ชาวบ้านหางดงชนะคดีฟ้องรัฐ “ละเลยไม่แก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันเชียงใหม่” 

ศาลปกครองเชียงใหม่สั่งให้จำเลย คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) ดำเนินการประกาศเขตควบคุมมลพิษใน 4 จังหวัดวิกฤต ที่ระดับฝุ่นควันเกินมาตรฐานรุนแรง “เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และเชียงราย” ภายใน 30 วัน เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาเตรียมรับมือฤดูหมอกควันปีหน้า 2565 ด้าน ทส. ประกาศเตรียมยื่นอุทธรณ์

 

 

คดี “มลพิษ” ประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ศาลปกครองเชียงใหม่ได้ตัดสินคดีชาวบ้านหางดง จ.เชียงใหม่ยื่นฟ้องรัฐว่าละเลยไม่แก้ปัญหามลพิษจากหมอกควันเชียงใหม่ โดยได้ตัดสินให้ชาวบ้านผู้ฟ้องชนะคดี 

นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ชาวบ้านหมู่ 8 ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในเรื่อง “คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหนห้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฎิบัติ” คดีหมายเลขดำที่ ส.1/2564 คดีหมายเลขแดงที่ ส.1/2564 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อ 15 มีนาคม 2564

“ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าเขตพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นเวลาต่อเนื่องประมาณหนึ่งเดือน เกิดหมอกควันหนามีปริมาณมากเกินมาตรฐานที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ ปกคลุมไปทั่วทั้งภาคเหนือของประเทศไทยจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงผู้ฟ้องคดี โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูนและแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลดและขจัดมลพิษ ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำการดังกล่าว อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว 

เป็นเหตุให้ประชาชนและผู้ฟ้องคดี ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหมอกควัน จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล โดยยื่นทางอีเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2564” ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาจำนวน 66 หน้า ระบุ

“พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดี ใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้เขตท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม และขจัดมลพิษ ทั้งนี้ให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก” คำพิพากษาระบุ

คำพิพากษาลงชื่อโดยนายวิโรจน์ ศิริชัยเจริญ ตุลาการศาลปกครองเชียงใหม่ นายประยูร ปรีดา ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองเชียงใหม่ นายเชวงศิลป์ สุวรรณจินดา ตุลาการศาลปกครองเชียงใหม่ ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวน และนายรังสิกร อุปพงศ์ ตุลาการผู้แถลงคดี ณ วันที่ 8 เมษายน 2564

อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

 

หวังผลปีหน้า 2565

“สถานการณ์ปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่เกิดขึ้นในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน คาดว่าจะคลี่คลายเมื่อเข้าฤดูฝน แต่ก็เป็นที่คาดหมายได้ว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่เกิดขึ้นในท้องที่ 4 จังหวัดดังกล่าวจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้ชี้แจงต่อศาลในวันไต่สวน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ยอมรับว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในภาคเหนือเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือนธันวาคม – พฤษภาคม แม้ได้มีการประกาศให้ท้องที่ทั้ง 4 จังหวัดดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งหลังจากนั้นต้องมีการดำเนินการต่อเนื่องหลายขั้นตอน ได้แก่

  1. มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ
  2. ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาให้ความเห็นชอบแผน
  3. ของบประมาณ และ
  4. ดำเนินการตามแผน

ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการพอสมควร อาจไม่สามารถนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แก้ปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนก็ตาม 

แต่นระยะเวลาอันใกล้อีกเพียงประมาณ 8 เดือนต่อจากนี้ ก็จะเข้าสู่ช่วงระยะเวลาที่คาดว่าจะเกิดสถานการณ์ปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในปีพ.ศ. 2565 กรณีจึงมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรปะกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดใหห้ท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอนเป็นเขตควบคุมมลพิษ อันเป็นวิธีการหหนึ่ง สำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน2.5 ไมครอน (PM2.5) ในอนาคต เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถดำเนินการคุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู และบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ได้อย่งสมดุลและยั่งยืน” คำพิพากษาระบุ

 

 

10 ข้อสังเกตุน่าสนใจ

WEVO สื่ออาสา หนึ่งในสื่อออนไลน์ที่ติดตามรายงานสถานการณ์วิกฤตหมอกควันเชียงใหม่มาต่อเนื่อง ได้ตั้งข้อสังเกตุ 10 ข้อต่อการตัดสินคดีนี้อย่างน่าสนใจ ว่า

