ปิดทริป 14,000 กม. “นาก” เหยี่ยวดำไทยคืนทุ่งปากพลี พลิกองค์ความรู้นกนักล่าไทย

หยุดสงกรานต์ปีนี้ หลายคนเดินทางกลับบ้านเกิด “นาก” ​เหยี่ยวดำสายพันธุ์ไทยในโครงการวิจัยเส้นทางอพยพนกใกล้สูญพันธุ์ก็เช่นกัน

นักวิจัยม.เกษตรฯ เผย “นาก” เหยี่ยวดำไทยติดอุปกรณ์ดาวเทียมติดตามได้เดินทางกลับมาทุ่งปากพลี จ.นครนายก บ่ายวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังอพยพสู่อินเดียร่วม 14,000 กิโลเมตร นาน 10 เดือน นับเป็นการเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เคยเชื่อว่าเหยี่ยวดำไทยเป็นนกท้องถิ่น และเปิดเส้นทางอพยพนกนักล่าเส้นใหม่เป็นครั้งแรกของโลก

ดัชนี “ความอินทรีย์ของท้องทุ่ง” ที่กำลังหายไป

หางเว้าเป็นแฉก ขนสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ตีนสีเหลือง เหยี่ยวดำไทยบินร่อนอยู่บนฟ้ายามเช้าเพื่อพึ่งปีกให้แห้งจากน้ำค้าง นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามแล้ว การได้เห็นพวกมันในพื้นที่อาจทำให้เราอุ่นใจได้ว่า “ทุ่งปากพลี” ทุ่งนาร่วมพันไร่แห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์และปลอดจากสารเคมี

เหยี่ยวดำไทย (Black Kite) ชื่อเต็ม “เหยี่ยวดำสายพันธุ์ย่อยโกวินทะ” (Milus Migrans Govinda) กระจายพันธุ์ในภาคเหนือ อีสาน และภาคกลางถึงเพชรบุรี อาศัยตามที่ราบและท้องทุ่ง หากินสัตว์ต่างๆ เช่น หนูนา ปลา งู คางคก และลูกนกน้ำบางชนิด 

ด้วยนิสัยช่างกินเช่นนั้น เหยี่ยวดำซึ่งเป็นสัตว์นักล่าสูงสุดบนห่วงโซ่อาหารจึงช่วยเกษตรกรกำจัดศัตรูพืชและยังทำหน้าที่เสมือนดัชนีชี้วัด “ความอินทรีย์ของท้องทุ่ง” ว่าถิ่นอาศัยแห่งนี้ไม่ได้ปนเปื้อนสารเคมีจนเป็นอันตรายต่อสัตว์น้อยใหญ่ พิสูจน์ว่าผลผลิตจากที่นี้ไม่ได้ปนเปื้อนสารอันตราย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทุ่งปากพลี ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก จะขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งนอนพักของเหยี่ยวดำที่ใหญ่สุดในประเทศ ทว่าหากมองอีกมุมหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็น “ฐานที่มั่น” สุดท้ายของพวกมัน ปัจจุบัน สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนดให้เหยี่ยวดำไทยอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ด้วยจำนวนลดลงมากจากที่เคยอาศัยอยู่ทั่วไปในที่ราบภาคกลาง แม้แต่กรุงเทพฯ 

ภัยคุกคาม คือ ถิ่นอาศัยที่เปลี่ยนไป เมื่อต้นไม้สูงที่เป็นแหล่งทำรังถูกตัด ผู้คนตัดต้นยางและหันมาปลูกต้นยูคาลิปตัสเพื่อนำไปเผาเป็นถ่าน ซึ่งมีความสูงไม่มาก จึงทำให้ลูกเหยี่ยวดำเสี่ยงตกเป็นเหยื่อจากผู้ล่า ทั้งงูและมนุษย์ที่นำไปขายตลาดค้าสัตว์ป่า ขนาดที่อาสาสมัครในชุมชนปากพลีจับโจรขโมยลูกเหยี่ยวดำไทยได้ถึง 8 ตัวในวันเดียว

นอกจากนั้นแล้ว เหยี่ยวดำทุ่งปากพลียังเผชิญภัยคุกคามจาก “ไฟทุ่ง” เพราะต้นยูคาลิปตัสและต้นกระถินณรงค์เป็นต้นไม้ไวต่อไฟ ปี 2564 นี้ มีลูกเหยี่ยวดำไทยตายเพราะไฟลามทุ่งถึง 7 รัง

