เครือข่ายชนเผ่าฯ ยื่นร่างกม.สภาชนเผ่าฯ ประกบอีก 3 ร่างในสภา

เครือข่ายชนเผ่าฯ ยื่นร่างกฎหมายสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พร้อม 13,020 รายชื่อสนับสนุน ให้สภาพิจารณาประกอบกับ 3 ร่างที่รออยู่ ตัวแทนเครือข่ายฯ ย้ำ เป็นร่างที่ยึดหลักสากล ไม่มีสิทธิพิเศษ เน้นดึงศักยภาพจัดการตนเอง 

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองยื่นหนังสือเสนอกฎหมายแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ ต่อประธานรัฐสภา (ภาพ : GreenNews)

ครั้งแรก ไม่มีสิทธิพิเศษ เน้นใช้ศักยภาพจัดการตนเอง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันนี้ (7 เม.ย 2564) ตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองจากภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยราว 20 คนได้เดินทางไปยื่นร่าง พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ที่เครือข่ายฯ ได้ดำเนินการจัดทำขึ้นแก่ประธานรัฐสภาเพื่อนำไปพิจารณายกร่างเป็นกฎหมาย โดยได้ยื่นพร้อมกับ 13,020 รายชื่อประชาชนที่ร่วมสนับสนุนณ ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ 

ตัวแทนเครือข่ายกล่าวว่า เครือข่ายคาดหวังให้เกิดเครื่องมือและกลไกทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และผลกระทบจากนโยบายหรือแบบแผนการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับบริบทการดำรงชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองทุกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีจำนวนประชากรกว่า 6 ล้านคนในประเทศไทย

กิตติศักดิ์ รัตนะกระจ่างศรี ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่ชนเผ่าพื้นเมืองได้มีโอกาสในการยกร่างและนำเสนอกฎหมายด้วยตนเอง (ร่าง) พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ร่างมาจากการปฏิบัติการจริงซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ประเด็นที่อยากสื่อสารกับสังคมเพิ่มเติมต่อ พ.ร.บ.ฉับบนี้ มี 2 ประเด็นใหญ่ คือ 

1.สิ่งที่ชนเผ่าพื้นเมืองกำลังเสนอนอกจากจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่ยังสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) ซึ่งก็เป็นปฏิญญาพื้นฐานที่ให้การเคารพหรือยอมรับในสิทธิขั้นพื้นฐานในการอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองทุกคน 

2.ร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่ใช่สิทธิพิเศษมันคือการเรียกร้องให้พวกเราได้มีสิทธิความเสมอภาคเทียบเท่ากับประชาชนคนไทยอื่นๆ ที่ผ่านมาชนเผ่าพื้นเมืองยังเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐาน โดยอยากจะย้ำให้เห็นว่า (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้พยายามดึงเอาศักยภาพเอาสิ่งที่ชนเผ่าพื้นเมืองมีทั้งองค์ความรู้ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เข้ามาจัดการตนเอง ดูแลตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและอาจจะช่วยทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่ถูกละเมิดสิทธิหรือเลือกปฏิบัติ ควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความยั่งยืนและมั่นคงสืบไป

“พวกเราขอเรียนย้ำว่าการนำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อเรียกร้องสิทธิพิเศษเหนือกว่าพี่น้องประชาชนทั่วไป แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีความเปราะบางได้ดึงเอาศักยภาพของตนเอง ให้สามารถแก้ไขปัญหาและจัดการตนเองได้ ซึ่งจะทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย มีความมั่นคงในชีวิต มีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์และวัฒนธรรม อีกทั้งจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมให้ทุกกลุ่มอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างสันติสุข ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความเจริญ มั่นคง และยั่งยืนต่อไป” กิตติศักดิ์ กล่าว