  1. ผู้ฟ้องชื่อว่า นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล เป็นนักกฎหมาย มีบ้านอยู่เขตต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ โดยยื่นผ่านระบบอิเลคทรอนิคส์ เมื่อ 15 มีนาคม 2564  ศาลพิจารณาโดยเร็วและมีคำสั่งคดีออกมาในวันที่ 8 เมษายน 2564 
  2. คดีนี้มีความรวดเร็ว ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 3 สัปดาห์  เพราะอธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร่งด่วน ตามระเบียบวิธีพิจารณาคดีปกครอง 
  3. ผู้ถูกฟ้อง คือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ (มอบพล.อ.ประวิตร รองนายกฯเป็นประธานแทน) องค์กรนี้ มีอำนาจตามพรบ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่สามารถประกาศเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินมาตรการแก้ไข เมื่อพบว่ามีมลพิษเป็นเหตุอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพประชาชน แต่กลับไม่ได้ดำเนินการตามหน้าที่ 
  4. ผู้ฟ้อง ร้องขอศาลให้มีคำสั่ง 2 ประเด็น คือ ขอให้มีวิธีการชั่วคราวก่อนคำพิพากษาให้มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในจว.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน แต่ข้อนี้ตกไป ศาลฯ ไม่รับคำขอให้มีการดำเนินวิธีชั่วคราว (เยียวยา) ตามร้อง อีกประเด็นหนึ่งคือ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดให้ 4 จังหวัดดังกล่าว เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และกำจัดมลพิษ ภายใน 7 วันนับแต่ศาลมีพิพากษา ข้อนี้ ศาลมีคำสั่งตามที่ผู้ร้องขอมา แต่กำหนดเวลา 30 วัน (ไม่ใช่ 7 วันตามขอ) 
  5. ภาคราชการเกี่ยวข้อง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด 4 จังหวัด สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค1 (เชียงใหม่) สาธารณสุขเชียงใหม่ ได้ส่งคำให้การบรรยายเรื่องราวของจังหวัดตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นตัวเลขและมาตรการข้อเท็จจริงที่ได้ดำเนินการมา 
  6. เอกสารที่น่าสนใจกว่าคือ คำชี้แจงของผู้ถูกร้อง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้จนท.ฝ่ายกฎหมายชี้แจงแทน ประเด็นสำคัญที่หากจะมีการอุทธรณ์ต่อ ก็คือ มาตรการแก้ปัญหาของรัฐมีหลายวิธี การกำหนดเขตควบคุมมลพิษเป็นอำนาจที่พิจารณาประกาศตามความเหมาะสม การแก้ปัญหามลพิษแต่ละแห่งใช้มาตรการต่างกัน และเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้เป็นมิติการบริหารราชการแผ่นดิน มีมุมมองที่ต่างกันได้ และน่าจะเป็นข้อถกเถียงได้ต่อ 
  7. ประเด็นคำชี้แจงที่ฟังแล้วไม่ดีนัก คือ การบอกว่าปัญหามลพิษฝุ่นควันใน 4 จังหวัดดีขึ้นตามลำดับ มีทั้งช่วงดีและช่วงไม่ดี และมีมาตรการอื่น ๆ มาเป็นลำดับ รวมถึงวาระแห่งชาติ ดังนั้นค่ามลพิษที่เกินมาตรฐานบ้าง ยังไม่ถึงขนาดเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน 
  8. ศาลปกครองเชียงใหม่ พิจารณาว่า ปัญหานี้เกิดเป็นประจำทุกปี แต่การดำเนินการแก้ปัญหาขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ขาดการบูรณาการแผนอย่างเป็นระบบ หลายหน่วยงานซ้ำซ้อน ขาดงบประมาณสนับสนุน และไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ละปี แต่ละจังหวัดมีแนวทางแก้ไม่แตกต่างกันมาก เป็นการแก้ไขตามแนวทางเดิม มีลักษณะเป็นการทำงานประจำ การแก้ปัญหาจึงต้องมีองค์กรหลักและการบูรณาการต่อเนื่อง
  9. ศาลฯ มองว่ากลไกตาม พรบ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อมีการประกาศเขตควบคุมมลพิษแล้ว  เจ้าพนักงานท้องถิ่นในเขตนั้นต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อควบคุมและลดมลพิษ กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องดูแลการจัดทำแผนดังกล่าว เป็นแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัด และมีงบประมาณอุดหนุนตรงจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากงบประมาณปกติ ก็จะเกิดกระบวนการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการเป็นระบบ ทั้งนี้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นกลไกดำเนินการแก้ปัญหาให้บรรลุผลได้
  10. ศาลมีคำสั่งให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษภายใน 30 วันนับจากตัดสิน คือ ภายในต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อให้มีเวลาในการจัดทำแผนปฏิบัติการ ให้คณะกรรมการสวล.เห็นชอบแผน ของบประมาณ และ ดำเนินการตามแผนได้ทันห้วงเวลาเกิดปัญหามลพิษฝุ่นควันในปี 2565

 

หลากความเห็น และเสียงวิพากษ์

“ด่วนๆ เพิ่งตัดสินเมื่อวาน เคสประวัติศาสตร์ ประชาชนชาวหางดง ฟ้องรัฐละเลยไม่แก้ปัญหามลพิษฝุ่น PM2.5 และรัฐแพ้คดี ล่าสุด ศาลปกครองเชียงใหม่ สั่งให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศเขตควบคุมมลพิษใน 4 จว.ฝุ่นควันเกินมาตรฐานรุนแรง เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ภายใน 30 วัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการยกระดับแก้ปัญหาในอนาคต” บัณรส บัวคลี่ นักคิดนักเขียนคอลัมนิสต์คนดัง โพสต์ความเห็นต่อกรณีนี้ผ่านเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม บัณรสตั้งข้อสังเกตุผ่านอีกโพสต์เฟสบุ๊กต่อความถูกต้องของรายละเอียดบางส่วนของคำชี้แจงของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อศาลปกครอง โดยเฉพาะส่วนที่ระบุว่า “.. ยังไม่ถึงขนาดที่เป็นการก่อให้เกิดคีวามเสียหายอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน .. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับดีมากถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยบางช่วงที่สภาพอากาศปิด ..” 