อีกหนึ่งภัยเงียบ คือ การขาดความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ จึงไม่ได้เข้าใจพฤติกรรมเหยี่ยวและหาแนวทางอนุรักษ์ที่เหมาะสมที่สุด ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว หน่วยวิจัยนกนักล่าและเวชศาสตร์การอนุรักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ยอมรับว่า ทุกวันนี้ องค์ความรู้เรื่องนกนักล่าประเทศไทยยังน้อยมาก จึงเกิดโครงการติดอุปกรณ์ส่งสัญญาณดาวเทียมติดตามให้เหยี่ยวดำไทย จุดเริ่มต้นการผจญภัยของ “นาก” 

14,000 กม.ใน 10 เดือน องค์ความรู้ใหม่จากเหยี่ยวนักเดินทาง 

“เรารู้แค่ว่าเหยี่ยวดำไทยเป็นนกท้องถิ่นในไทย ทว่าเราเพิ่งค้นใหม่ปีที่แล้วกับเจ้านากว่ามันเป็นนกอพยพย้ายถิ่น เพราะฉะนั้นสถานะมันจะเปลี่ยนเป็นนกอพยพ เราจะต้องปรับทัศนคติต่อการอนุรักษ์พวกมันใหม่” ดร.ไชยยันต์ ผู้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนิเวศวิทยาของเหยี่ยวดำไทย อธิบาย

เดิมวงการปักษีวิทยาของไทยเชื่อว่าเหยี่ยวดำไทยเป็นนกท้องถิ่นประเทศไทย คือ อาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดรอบปี (year-round resident) ทว่าชุมชนบ้านท่าเรือที่พึ่งพิง “ทุ่งปากพลี” ร่วมกับเหยี่ยวตั้งข้อสังเกตว่ามีหลายเดือนที่นกหายไปจากพื้นที่ จึงได้เริ่มร่วมมือกับทีมวิจัยนกนักล่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหาคำตอบ

ทีมวิจัยฯ นำอุปกรณ์ติดตามด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม กล่องขนาดเล็กหน้าตาคล้ายกระเป๋า “แบ็กแพ็ก” น้ำหนักไม่เกิน 4% ของน้ำหนักตัวนก ติดกับ “นาก” เหยี่ยวดำใหญ่เพศผู้ อายุ 13 เดือนที่เกิดที่ทุ่งปากพลี โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

พวกเขาติดตามพิกัดของนากผ่านสัญญาณดาวเทียมที่แสดงบนแอพพลิเคชั่น แล้วต้องตื่นตะลึงเมื่อค้นพบหลักฐานใหม่ที่พลิกความเข้าใจเดิม เมื่อนากบินออกจากทุ่งปากพลีวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 และสองวันถัดมา บินข้ามไปเมียนมา ท่องผ่านหลายเมือง ก่อนเข้าสู่อินเดียและบังคลาเทศ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของเหยี่ยวดำชนิดนี้ 

ขณะที่ประเทศไทยจัดให้เหยี่ยวดำไทยมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ทว่าเมื่อพิจารณาในกรอบของทั้งโลก สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) กำหนดให้เหยี่ยวดำไทยอยู่ในสถานะ “ไม่น่ากังวล” (Least Concern) เพราะมีจำนวนมากอยู่โซนอินเดีย การค้นพบนี้จึงขยายกรอบความคิดนักปักษีวิทยาไทยใหม่

ก่อนหน้านี้เราเข้าใจว่าเหยี่ยวดำไทยเป็นนกประจำถิ่น แต่ว่านี้เป็นการยืนยันความรู้ใหม่ว่าเหยี่ยวดำไทยเป็นนกย้ายถิ่นตามฤดูกาล (breeding visitor) ตอนนี้ประเทศไทยจัดสถานภาพเป็น ‘ใกล้สูญพันธุ์’ แต่นั้นตั้งอยู่บนความรู้เท่าที่เรามี อาจจะเปลี่ยนสถานะใหม่ว่าไม่ได้ใกล้สูญพันธุ์แล้วก็ได้ เพราะเราไม่ได้มองมันแค่ในกรอบประเทศไทยเท่านั้นแล้ว

นากบินเฉลี่ยวันละ 18 กิโลเมตร ใช้เวลาหากินจุดทิ้งซากสัตว์ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของนกนักล่าหลากชนิดในอินเดียหลายเดือน ก่อนอพยพกลับเขตน่านฟ้าไทยกลางเดือนมีนาคม และหวนคืนบ้านเกิดเมื่อช่วงบ่ายสองโมงของวันที่ 10 เมษายน 2564 ใช้เวลารวม 10 เดือน 24 วัน ระยะทางทั้งสิ้น 14,093.94 กิโลเมตร 

นากยังเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับเส้นทางอพยพนกนักล่าสายใหม่ของโลก เมื่อพูดถึงเหยี่ยวอพยพ นักดูนกไทยมักจะเดินทางไปที่เขาดินสอ จ.ชุมพร ช่วงตุลาคม เพื่อดูเหยี่ยวอพยพหนีสภาพอากาศหนาวจากแถบไซบีเรียผ่านประเทศไทย ไปอาศัยหลบหนาวที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เส้นทางนั้นมุ่งจากทิศ “เหนือ-ใต้” (East Asian – Australasian Flyway) ทว่าการเดินทางของนากรอบนี้ เป็นการย้ายถิ่นจากทิศ “ตะวันออก-ตะวันตก” จากภาคกลางประเทศไทยไปสู่อินเดีย ซึ่งไม่เคยมีการศึกษามาก่อน

“ตอนนี้เราทราบว่าเหยี่ยวดำไทยอพยพไปอินเดีย เรายังมีหลายทฤษฎีที่ฟันธงไม่ได้ อาจเป็นเพราะเหยี่ยวบรรพบุรุษของเหยี่ยวดำไทยมาจากอินเดีย รหัสพันธุกรรมจึงเรียกร้องให้กลับไปช่วงเข้าฤดูหนาวที่อุณภูมิลดลง อาจเป็นเพราะถิ่นอาศัยในประเทศไทยเปลี่ยนแปลง เช่น แหล่งอาศัยน้อยลงเหลือแค่ที่หลักที่ปากพลี มันจึงอพยพตามธรรมชาติเพื่อระวังการผสมพันธุ์ที่ทำให้เกิดเลือดชิด หรือเป็นเพราะหาอาหารได้น้อยลง”

งานวิจัยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของอาเซียนที่ติดอุปกรณ์ติดตามกับเหยี่ยวดำสายพันธุ์นี้ ปีนี้ ทีมวิจัยมีแผนติดเพิ่มให้เหยี่ยวดำไทยตัวเต็มวัยรวมทั้งสิ้น 6 ตัว เพื่อยืนยันในข้อสันนิฐานที่นากได้จุดประกายไว้ 

รู้จัก เพื่อจะรัก (ษ์) ก่อนสูญพันธุ์

“เราสังเกตว่านากแวะพักที่บางพื้นที่เกิน 3 วันติดต่อกัน เช่น ทุ่งนา ใกล้เมืองเนปิดอว์ (เมียนมา) สวนสาธารณะรานาในเมืองธากา (บังกลาเทศ) และจุดทิ้งซากจอรเบียร์ รัฐราชาสถาน (อินเดีย) ทุกแหล่งแวะพักเป็นถิ่นอาศัยที่เอื้อต่อการหาอาหารหรือพักนอนของเหยี่ยวดำและมีเหยี่ยวดำจำนวนมากอาศัยอยู่ สอดคล้องกับพฤติกรรมของพวกมันที่เป็นนกนอนรวมฝูง” ไชยยันต์และทีมวิจัยนกนักล่า ตั้งข้อสังเกต 

เขาชี้ว่าองค์ความรู้ใหม่นี้ชี้ให้รู้ว่าภารกิจอนุรักษ์ระบบนิเวศทุ่งนาและพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของเหยี่ยวดำไทยต้องทำมากกว่าแค่ในขอบเขตประเทศไทยและเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนกนักล่าที่ทำงานอนุรักษ์มาหลายโครงการ เช่น โครงการฟื้นฟูพญาแร้ง ซึ่งเพาะพันธุ์พญาแร้งที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทย ไชยยันต์เชื่อว่างานวิจัยเพื่อผลิตองค์ความรู้ใหม่เช่นโครงการติดดาวเทียมติดตามนี้สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน

“หลายคนถามว่าทำไมไม่เลือกวิธีเพาะพันธุ์เพื่ออนุรักษ์สัตว์​ มันมีหลายจุดให้คิดต่อ เพาะแล้วปล่อยกลับสู่ธรรมชาติได้ไหม ผมทำโครงการฟื้นฟูพญาแร้ง 14 ปี เพิ่งวางไข่ได้ 2 ใบ ใช้งบเกือบ 5 ล้านบาท ยากไหมล่ะครับ เมื่อเทียบกับการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยแบบนี้ไม่ต้องรอให้สูญพันธุ์ งานวิจัยติดดาวเทียมติดต่อใช้งบประมาณหนึ่งล้านบาทคุ้มค่ากว่า ยิ่งเรารู้จักมันมาก เราก็ยิ่งอนุรักษ์มันได้เร็ว โดยไม่ต้องรอให้สูญพันธุ์ 

