จากใจวนศาสตร์รุ่นใหม่ คนกับป่าหาใช่ปรปักษ์กัน (อย่างที่เขาว่า)

GreenNews พาไปฟังเสียงจากใจวนศาสตร์รุ่นใหม่ 5 คน ที่ลุกขึ้นมาชวนเพื่อนและสังคมคิดว่า แท้จริงแล้ว คนกับป่าอาจหาใช่ปรปักษ์กัน (อย่างที่เขาว่า) 

“คณะวนศาสตร์ไม่ค่อยได้พูดถึงบิลลี่เลยแม้ว่าเขาจะเป็นบทเรียนสำคัญเรื่องการจัดการป่าไม้ไทย เคยมีรุ่นพี่เอารูปบิลลี่ไปแปะที่คณะตามทางเดินและลิฟต์ วันต่อมารูปหายไปหมด อาจารย์เรียกเข้าพบว่าก่อนจะแปะบอร์ดได้ต้องขออนุญาตก่อน

ไม่นานมานี้ มีคนเอาข้อความว่า #saveบางกลอย มาติดบอร์ดคณะ หลังจากนั้นมีคนเอา #saveชัยวัฒน์ มาแปะต่อข้างล่าง เอาจริงๆ เราชอบแบบนี้นะ ถึงจะเห็นตรงข้ามกัน แต่อย่างน้อยมันไม่เงียบเหมือนที่วนศาสตร์มักเป็น อย่างน้อยเราเริ่มตั้งคำถาม”

ปภาวิน พุทธวรรณะ นิสิตวนศาสตร์จบใหม่ป้ายแดง เล่าถึงบรรยากาศการเรียนรู้เรื่อง ”คนกับป่า” ในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันการศึกษาหนึ่งเดียวของประเทศที่ผลิตผู้พิทักษ์ป่าไม้คนแล้วคนเล่าเข้าสู่วงการป่าไม้ ศิษย์เก่าที่นี้ล้วนก้าวเข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการป่าไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็น สืบ นาคะเสถียร (วน.35) ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (วน. 51) หรือ อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้คนปัจจุบัน (วน. 44) 

โรงเรียนป่าไม้มีนักเรียนราว 250-300 คนต่อรุ่น เปิดสอนวิชาพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการป่าไม้ เช่น การจำแนกพืช กฎหมายป่าไม้ และวนศาสตร์ชุมชนพื้นฐาน ก่อนเปิดให้ผู้เรียนเลือกสาขาตามความสนใจเมื่อขึ้นปี 3 โดยแบ่งออกเป็น 8 สาขา เช่น สาขาการจัดการสัตว์ป่าและทุ่งหญ้า สาขาอุทยาน นันทนาการและการท่องเที่ยว สาขาวนศาสตร์ชุมชน และสาขาวิศวกรรมป่าไม้ 

ปีนี้ นับเป็นปีที่ 86 ที่คณะวนศาสตร์เดินหน้าผลิตบุคลากรสู่วงการป่าไม้ไทย ทว่าความขัดแย้งเรื่อง “คนกับป่า” และพื้นที่อนุรักษ์ที่ซ้อนทับชุมชนยังเป็นเรื่องที่แก้ไม่ตกและเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น เกิดคดีพิพาทจากนโยบายทวงคืนผืนป่านับ 46,000 คดี ราวกับว่าสังคมไทยเชื่อว่า “คนกับป่า” เป็นคู่ตรงข้ามกันที่อยู่ด้วยกันไม่ได้

นั้นทำให้หลายๆ คนตั้งคำถามถึงทัศนคติและมุมมองของคนทำงานด้านป่าไม้ – นิสิตวนศาสตร์กลุ่มหนึ่งเองก็อดตั้งคำถามไม่ได้เช่นกัน

พวกเขาริเริ่มจัดเวทีพูดคุยในหัวข้อ “คนกับป่า อดีต ปัจจุบันและแนวทางสู่อนาคต” เมื่อ 17 มีนาคม 2564 ใต้โถงตึกเรียน นับเป็นเวทีแรกที่ตัวแทนคณะวนศาสตร์ออกมาคุยเรื่องดังกล่าว ตั้งคำถามถึงองค์ความรู้การจัดการป่าแบบเดิม แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่คณบดีคณะออกแถลงการณ์คัดค้านการกลับไปใจแผ่นดินของชาวกะเหรี่ยงบางกลอย รวมถึงยืนยันในความเชื่อและความฝันที่เลือกก้าวเข้ามาเรียนคณะแห่งนี้