ส่งผลให้มีผู้ติดตามโพสต์ดังกล่าวจำนวนไม่น้อย แสดงความเห็นต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วยข้อความเผ็ดร้อนในระดับที่แตกต่างกันออกไป รวมถึง “อยากเห็นรายชื่อคณะกรรมการชุดที่วินิจฉัยแบบนี้จัง” “เรียกให้เอาลูกหลานมันมาวิ่งเล่นที่ภาคเหนือดีมั้ย” “ไม่ถึงเป็นภัยร้ายแรงต่อสุขภาพพ..มึงสิ” “ยุคมืดมน” “ลองให้เขามาอยู่เชียงใหม่ดูสิ ต้องขอแรงข้อมูลคนป่วยจากคุณหมอค่ะ” และ “Administrative Court” is not a regular Criminal/ Civil-case court. Supposed not to be entitled to appeal to any higher ones. Am I right?” (ศาลปกครองไม่ใช่ระบบศาลสำหรับคดีแพ่งและอาญาปกติ ไม่มีการอุทธรณ์ ฉันเข้าใจถูกใช่ไหม)

ผู้ติดตามข่าวส่วนหนึ่งตั้งคำถามถึงผลในทางปฏิบัติที่จะตามมาหลังคำพิพากษาของศาลปกครอง

“คือลำพังชนะหรือแพ้คดี pm2.5ไม่น่าจะลดลงเองได้ และน่าจะมีแนวโน้มที่แย่ลง ผมอยากทราบว่า ชนะคดีแล้วมันจะช่วย ทางไหนบ้าง เจ้าหน้าที่รัฐจะทำอะไรเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ อย่างไร นานแค่ไหนครับ??” Somtoh Saetae แสดงความเห็นผ่านเพจ WEVO สื่ออาสา

 

จตุภร บุรุษพัฒน์ (ภาพ : ทส.)

กระทรวงทรัพยากรฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์

วันนี้ ( 9 เมษายน 2564) จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ทส. เตรียมยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาประกาศเขตควบคุมมลพิษ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน ย้ำที่ผ่านมาลดจุดความร้อนในภาคเหนือได้กว่าร้อยละ 50

“ตามที่ได้มีคำสั่งศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 พิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ประกาศให้ท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ได้นั้น

กระทรวงฯ ได้รับทราบคำสั่งของศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเคารพตามคำตัดสินของศาลดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ ทางกระทรวงฯ จำเป็นต้องดำเนินการอุทธรณ์ต่อคำพิพากษาดังกล่าว เนื่องจากการประกาศให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเขตควบคุมมลพิษ เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ อีกทั้งยังมีความละเอียดอ่อนทั้งในด้านของการพิจารณาถึงการแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การจัดทำแผนปฏิบัติการและการบริหารจัดการหลังการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ รวมไปจนถึงการคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ที่จะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษอีกด้วย

สำหรับการดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่เพื่อให้กระทรวงฯ ได้มีโอกาสให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมถึงการประกาศเขตควบคุมมลพิษต่อศาลปกครองนั้น คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้แทนในการยื่นอุทธรณ์ต่อคำพิพากษาดังกล่าว โดยมีกำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2564 นี้” จตุพร กล่าว

“ปีนี้ กระทรวงฯ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และข้อสั่งการจากพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้แก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือโดยควบคุมค่าจุดความร้อน (Hot spot) ให้มีค่าเป้าหมายลดลงกว่าในปี พ.ศ. 2563 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 นั้น พบว่า จากการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2564 สามารถดำเนินการลดค่าจุดความร้อนได้เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนด 

ซึ่งต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่จากทุกฝ่ายทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ทหาร ตำรวจ รวมไปจนถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ที่ช่วยกันสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ เฝ้าระวังและป้องกันเหตุไฟป่าในพื้นที่ในปีนี้ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่มีค่าเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่ามีเหตุปัจจัยหลักมาจากประเทศเพื่อนบ้าน กระทรวงฯ จึงได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษทำหนังสือเน้นย้ำไปถึงสำนักงานเลขาธิการอาเซียนเพื่อดำเนินการขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านให้ดำเนินการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบที่จะส่งมาถึงคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในประเทศไทย” ปลัด ทส. กล่าวเพิ่มเติม