การเพาะพันธุ์สัตว์ป่าไม่ใช่ ‘คำตอบสุดท้าย’ ที่แก้ปัญหาทุกอย่าง แต่เป็น ‘วิธีสุดท้าย’ ที่เราต้องทำสิ่งสำคัญที่เราต้องคิดคือ เราจะรอให้สัตว์สูญพันธุ์แล้วเราค่อยแก้ไข หรือเราจะแก้ไขก่อนรอให้มันสูญพันธุ์

โลกของเหยี่ยวยังมีอีกมากให้ค้นหา ตุลาคมนี้ ทีมวิจัยนกนักล่ามีโครงการติดดาวเทียมเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำซึ่งทุกปีจะอพยพผ่านชุมพรนับแสนตัว ทว่าที่อินโดนีเซียซึ่งเชื่อว่าเป็นประเทศ “ปลายทาง” กลับเจอเพียงหลักร้อย นักปักษีวิทยาจะเตรียมไขคำตอบว่าเหยี่ยวเหล่านี้เดินทางไปไหนกัน

“ของดีปากพลี” วิจัยร่วมชุมชนเพื่อวิถีคน-เหยี่ยว

งานอนุรักษ์จะประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่นักวิจัย หากเป็นชุมชนรอบข้างที่จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับเหยี่ยว 

ทีมวิจัยจากม.เกษตรทำงานร่วมกับชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลี สิทธิชัย อิ่มจิตร เกษตรกรนักดูนกผู้ก่อตั้งชมรมชวนผู้นำชุมชนทั้ง 8 หมู่บ้านในต.ท่าเรือมาร่วมเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับบรรดานกแห่งทุ่งปากพลีเพื่อลดความขัดแย้ง 

“งานวิจัยจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีชุมชน เพราะพวกเขาคือคนในพื้นที่ซึ่งเริ่มต้นสังเกตและติดตามเหยี่ยวได้สม่ำเสมอ เราเริ่มชวนคนในพื้นที่มาเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วม ด้วยการให้เงินรางวัลกับเจ้าของไร่ไหนที่เหยี่ยวมาทำรังบนต้นไม้ต้นละ 300 บาท และจัดทำสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชน ให้นักเรียนลองเป็นมัคคุเทศน์น้อยในอนาคต”

สิทธิชัยเผยว่า ชาวบ้านรอบทุ่งปากพลีต่างอยู่ร่วมกับเหยี่ยวได้อย่างปรองดอง ปีนี้สำรวจพบเหยี่ยวดำไทยกว่า 94 ตัว ซึ่งนับว่ามากที่สุดตั้งแต่สำรวจอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญ ยังไม่พบการล่าลูกเหยี่ยวเลยจากที่เคยเจอมากสุดวันหนึ่ง 8 ตัว

เขารู้สึกภูมิใจที่เหยี่ยวดำไทยเป็นเสมือน “ของดีปากพลี” ที่นักท่องเที่ยวต้องมาแวะเยี่ยม นอกจากจะเป็นแหล่งดูเหยี่ยวดำทั้งเหยี่ยวดำไทย และสายพันธุ์ใกล้เคียงอย่างเหยี่ยวดำใหญ่ (เหยี่ยวหูดำ) แล้ว ทุ่งปากพลียังเป็นแหล่งดูนกนักล่าหายากอีกหลายชนิด เช่น แร้งหิมาลัยและนกอินทรีย์ปีกลาย รวมถึงปลาน้ำจืด เช่น ปลาซิวสมพงษ์ ซึ่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered)

ถ้ามาเที่ยวทุ่งปากพลี แนะนำให้มาแวะดูเหยี่ยวตอนเช้าก่อนพวกมันออกแยกย้ายหากิน จากนั้นราว 10.00 ออกไปแวะเที่ยวเขื่อนขุนด่าปราการชลหรืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งห่างออกไปเพียง 10 กิโลฯ รวมถึงน้ำตกวังตะไคร้ สาริกา นางรอง และเย็นค่อยกลับมาดูเหยี่ยวอีกครั้ง 

“ทุ่งปากพลีเที่ยวได้ทั้งนักดูนกมืออาชีพและผู้เริ่มต้น เพราะเราดูได้โดยตาเปล่า สามารถติดต่อเข้ามาทางเพจเฟซบุ๊ก ชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลี เพื่อสอบถามจุดดูเหยี่ยวได้ และอาจช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ผลิตในทุ่งผืนนี้ที่คนกับเหยี่ยวอยู่ร่วมกัน เช่น ปลาเค็มและปลาร้า”

ติดตามความคืบหน้าโครงการวิจัยเหยี่ยวดำและร่วมอุปถัมภ์รังเหยี่ยวดำไทยได้ที่เพจ Thai Raptor Group กลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรีในประเทศไทย