65 องค์กรสิทธิ-สวล.ไทย เรียกร้อง 12 บริษัทไทย ‘ถอนการลงทุน’ ช่วยเมียนมา  

เครือข่ายสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในไทย 65 องค์กร/กลุ่ม 58 บุคคล ออกแถลงการณ์เรียกร้องบริษัท/สถาบันการเงินไทยที่ประกาศนโยบายสิทธิมนุษยชน ระงับหรือถอนการลงทุนในเมียนมา/พม่า 

สอดคล้องกับกระแสเรียกร้องจากอาเซียนและสากล ที่เรียกร้องผ่าน “ปฏิญญาภาคประชาชนอาเซียน” และ แถลงการณ์ RSF 

ขณะที่ยอดเสียชีวิตในเมียนมาเพิ่มต่อเนื่อง เป็น 618 ราย 

กระแส “ธรรมาภิบาลการลงทุน” ได้รับการตอบรับจากภาคประชาชนไทยมากขึ้น และมีการแสดงออกผ่านการเรียกร้องในกรณีวิกฤตการเมืองพม่า (ภาพ : แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย)

ในนาม “คนทำงานด้านสิทธิ-สิ่งแวดล้อมไทย”

บ่ายวานนี้ (9 เม.ย. 2564) เครือข่ายคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย รวม 65 องค์กร/กลุ่ม 58 บุคคล ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้บริษัทและสถาบันการเงินไทยที่ประกาศนโยบายสิทธิมนุษยชน ระงับหรือถอนการลงทุนในเมียนมา/พม่า ภายใต้สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยคณะรัฐประหารเมียนมา

กลุ่มและองค์กรที่ลงชื่อท้ายแถลงการณ์ รวมถึงกลุ่มและองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน (สิทธิเกษตรกร สิทธิแรงงาน สิทธิผู้บริโภค) ด้านธรรมาภิบาลการลงทุนข้ามแดน และด้านสิ่งแวดล้อม 

อาทิ แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand, FFT) คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) สมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กลุ่มรักษ์เชียงของ กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch) กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของจังหวัดอุบลราชธานี สมาคมคนทามราษีไศล จ.ศรีสะเกษ มูลนิธิพัฒนาอีสาน (NET Foundation) สมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคอีสาน และกลุ่มคนรักษ์ต้นน้ำจังหวัดราชบุรี เป็นต้น

“เป็นที่ประจักษ์ว่านับตั้งแต่คณะเผด็จการทหารเมียนมาได้ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 โดยข้ออ้างการทุจริตการเลือกตั้งของพรรครัฐบาลที่นำโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ตลอดมาหลังการรัฐประหาร 

คณะรัฐประหารเมียนมาได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนนานัปการของประชาชนชาวเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก การปิดกั้นการนำเสนอข่าวสารของประชาชนและสื่อมวลชน การจับกุม กักขัง และทรมานนักการเมืองและประชาชนทั่วไปโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา การทำลายและขโมยทรัพย์สินของประชาชน และที่เลวร้ายที่สุดคือ การเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ออกมาชุมนุมประท้วงอย่างสันติด้วยอาวุธสงครามอย่างเปิดเผย สังหารไม่เว้นแม้บุคลากรทางการแพทย์ 

โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2564 มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 ราย ในระยะเวลาสองเดือนนับตั้งแต่วันก่อการรัฐประหาร เหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะและกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง

การที่คณะรัฐประหารเมียนมาสามารถละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเนื่องเพราะมีรายได้จากบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา และรายได้ทางตรงจากธุรกิจของกองทัพ มาสนับสนุนปฏิบัติการก่อความรุนแรงต่อประชาชน” แถลงการณ์ FFT ระบุ

เผย 133 บ.ต่างชาติ ท่อน้ำเลี้ยงหลัก

แถลงการณ์ได้อ้างถึงรายงานขององค์การสหประชาชาติที่ระบุว่า ธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมาและผู้นำระดับสูงและเครือข่ายมีมากถึง 133 บริษัท โดยมีความโยงใยและสัมพันธ์กันผ่านกลุ่มบริษัท 2 กลุ่มบริษัทหลัก ได้แก่ Myanmar Economic Corporation (MEC) และ Union of Myanmar Economic Holding Ltd. UMEH) ซึ่งลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย บริษัทเหล่านี้ล้วนไม่โปร่งใส เนื่องจากอยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพเมียนมาที่แม้แต่รัฐบาลพลเรือนก็ไม่อาจแทรกแซงได้

“สำหรับความรับผิดชอบที่ธุรกิจพึงมีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Working Group) ได้ออกรายงานเรื่อง “Business, human rights and conflict-affected regions: towards heightened action”* ในเดือนตุลาคม 2020 ซึ่งนำเสนอต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ 

รายงานฉบับนี้เสนออย่างชัดเจนว่า ธุรกิจจะต้องลงมือปฏิบัติเชิงรุกและตัดสินใจอย่างเด็ดขาดมากขึ้น (more decisive action) ในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและยืดเยื้อ 

คณะทำงานเสนอว่า เมื่อบริษัทมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะระงับหรือยกเลิกกิจกรรมของตนในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้ง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง บริษัทควรหาทางออกจากพื้นที่นั้นๆ อย่างรับผิดชอบ (responsible exit) เริ่มจากการวางแผนกลยุทธ์การออกจากพื้นที่ ระบุและประเมินผลกระทบของการตัดสินใจนี้ที่จะมีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจและชุมชน และพัฒนากลยุทธ์การบรรเทาความเดือดร้อน เช่น แจ้งให้ชุมชน คู่ค้า ลูกจ้าง และพันธมิตรฝ่ายอื่นๆ ทราบล่วงหน้า การสร้างหลักประกันว่าลูกจ้างจะยังมีรายได้ตลอดช่วงที่เกิดความขัดแย้ง (หรือช่วงที่บริษัทระงับการลงทุน) มีมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับลูกจ้างที่ไม่อาจโยกย้ายออกจากพื้นที่ได้ และร่วมมือกับองค์กรภาคประชาชนที่สามารถเข้ามารับช่วงการช่วยเหลือ เป็นต้น” แถลงการณ์ระบุ

เปิด 12 ธุรกิจไทยในเมียนมา ‘ที่มีนโยบายด้านสิทธิฯ’ 

แถลงการณ์ดังกล่าวยังได้ระบุถึง 12 บริษัทไทยที่มีการลงทุนในเมียนมาปัจจุบันที่ได้ประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนไปแล้ว ซึ่งควรแสดงความรับผิดชอบตามนโยบายที่ได้ประกาศกับสาธารณะ ด้วยการถอนการลงทุนในเมียนมา ประกอบด้วย 

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  2. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  3. ธนาคารกสิกรไทย (มหาชน)
  4. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
  5. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
  6. บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)
  7. บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน)
  8. บริษัท สหกลอิควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
  9. บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)
  10. บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด
  11. บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน)
  12. บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

เรียกร้อง “ความรับผิดชอบ” จากภาคธุรกิจ

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า การยุติการลงทุนจนกว่าสถานการณ์ในเมียนมาจะกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับภาคธุรกิจที่มีธรรมาภิบาล ที่จะแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรมในสถานการณ์ขณะนี้

“ในสถานการณ์ที่คณะรัฐประหารเมียนมาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเข้าใกล้การก่อ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” (crimes against humanity) ยิ่งขึ้นทุกขณะ พวกเราดังรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ ในนามขององค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามการทำงานของภาคธุรกิจในประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน 

ขอเรียกร้องให้บริษัทของท่าน ในฐานะที่ประกาศนโยบายสิทธิมนุษยชน (human rights policy) ประกาศระงับหรือถอนการลงทุนในเมียนมาจนกว่าประเทศจะกลับเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และวางกลยุทธ์การออกจากพื้นที่อย่างมีความรับผิดชอบ (responsible exit) ตามข้อเสนอของคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบของบริษัทว่าไม่ต้องการเป็นพันธมิตรหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหารเมียนมาในฐานะผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) ซึ่งระบุว่าการยกเลิกความสัมพันธ์ (disengagement) กับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่บริษัทควรพิจารณา

การประกาศระงับหรือถอนการลงทุนในเมียนมานั้น นอกจากจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบตามนโยบายสิทธิมนุษยชนของบริษัทแล้ว ยังเป็นไปตามหลักการชี้แนะ UNGP ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าบริษัทจะอยู่เคียงข้างกับประชาชนชาวเมียนมา ในฐานะ “หุ้นส่วน” ของพวกเขาในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอันเป็นจุดยืนที่ย่อมยังประโยชน์ทางธุรกิจมหาศาลต่อบริษัทเองในระยะยาว”

รุนแรงต่อเนื่อง ยอดเสียชีวิตพุ่งเป็น 618 

จาการเปิดเผยของ Assistance Association for Political Prisoners (AAPP) องค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2543 และเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลของหลายสำนักข่าวต่างประเทศชื่อดัง สถิติผู้เสียชีวิตหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารเมียนมา 1 ก.พ. 2564 จนถึงวันวานนี้ (9 เม.ย. 2564) ได้เพิ่มเป็น 618 คน ไม่รวมผู้ถูกกักขัง 2931 คน (54 คนถูกตัดสินแล้ว) และถูกออกหมายจับอีก 520 คน

“นี่เป็นตัวเลขเท่าที่เราสามารถยืนยันได้ ซึ่งตัวเลขจริง คาดว่าจะมากกว่านี้มาก ซึ่งเราจะพยายามรวบรวม ยืนยันและรายงานต่อไปเป็นระยะ” AAPP กล่าวผ่านรายงาน