“ปัจจุบัน การรับรู้เรื่องคนกับป่ามีทิศทางที่ดีขึ้นเพราะมีนโยบายพยายามแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินหลายอย่างและรัฐไม่ได้มีท่าทีเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของประชาชน แต่เราคิดว่าคณะวนศาสตร์ทำได้มากกว่านี้ ขณะที่พวกเราจัดเสวนาเรื่องคนกับป่า แต่คนมาเข้าร่วมส่วนใหญ่กลับเป็นคนนอก คนในคณะเองยังมาเข้าร่วมน้อย เรารู้สึกว่าคนที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามเป็นส่วนน้อยของคณะ”

คนกับป่าอยู่ร่วมกันมาตลอดประวัติศาสตร์

วัชรวีร์ ศรีประเสริฐศิลป์ นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการสัตว์ป่าและทุ่งหญ้า

“ผมขอเล่าประวัติศาสตร์ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนบอกเราว่าคนกับป่าอยู่ร่วมกันมาตลอด สมัยอยุธยา เราใช้ประโยชน์จากป่า หาของป่าต่างๆ เช่น งาช้าง ไม้ฝาง และยังมีสินค้าส่งออกสำคัญคือหนังกวาง จนกระทั่งประเทศผู้ล่าอาณานิคมเข้ามาทำธุรกิจไม้ซุงในหัวเมืองทางเหนือมากขึ้น จึงมีการตั้งกรมป่าไม้ในปี 2439 โดยเจ้ากรมป่าไม้คนแรกเป็นฝรั่ง

มุมมองป่าไม้ของรัฐไทยพัฒนาตามเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ช่วงแรกขึ้นอยู่กับการเก็บภาษีและออกกฎเกณฑ์ควบคุมการทำสัมปทานป่าไม้ของต่างชาติ จากนั้นเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยต้องการหาเงินมากขึ้นเพื่อพัฒนาประเทศหลังแพ้สงคราม จึงเปิดให้คนไทยทำสัมปทานป่าไม้เองได้ ต่อมาในช่วงปี 2500 เป็นช่วงสำคัญที่เกิดกระแสอนุรักษ์ภาคประชาชนและเป็นยุคสงครามเย็น เกิดพ.ร.บ.ด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า สังเกตได้ว่ากฎหมายป่าไม้มักเกิดในยุครัฐบาลทหาร ซึ่งกองทัพมองว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัญหาความมั่นคงและพื้นที่ชายแดนที่คอมมิวนิสต์ซ่องสุมกำลัง ส่งผลต่อภาพการมองป่าไม้ไทยทุกวันนี้

ปี 2557 คสช. ออกนโยบายทวงคืนผืนป่าและเขียนกฎหมายป่าไม้ใหม่ทุกฉบับ ซึ่งทำให้มีคดีที่ดินทำกินซ้อนทับเขตป่าอนุรักษ์กว่า 46,000 คดี ทั้งที่ข้อมูลการสำรวจป่าอนุรักษ์ล่าสุด กรกฎาคมปี 2563 พบว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 227 แห่งในประเทศไทย มีเพียงหนึ่งแห่งเท่านั้นที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ราวหนึ่งแสนล้านไร่ เนื้อที่ประมาณ 4 ล้านเป็นพื้นที่ชุมชน มีหมู่บ้าน 4,192 แห่ง สถานการณ์ป่าไม้ไทยทุกวันนี้คือคนหลายล้านคนอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ยังไม่นับว่ายังมีอีกหลายคนที่ตกสำรวจ”

เพราะกฎหมายปฏิบัติต่อคนไม่เท่าเทียม

ฐาปนา ฉาบไธสง นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพป่าไม้

“รัฐเชื่อว่าคนเป็นปัจจัยหลักทำให้ป่าหายไปและระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง จึงเกิดการผลักคนออกจากป่า แต่ถึงอย่างนั้นกลับพบว่าทรัพยากรป่าไม้ก็ยังลดลงและเกิดความขัดแย้งประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐเช่นในปัจจุบัน 

เกิดความพยายามเปิดให้คนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการทรัพยากร คือ ‘พ.ร.บ.ป่าชุมชน’ ซึ่งเด็กวนศาสตร์ทุกคนต้องรู้จักเพราะได้เรียนตอนปีสาม แต่คนผลักดันกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่เป็นประชาชนมากว่าสองทศวรรษ

ปี 2562 รัฐผ่านร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทว่าผมคิดว่าไม่ได้แก้ปัญหาคนกับป่าอย่างจริงจัง เช่นในกรณีบางกลอย เอาพ.ร.บ.ป่าชุมชนมาบังคับใช้ไม่ได้ เพราะพ.ร.บ.ป่าชุมชนระบุอย่างชัดเจนว่าคนอยู่กับป่าได้ก็ต่อเมื่อ ‘ใช้ประโยชน์ป่าในส่วนที่ทำให้ป่าเพิ่มพูนได้เท่านั้น ไม่สามารถอยู่อาศัยได้’ มันยังตั้งอยู่บนฐานความคิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ยังเชื่อว่าคนอาศัยอยู่ในป่าทำให้ทรัพยากรลดลง

