เปิดตัวยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง 10 ปี MRC หวังสร้างสมดุลการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม

MRC เปิดตัวยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง 10 ปี – แผนปฏิบัติ 5 ปี ครั้งแรกผนวกการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งตอนบน-ล่างแม่น้ำโขง ชี้ชัดการไหลของน้ำและปริมาณตะกอนวิกฤต ขณะที่เศรษฐกิจทางน้ำก้าวหน้า เร่งสร้างสมดุลการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม  ท่ามกลางหลากเสียงวิพากษ์ หรือจะเป็นเพียง “เสือกระดาษ” อีกฉบับ ?

เวทีเปิดตัวยุทธศาสตร์ล่าสุดของ MRC ในนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว (ภาพ MRC)

5 เมษายน 2564 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC: Mekong River Commission) เปิดตัวยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำ 10 ปี (BDS-Basin Development Strategy) และแผนยุทธศาสตร์คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง 5 ปี (MRC SP) เพื่อส่งเสริมให้ประเทศลุ่มน้ำโขงสร้างสมดุลการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งลุ่มน้ำ ณ กรุงเวียงจันทร์ สปป.ลาว

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่างจากยุทธศาสตร์ฉบับอื่นๆ ที่ผ่านมา เพราะบูรณาการระบบบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำโขงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคส่วนต่างๆ พร้อมขยายให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านวิชาการมีตัวแทนจากเมียนมาและจีน ผนวกมิติเรื่องเพศและความเปราะบาง นอกจากนี้ MRC ยังเปลี่ยนบทบาทมาทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น จากทำหน้าที่ศึกษาข้อมูลเรื่องน้ำ จะเพิ่มบทบาทบังคับใช้มาตรการต่างๆ กับเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ

ยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำปี 2564-2574 ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี 4 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม MRC จะนำยุทธศาสตร์นี้มาประยุกต์และปฏิบัติผ่านแผนงานต่างๆ ในแผนยุทธศาสตร์ 2564-2568 ซึ่งจะลงทุนร่วม 60 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือราว 1,870 ล้านบาท

โดยการเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ฯ ครั้งนี้ได้จัดขึ้นที่นครเวียงจันทน์และถ่ายทอดสดออนไลน์ไปทั่วโลก ในวาระ “วันแม่น้ำโขง” วันซึ่ง MRC ประกาศขึ้นเมื่อ 5 เมษายน ปี 2538 เป็นครั้งแรก เพื่อรำลึกถึงวาระที่ประเทศสมาชิก MRC เซ็นข้อตกลงแม่น้ำโขงเพื่อก่อตั้งกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเรื่องแม่น้ำโขงเป็นครั้งแรก

ความต้องการพัฒนา แรงกดดันต่อวิกฤตนิเวศน้ำโขง

“ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทว่าการพัฒนานั้นยังแลกมาด้วยความกดดันต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำเพราะการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำ เกิดการทรุดตัวของดินจากการสูบน้ำใต้ดิน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภาวะแล้งและน้ำท่วมสุดขั้ว” Thim Ly ประธานฝ่ายการวางแผนลุ่มน้ำสัญชาติกัมพูชา อธิบายผลศึกษา

เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นการพัฒนาลุ่มน้ำโขงช่วง 70 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นานาชาติ ทั้งประเทศสมาชิก ประเทศพันธมิตรในการพัฒนา (development partner) และสหประชาชาติได้หารือกันถึงจุดประสงค์การพัฒนาลุ่มน้ำโขง หลังจากนั้นจึงได้เกิดแนวคิดโครงการพัฒนาต่างๆ รวมถึงโครงสร้างกักเก็บน้ำ ซึ่งประเทศลุ่มน้ำโขงต่างนำไปผนวกกับแผนพัฒนาชาติ 

โครงการพัฒนาช่วงแรกใช้ประโยชน์แม่น้ำเพื่อขนส่งและพัฒนาระบบระบายน้ำในลุ่มน้ำ จากนั้นช่วง 2503-2513 จึงเริ่มทำชลประทานและฝายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จนล่วงมาถึงปี 2533 -2543 มีการพัฒนาพลังงานน้ำในประเทศไทย เวียดนาม และจีน ส่วนพลังงานน้ำในลาวและการพัฒนาพื้นลุ่มน้ำท่วมถึงเกิดในช่วง 20 ปีนี้ 