กิตติรัตน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีความพยายามในการออกแนวนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของชนพื้นเมืองในประเทศไทย เป็นมติคณะรัฐมนตรี 2vฉบับ คือมติครม.เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล (2 มิ.ย. 2553) และ มติครม. เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง (3 ส.ค. 2553) เนื้อหากำหนดมาตรการระยะสั้นและระยะยาวในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ทั้งสองกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญ เช่นปัญหาเกี่ยวกับสัญชาติและสถานภาพบุคคล ปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน หรือปัญหาการจัดการทรัพยากร และมาตรการในการส่งเสริมวิถีวัฒนธรรม เป็นต้น แต่ยังคงมีปัญหาในเชิงปฎิบัติ เพราะมักไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่เมื่อมีการบังคับใช้ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่มักอ้างว่าพระราชบัญญัติที่ตนเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าตัวมติครม. ซึ่งเป็นแค่คำสั่งทางปกครอง จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามก็ได้ ดังนั้นการยกร่างกฎหมายครั้งนี้ จึงมีความจำเป็น

(ภาพ : GreenNews)

4 ร่าง รอสภาฯ พิจารณา ประชุมสมัยหน้า

ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ส.ส. พรรคก้าวไกล กล่าวว่า พ.ร.บ.ของสภาชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งร่างนี้เป็นการร่วมลงชื่อของประชาชนเกินกว่า 10,000 รายชื่อเพื่อขับเคลื่อนและสนับสนุนในการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ตอนนี้มีทั้งหมดอยู่ 4 ร่าง ได้แก่  

1.ร่างของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นร่างฯที่รัฐบาลร่างเป็นหลัก 

2.ร่างของสภาผู้แทนราษฎรชุดของอนุกรรมาธิการ 

3.ร่างของสภาชนเผ่าพื้นเมือง และ 

4.ร่างของพรรคก้าวไกล 

คาดว่าเปิดประชุมสมัยหน้านี้ทั้งหมดจะผลักดันเข้าสู่สภาทั้งหมด การมี 4 (ร่าง) พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ยืนยันและแสดงให้เห็นภาพชัดว่าพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ชนกลุ่มเพื่อนเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ทุกวัฒนธรรมในประเทศไทย มีความจำเป็นที่ต้องมี พ.ร.บ.มาส่งเสริมและคุ้มครอง อยู่ในแผนปฏิรูปประเทศของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้ ฉะนั้นในสภาผู้แทนราษฎรยืนยันในคณะกรรมการว่ายินดีที่จะร่วมผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.นี้ในสมัยประชุมนี้

เป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญ 60

สุรพงษ์ กองจันทึก เลขาธิการคณะอนุกรรมการเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวถึงข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยมีจำนวนกว่า 60 กลุ่ม มีประชากรประมาณ 6,000,000 คน ถือว่าชนเผ่าพื้นเมืองมีจำนวนกว่า 10% ของประชากรประเทศไทย 

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 70 ได้มีระบุว่ารัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนหลักเรื่องนี้เอาไว้เป็นครั้งแรก ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายลูกในระดับ พระราชบัญญัติออกมารองรับในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเครือข่ายของชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยก็ได้ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา คณะกรรมการได้นำร่างกฎหมายฉบับนี้เอามาบรรจุไว้แล้วในพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ 

ซึ่งในเช้าวันนี้คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว มีมติเห็นชอบในร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งมีร่างของ พ.ร.บ.ของสภาชนเผ่าแห่งประเทศไทยบรรจุไว้ และได้มีการเพิ่มเติมคณะกรรมการระดับชาติและคณะกรรมการระดับจังหวัดเข้ามาดูแลกลุ่มชาติพันธุ์เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งต้องมีตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในคณะกรรมการเหล่านี้ 

“ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 70 ได้มีระบุว่ารัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ จึงยกหน้าที่ให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายซึ่งปัจจุบันเสร็จเรียบร้อยแล้วมีชื่อว่า พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ขั้นตอนการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแล้วเหลือขั้นตอนการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน ซึ่งจะต้องลงไปเจอกับพี่น้องชาติพันธุ์ในพื้นที่หลายแห่ง หลังจากนี้ก็ทยอยให้ร่างเข้าสู่สภาสู่การพิจารณาในรัฐสภาต่อไป 

ในหลักการของทุกร่าง ตรงกันว่าเราจะต้องฟังเสียงของประชาชน ต้องให้มีตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องไม่มีมีการเหยียดหยาม ไม่มีการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ต้องมีการรับรองสิทธิชุมชน และต้องให้ชุมชนทั้งหลายได้มีสิทธิในตัวเขาเองที่จะจัดการตัวเขาเอง” สุรพงษ์ กล่าว