“เช้าตรู่วันนี้ กองกำลังทหารได้ทำลายแนวกั้นที่ถนน Maggatic ที่กลุ่มต่อต้านรัฐประหารทำขึ้นเพื่อป้องกันการปราบปรามรุนแรงใน Bago พวกเขาใช้ปืนไรเฟิลจู่โจม อาวุธหนักอาร์พีจี และระเบิดมือปราบปรามผู้ประท้วง มีพลเรือนตาย 4 คนบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ต่อมาในช่วงเย็น มีรายงานว่ามีคนตายอีก 20 คน แต่กำลังรอการยืนยัน” AAPP กล่าวในส่วนหนึ่งของรายงานประจำวันที่ 9 เม.ย.2564

“สิทธิมนุษยนชนในพม่าเลวร้ายสุดขีด ล่าสุดศาลมีคำสั่งประหารชีวิตผู้เรียกร้องประชาธิปไตย 23 คน” ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โพสต์ในค่ำวันนี้ (10 เม.ย.)

“รวมทั้งอาจารย์มหาวืทยาลัยด้วย” ดร. ชยันต์ วรรธนภูติ นักวิชาการศูนย์ชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นสนับสนุนและเสริม

การประชุมออนไลน์ภาคประชาชนอาเซียน Southeast Asian People-To-People Regional Hall (ภาพ : Asia Centre)

เรียกร้อง “อาเซียน” แสดงบทบาท

8 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา 225 กลุ่ม/องค์กรภาคประชาสังคมอาเซียนได้จัดประชุมออนไลน์เพื่อร่าง “ปฏิญญาภาคประชาชนอาเซียน” (Declaration at a Southeast Asian people-to-people Region Hall) จัดโดยการนำของ Dino Patti Djalal ประธาน Foreign Policy Community of Indonesia (FPCI) และ Jose Ramos-Horta อดีตประธานาธิบดีติมอร์เลสเต เพื่อแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์ในเมียนมา

นอกเหนือจากเรียกร้องให้ องค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค “อาเซียน” ดำเนินการประณามรัฐบาลทหารเมียนมาที่ก่อรัฐประหาร 1 ก.พ. เรียกร้องให้ยอมรับผลการเลือกตั้ง พ.ย. 2563 ส่วนหนึ่งของ 27 ข้อในปฏิญญาฯ ดังกล่าว ได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการแซงชั่น (มาตรการลงโทษ) ไปยังผู้นำทหารที่ทำการรัฐประหารด้วย

“(เรา) เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันดำเนินมาตรการแซงชั่นเชิงยุทธศาสตร์ (impose targeted sanctioins) ไปยังผู้นำรัฐบาลทหารรายบุคคล รวมถึงครอบครัวของพวกเขา และธุรกิจที่พวกเขาเกี่ยวข้อง” สื่อ Mizzima ของเมียนมารายงาน

“ธรรมาภิบาลการลงทุน” เริ่มเป็นกระแสเรียกร้องมากขึ้นจากภาคประชาชนในเมียนมา (ภาพ : RSF, Dawei Watch)

เรียกร้อง 10 บริษัทต่างชาติแสดง “ธรรมาภิบาล”

ในวันที่ 8 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา Reporters Without Borders (RSF) องค์กรพัฒนาเอกชนสากลด้านเสรีภาพสื่อ ซึ่งมีบทบาทให้คำปรึกษาแก่หหลายองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึง UNESCO และ Council of Europe and the International Organization of the Francophonie (OIF) วานนี้ได้ออกมาเรียกร้องให้ 10 บริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในเมียนมาหยุดให้การสนับสนุนด้านเศรษฐกิจกับรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

RSF เรียกร้องให้บริษัทต่างชาติยุติความร่วมมือกับ Tatmadaw (ชื่อเรียกทางการของกองทัพบกเมียนมา) ทั้งในด้านกิจกรรมทางธุรกิจและการสนับสนุนด้านการเงิน โดยได้ส่งจดหมายเรียกร้องไปยังผู้บริหารสูงสุดของทั้ง 10 บริษัทเป้าหมาย รวมถึง Total (บริษัทน้ำมันฝรั่งเศส) Ericsson (บริษัทไอทีสวีเดน) Accor (ธุรกิจเครือโรงแรมฝรั่งเศส) และ POSCO (ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเหล็กและพลังงานเกาหลีใต้)

“ถึงเวลาที่คำพูดสวยงามของบรรษัทฯ ในเมียนมาเหล่านี้ ต้องแปรเป็นการลงมือที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน” Daniel Basstard หัวหน้าโต๊ะ Asia-Pacific RSF กล่าว 

ต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งของบรรษัทข้ามชาติทั้ง 10 ที่ RSF เรียกร้องได้มีการลงนามแถลงการณ์ร่วมด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้การริเริ่มของ Myanmar Center for Responsible Business