คณะวนศาสตร์ภาคภูมิใจเกินไปว่าต้องรักษาระบบนิเวศให้เป็นดังเดิม กลัวว่าคนอยู่กับป่าแล้วจะทำให้เปลี่ยนไป ผมคิดว่ามันกลับย้อนแย้งในหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่รัฐมองว่าคนเข้าไปอยู่ในป่าจะทำลายระบบนิเวศ โดยไม่ได้มองปัญหาจริงๆ ว่าทรัพยากรธรรมชาติที่หายไปส่วนใหญ่เป็นเพราะนายทุนที่เข้าไปใช้ทรัพยากร เช่น รัฐเปิดให้นายทุนทำเหมืองป่าต้นน้ำ 3,200 ไร่  เทียบกับกรณีบางกลอยที่บอกว่าชาวบ้านบุกรุกป่า 157 ไร่ เราจะไม่มาถกเถียงกันเรื่องนี้เลยถ้ากฎหมายปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกัน”

เมื่อคนรุกป่า สัตว์จึงรุกคน ทางออกคืออะไร

อาภาศรี นรดิษฐ์ นิสิตชั้นปีที่ 1

“ครอบครัวของเราอยู่ที่อ.บ่อไร่ จ.ตราด เป็นอำเภอเล็กๆ ติดชายแดน ทำสวนผลไม้และสวนยาง เวลาอยู่สวน เรามักจะตื่นเพราะช้างมาแถวบ้านหรือเสียงเจ้าหน้าที่จุดประทัดไล่ช้าง

เราเคยคุยกับ ‘น้าชาติ’ เกษตรกรในพื้นที่และ ‘หัวหน้าวิเชียร’ เจ้าหน้าที่อุทยานน้ำตกคลองแก้ว ซึ่งทำหน้าที่ผลักดันช้าง เขาเล่าว่าปัญหาคนกับช้างมีมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ทวีความรุนแรงขึ้น 4-5 ปีนี้ จากที่ช้างเคยลงมาพื้นที่เกษตรกรรมไม่กี่ตัวเฉพาะช่วงหน้าร้อน เดี๋ยวนี้ลงมาตลอดทั้งปี สร้างความเดือดร้อนกับชาวบ้านที่ลงมาตัดยางตอนกลางคืน ชาวบ้านไม่รู้วิธีรับมือเลยมองว่าช้างป่าเป็นศัตรู วางยาเบื่อไว้ในอาหารทำให้เขากลัวและดุร้าย ถ้าช้างเจอถังน้ำสีน้ำเงินมันจะทำลายเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ฆ่าเพื่อนมัน

พี่ๆ ทั้งสองเชื่อว่าปัญหาคนกับช้างแก้ได้ยากมาก เพราะประชากรช้างเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่หากินลดน้อยลงและยังอพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งตัดต้นไม้นับหมื่นไร่เพื่อทำสวนทุเรียน ลงทุนโดยนายทุนจีน

อุทยานน้ำตกคลองแก้วไม่เคยมีการวิจัยหรือศึกษาเพื่อศึกษาเส้นทางหากินกับพฤติกรรมของช้างหรือหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้นเลย เราเข้ามาศึกษาวนศาสตร์ เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเรื่องนี้ อย่างน้อยเราเข้ามาศึกษาคณะนี้ที่สอนเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า เราจะได้รู้ข้อมูลวิธีการแก้ปัญหาในภายภาคหน้า หวังว่าจะมีหน่วยงานหรือผู้มีความรู้เข้าไปศึกษาในพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้น ชาวบ้านเข้าใจมากขึ้น และปัญหาคนกับช้างลดลง” 

ความเข้าใจชาติพันธุ์ – สิ่งที่คณะวนศาสตร์ยังสอนไม่พอ

ปภาวิน พุทธวรรณะ นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวนศาสตร์ชุมชน

“เราเชื่อว่าชุมชนควรมีสิทธิจัดการทรัพยากรของตนเอง แนวคิดนี้มาจากแนวคิดการจัดการทรัพยากรร่วมโดยชุมชน (Common-Pool Resources) ของนักเศรษฐศาสตร์สตรี Elinor Ostrom ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ เธอเชื่อว่าชุมชนมีศักยภาพมากพอที่จะมีอำนาจบริหารทรัพยากรเท่าเทียมกับรัฐ หลายคนอาจจะมองว่าแนวคิดนี้เข้าข้างชุมชนมากเกินไปหรือเปล่า แต่เราว่าไม่ เพราะชุมชนต้องมีกฎกติกาดูแลทรัพยากรร่วมกัน

