต่อเรื่องกระบวนการยุติธรรมในกรณี “บิลลี่” และแสดงความหวังว่าความคึกคักของการรำลึก “7 ปีบิลลี่หายตัว” นี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหากรณีบางกลอยที่ดีขึ้นจากรัฐบาล

“ผมทำกิจกรรมเกี่ยวกับพี่บิลลี่มาตั้งแต่ตอนที่พี่บิลลี่หายตัวไป เข้ามา 7 ปี แล้วทำไมยังไม่สามารถเอาผิดกับคนที่มาลงโทษได้ เรารู้สึกแบบมันจะต้องเจอเคสแบบนี้อีกสักกี่เคส แล้วการกระทำแบบนี้ ทำไมตำรวจ รัฐไม่สามารถเอามาดำเนินการลงโทษได้ หรือสงสัยได้ว่าคู่กรณีเป็นของคนของรัฐ มีอิทธิพล เกี่ยวข้องกับรัฐ เคสการอุ้มหายบิลลี่”

เกี่ยวข้องกับประเด็นบางกลอย ชัดเจนว่าตอนที่เราติด #Saveบางกลอย ใหม่ๆ เห็นได้ว่าเป็นกระแสมาก มีทั้งการติดป้ายในหลายๆพื้นที่ พอเราเอาภาพการเผายุ่งฉางข้าวเมื่อปี 2554 มาคนก็เริ่มตกใจ หลายคนไม่เคยรู้มันเกิดมา10 ปี แล้วหลายคนส่วนใหญ่ไม่รู้ พอพูดถึงประเด็น บิลลี่ ก็เป็นแกนนำพี่น้องบางกลอย เมื่อถูกอุ้มหาย อาจารย์ป๊อด (ทัศน์กมล โอบอ้อม) ถูกฆาตกรรมอย่างปริศนา ทั้งสองเคสไม่สามารถหาคนผิดมาได้ มันถูกนำไปสู่กระบวนการความคิดของคน การปรับจิ๊กซอว์ของคนถูกนำปรับไปเชื่อมล้อกับประเด็นพี่น้องบางกลอยถูกขับไล่ในพื้นที่ด้วย

ผมคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน คนหนุ่มสาวในยุคนี้ คนที่โตแล้ว ทำงานแล้ว หลายคนไม่รู้ว่าบางกลอยคืออะไร ทำต้อง Saveบางกลอย พอไปศึกษาดูเห็นได้เลยว่ามีเรื่องเกี่ยวกับการตายของพี่บิลลี่ มาเกี่ยวข้องด้วย เซตหนึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่อง บางกลอย นี้คือบางกลอย บางกลอยก็คือบิลลี่ นี้คือเรื่องไม่สามารถปฎิเสธได้ อย่างที่ปู่คออี้ คือบางกกลอย บางกลอยคือปู่คออี้ ทุกคนพี่น้องกะเหรี่ยงคือบางกลอย คือเรื่องเดียวกันที่ทำให้เชื่อมโยงกัน

การที่คนมารำลึก 7 ปี บิลลี่ การตายของบิลลี่จะต้องได้รับการสะสางเกี่ยวข้องกับประเด็นบางกลอยแน่นอน

การเคลื่อนไหวในโซเชียลมันก็บางครั้งก็ส่งผลทางตรงต่อการตัดสินใจของรัฐบาล บางครั้งก็ส่งผลทางอ้อม การตัดสินใจของรัฐบาล พื้นที่บนโลกออนไลน์ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่ ในการที่จะสื่อสารถึงคนเมือง ทุกคน เพื่อให้รับรู้ว่ามีประเด็นนี้นะ มีเรื่องราวแบบนี้นะเกิดขึ้นในสังคมไทย มีความไม่เป็นธรรมแบบนี้นะเกิดขึ้นในสังคมไทย ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ คือมันอยู่ที่ว่ารัฐจะรับฟังมากน้อยแค่ไหน

เห็นตัวอย่างการสื่อสารในโซเชียลมีเดียหลายครั้ง ที่มันส่งผลสะเทือนจนรัฐเองต้อง เข้ามาแก้ไขไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของทรัพยากร ความเหลื่อมล้ำ ประเด็นอาชญากรรม ประเด็นไหนก็ตามที่ สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ รัฐไม่สามารถนิ่งนอนใจได้

ถ้ารัฐมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาผมคิดว่าแค่เรื่องนี้มีการโพสออกไป คนต้องติดตามเยอะ รัฐก็ต้องแก้ไขได้ครับ เพราะเรื่องนี้เป็นสัจธรรม ปัญหาจริงๆรัฐจะต้องแก้ไข การสื่อสารของเรา”

คืบหน้าล่าสุด จากคณะกรรมการ “บางกลอย”

สุนีย์ ไชยรส หนึ่งในคณะกรรมการแก้ไขกรณีปัญหาบางกลอย เปิดเผยกับ GreenNews ถึงความคืบหน้าล่าสุด การทำงานของคณะกรรมการฯ ว่าล่าช้ากว่าที่วางแผนไว้ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดรอบล่าสุดของโควิด-19 และการหยุดยาวช่วงสงกรานต์

“หลังจาก รมต. ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้แต่งตั้งอนุกรรมการ 5 อนุกรรมการ พึ่งออกมาเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 64 แต่เนื่องจากติดโควิด -19 และช่วงวันหยุดสงกรานต์ กำลังอยู่ในช่วงเร่งรัด ว่าระหว่าง WFH ของกระบวนการทั้งหลาย อนุกรรมการจะทำอย่างไรที่ได้ประชุมกัน เพราะว่าหมดเวลา 30 วันที่ตั้งกันแล้ว มาเจอทั้งสงกรานต์ยาว และโควิด – 19 ทำให้ระยะเวลาการทำงานน้อยลง รัฐมนตรีได้ออกมาพูดว่ามันต้องขยายเวลาออกไป มันเป็นเหตุจำเป็น รอที่อนุกรรมการแต่ละชุดจะประชุมกัน

เราก็ร้อนใจอยู่ เพราะว่าปัญหาของชาวบ้านควรจะได้รับการพิจารณาอย่างเร็ว มันก็สะดุด

ความล่าช้าที่ยังมีอยู่ สองพวกเราทั้งหลายหรือคณะทำงานชุดใหญ่ดูเหมือนว่ามีความพยายามกันอย่างชัดเจน จะต้องหาทางแก้ไขปัญหาเท่าที่ทำได้ ก็ยังมีความพยายามอย่างนั้นอยู่ แต่เนื่องจากยังไม่ได้เริ่มต้นเป็นเรื่องเป็นราว ตอนนี้ทุกคนก็กำลังศึกษาหาข้อมูล 

หวังว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดมีกลไกแก้ไขปัญหา ถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน ตามลำพัง เราก็เห็นอยู่แล้วว่ายังแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นโดยความคาดการณ์ก็ยังคิดว่า ถึงจะมีอะไรสะดุดบ้างในเมื่อเป็นคำสั่งส่วนที่นายกตั้ง และมีหลายหน่วยราชการเข้า มาเกี่ยวข้อง มีนักวิชาการมีภาคประชาสังคมเข้าไปด้วย แล้วก็มีสื่อมวลชน หรือคนภายนอก ช่วยกันตาม อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะมีทางออกอะไรขึ้นมาบ้าง

ที่สำคัญพูดถึงกรณีพื้นที่มันก็ต้องมาพูดถึงปัญหาไม่ใช่แค่ชาวบ้านไม่กี่ครอบครัว แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ในเชิงของการตีความกฎหมาย กับนโยบายของรัฐ ซึ่งจะต้องหาบรรทัดฐานกันให้ได้ แล้วก็อย่าลืมว่ามีคนตาย หลายคนแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องจึงยิ่งต้องหาทางออก แล้วก็รวมทั้งไปตามคดีด้วย คดีของบิลลี่ คดีของอาจารย์ป๊อด แล้วเวลาพูดถึงการจัดการที่ดิน เราจะต้องตีโจทย์เรื่องนี้ให้ใหญ่ขึ้น มันไม่ใช่แก้ปัญหาชาวบ้านไม่กี่สิบครอบครัว

เพราะฉะนั้นเราต้องผลักดันกลไกที่นายกรัฐมนตรีตั้งให้เดินหน้าไป มันไม่ใช่แค่เรื่องไม่มีกี่คนของครอบครัว แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่สะเทือนไปถึงนโยบายคนอยู่กับป่า ไร่หมุนเวียน เรื่องของคนตายที่หาคนรับผิดชอบไม่ได้ สองคดีใหญ่ คนที่พร้อมจะอยู่ก็มีไม่ใช่แค่คนที่จะกลับไปใจแผ่นดิน เราต้องมาคลี่มาดูว่ากลุ่มไหนพร้อมจะไปกลุ่มไหนพร้อมจะอยู่ ติดขัดตรงไหน อนุกรรมการก็จะไปคลี่คลายปัญหาตรงนั้น มีอนุกรรมการชุดหนึ่งคืออนุกกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความ  ซึ่งหมายความว่าจะหาทางออกที่ชาวบ้านถูกจับ 30 คน ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งคณะกรรมการ 5 ชุดจะต้องทำเรื่องราวเหล่านี้ให้ประจักษ์ชัดตรงไปตรงมา” สุนีย์ กล่าว