เราเรียนรู้เรื่องนี้ เพราะได้ไปพื้นที่ชุมชนบ่อแก้ว จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีข้อพิพาทเพราะพื้นที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนและองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ได้สิทธิปลูกต้นยูคาลิปตัส ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นพืชป้อนอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษให้หลายบริษัท สุดท้ายศาลตัดสินว่ารุกพื้นที่ชาวบ้านจริงๆ ปัจจุบันจึงรับรองว่าชุมชนสามารถทำกินได้ โดยทำเกษตรผสมผสานและแบ่งพื้นที่ทำป่าชุมชน จากการไปที่บ่อแก้ว เราเลยเลือกทำโปรเจคจบเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินของแม่สุภาพ คำแหล้ ภรรยาของพ่อเด่น คำแหล้ ผู้หญิงคนหนึ่งที่สูญเสียสามีและกลับกลายเป็นว่าต้องติดคุก 6 เดือนข้อหาบุกรุกป่าสงวน

เราไปรู้จักกับชุมชนบ่อแก้วผ่านกิจกรรมเสริมข้างนอก ถึงจะเรียนสาขาวนศาสตร์ชุมชนซึ่งพาลงพื้นที่ชุมชนที่มีการจัดการป่า เช่น ไปดูชุมชนชาติพันธุ์ที่ทำป่าชุมชน แต่เราว่ามันยังเป็นการมองด้วยกรอบสายตาของวนศาสตร์ที่มองชุมชนเป็นหน่วยวิจัย เราจะเข้าหาและใช้เครื่องมือแบบสอบถามอย่างไรกับชุมชน แต่มันไม่เหมือนการมองผ่านมุมมองมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ จึงยังมีบางข้อจำกัดและความไม่เข้าใจชาติพันธุ์อย่างแท้จริง

เราเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความไม่เข้าใจ ซึ่งอยากฝากถึงผู้บริหารคณะให้ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างความเข้าใจกับนิสิตวนศาสตร์ให้เคารพเรื่องชาติพันธุ์มากขึ้นตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียน ความไม่เข้าใจแก้ไขได้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ เราไม่ควรเอาความเป็นเรา เป็นคนเมืองไปนิยามคนอื่นและผลักเขาสู่การเป็นชายขอบ”

ถึงเวลาส่งเสียง นักเรียนป่าไม้

ภิญญลักษณ์ ศตชัยวิสิทธิ์ นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการสัตว์ป่าและทุ่งหญ้า 

“ในฐานะนิสิตวนศาสตร์คนหนึ่ง ข้อเสนอแนะของเราต่อการแก้ไขปัญหาบางกลอยตอนนี้ คือ อยากให้คณะส่งเสริมให้นิสิตเข้าใจเรื่องป่าไม้ในหลายมิติ เติมองค์ความรู้ที่ใช้ได้จริงและทันปัจจุบัน เพราะคนที่ทำงานในกรมป่าไม้หรือกรมอุทยานส่วนมากมาจากคณะวนศาสตร์ คณะแห่งเดียวที่ผูกขาดข้อมูลด้านป่าไม้ต่างๆ แต่ว่ายังขาดการส่งเสริมการเรียนการสอนให้เข้าใจวิถีคนกับป่าอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ 

ประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันคือไร่หมุนเวียน อยากให้ทุกคนลองตั้งคำถามดูก่อนรีบตัดสินว่าไร่หมุนเวียนไม่ดี และทำงานวิจัยศึกษาเพิ่มเพื่อหาวิธีให้การทำไร่หมุนเวียนลดผลกระทบต่างๆ ได้มากที่สุด มีงานวิจัยที่ศึกษาและชี้ให้เห็นข้อดีของไร่หมุนเวียนหลายชิ้น เช่น การเผาช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินและการปลูกพืชหลากหลายช่วยป้องกันการชะล้างดินได้ดีกว่าพืชเชิงเดี่ยว คณะวนศาสตร์เองก็เคยทำวิจัยเรื่องไร่หมุนเวียนกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันนี้ที่พวกเราออกมาพูดเรื่องคนกับป่าถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น อยากให้นิสิตคณะวนศาสตร์ คณะแห่งเดียวด้านป่าไม้ออกมาพูดประเด็นป่าไม้ที่เราได้ร่ำเรียนมา มาแสดงให้เห็นว่าประเทศชาติสามารถเชื่อใจเราให้ใช้ความรู้ความสามารถในการดูแลป่าไม้”

ชมเสวนาฉบับเต็ม