ทศวรรษข้างหน้า เราคาดว่าจะเห็นพลังงานน้ำในกัมพูชา การขยายระบบชลประทาน และการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำโขง

ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้พบว่าการไหลและระดับน้ำของแม่น้ำโขงอยู่ในสถานะน่าเป็นห่วง และทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นไม่แน่นอน (ตัวชี้วัดสีเหลือง) ปริมาณตะกอนและจำนวนพื้นที่ชุ่มน้ำกับปลามีทิศทางลดลง (สีแดง) ขณะที่มูลค่าทางเศรฐกิจของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น เกษตรกรรม พลังงานน้ำ และการขนส่ง คาดว่าจะพัฒนาขึ้น (สีเขียว)

หลายดัชนีชี้แม่น้ำโขงอยู่ในภาวะวิกฤติด้านนิเวศและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ MRC ฉบับใหม่ระบุ (ภาพ: MRC)

หวังสร้างสมดุลใหม่ 5 ด้าน บนความร่วมมือทุกประเทศสมาชิก

แผนบริหารจัดลุ่มน้ำแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การป้องกันสิ่งแวดล้อม การพัฒนาความเป็นอยู่ การพัฒนาเศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการร่วมมือระหว่างสถาบันต่างๆ นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ยังจัดความสำคัญ 5 ข้อ ดังนี้

  1. บำรุงรักษาบทบาทนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขง: การไหลและคุณภาพน้ำ การขนส่งตะกอน และนิเวศบริการ (ประโยชน์ต่างๆ ที่มนุษย์ได้รับจากสิ่งแวดล้อม)
  2. การเข้าถึงและใช้งานน้ำกับทรัพยากรที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง : เน้นความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนและลดความยากจน
  3. ยกระดับการพัฒนาที่ยั่งยืนและเหมาะสม : คำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจจากภาคส่วนต่างๆ
  4. เสริมสร้างความยืดหยุ่นความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้งและน้ำท่วมสุดขั้ว : แจ้งข้อมูลและเตรียมตัวรับมือน้ำท่วมและภัยแล้ง กับการปรับตัวและบริหารภัยพิบัติ
  5. ส่งเสริมการร่วมระหว่างประเทศและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังเป็นครั้งแรกที่นำตัวชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG) ของสหประชาชาติมาเป็นกรอบกำหนด อีกทั้งยังเสริมมิติเรื่องเพศและความเปราะบางในการพัฒนาลุ่มน้ำ

“กุญแจสำคัญที่จะทำให้ยุทธศาสตร์นี้สำเร็จได้ คือ การสนับสนุนทางการเงิน ความร่วมมือและความเป็นผู้นำจากประเทศลุ่มน้ำ รวมถึงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ พันธมิตรในการพัฒนา ประชาสังคม องค์กรต่างชาติ และบริษัทเอกชน” 

Teuanchai Phetmany ชาวประมงลาว และอ้อมบุญ ทิพย์สุนา เกษตรกรริมโขงไทย สองตัวแทนชาวบ้านที่ MRC เลือกมานำความเห็นมาประกอบการนำเสนอการเปิดตัวยุทธศาสตร์ครั้งนี้ (ภาพ MRC)

ด้านประเทศพันธมิตรในการพัฒนา อย่างออสเตรเลีย ดร.Rhonda Mann ตัวแทนจากสถานทูต ยืนยันว่า ออสเตรเลียในฐานะประเทศที่ให้คำปรึกษาจัดทำยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ พร้อมช่วยเหลือประเทศลุ่มน้ำโขงต่อ และเชื่อว่าสหภาพยุโรปที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งประเทศพันธมิตรลงทุนต่อจากออสเตรเลียจะให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์นี้เช่นกัน

ปัจจุบัน MRC มีประเทศสมาชิก 4 ประเทศ เมียนมาและจีนซึ่งตั้งอยู่ในลุ่มน้ำโขงร่วมกันอยู่ในสถานะประเทศคู่สนทนา (Dialogue partner) ดร.An Pich Hatda ประธานบริหารสำนักเลขาธิการ MRC ย้ำว่า ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ออกแบบให้เพื่อทุกคนนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบของ MRC เพียงผู้เดียว 

ทุกประเทศต้องปรับยุทธศาสตร์นี้กับแผนพัฒนาของประเทศ เพื่อหาสมดุลระหว่างการพัฒนาลุ่มน้ำและสิ่งแวดล้อม รายงานนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนเกมได้ขึ้นอยู่กับว่าได้รับการสนับสนุนและนำไปปฏิบัติอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะเราไม่ได้พูดถึงแค่ลุ่มน้ำตอนล่าง แต่ตอนบนของแม่น้ำด้วยเช่นกัน เราต้องปฏิบัติกับลุ่มน้ำโขงทั้งหมดเป็นระบบหนึ่งเดียวและไม่ใช่เพียงแม่น้ำสายประธานเท่านั้น ยังรวมถึงแม่น้ำสาขาที่เชื่อมต่อกัน

ดร. Anoulak Kittikhoun ประธานฝ่ายยุทธศาสตร์และพันธมิตร (ภาพ MRC)

หลากเสียงวิพากษ์ “เสือกระดาษ” อีกฉบับ ?

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวแม้จะมีจุดเด่นที่ MRC จะทำงานเชิงรุกเพิ่มขึ้น รวมทั้งศึกษาและวางทิศทางไว้ทั้งลุ่มน้ำโขงตอนบนและล่าง ทว่ายังเป็นที่สงสัยว่ามีอำนาจบังคับใช้จริงแก่ประเทศต่างๆ มากน้อยเพียงใด หรือ MRC และยุทธศาสตร์นี้จะเป็น “เสือกระดาษ” ตามสมญานาม

ดร. Anoulak Kittikhoun ประธานฝ่ายยุทธศาสตร์และพันธมิตร ชี้แจงความหมายของคำว่า “การทำงานเชิงรุก” (Pro-active) ว่าที่ผ่านมา MRC ทำหน้าที่ให้คำเสนอแนะแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำโขงแก่ประเทศสมาชิกต่างๆ แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่ายังไม่พอ 

“บทบาทของ MRC คือ ศึกษาว่าแผนเหล่านี้จะเป็นกระทบแม่น้ำอย่างไรและจะบรรเทาผลกระทบอย่างไรผ่านแนวทางต่างๆ เช่น เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งประสบความสำเร็จดี โครงการเหล่านั้นนำคำแนะนำของ MRC ไปประยุกต์ใช้ ทว่าสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ มองว่านั้นยังไม่พอ MRC จึงจัดทำแผนศึกษาร่วมทั้งลุ่มน้ำออกมาเป็นแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้”

เขาย้ำว่า MRC หวังให้ความสัมพันธ์ลุ่มน้ำตอนบนกับล่างชัดเจนและใกล้ชิดขึ้นกว่าเคย เช่น ยุทธศาสตร์ข้อ 5 ตั้งเป้าว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า กรอบความร่วมมือต่างๆ ในเรื่องแม่น้ำโขงที่มีอยู่หลากหลายกรอบจะต้องชัดเจนเรื่องระเบียบปฏิบัติ และบทบาทหน้าที่ยิ่งขึ้น ทั้ง MLC (Mekong-Lancang Cooperation) และกรอบความร่วมมือสหรัฐ-แม่น้ำโขง 

อีกหนึ่งสิ่งใหม่น่าจับตา คือ เปิดให้ผู้แทนจากเมียนมาและจีนเข้าร่วมคณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งปัจจุบันยังมีเพียงตัวแทนจากคณะกรรมการระดับชาติของ 4 ประเทศสมาชิก เขาเสริมว่า ในอนาคต อาจเปิดให้ส่วนอื่นๆ เช่น ภาคประชาสังคมเข้าร่วมด้วย

“MRC เผชิญความท้าทายหลายอย่างในการรับมือวิกฤตน้ำโขง ทั้งการเปลี่ยนบทบาทมาทำงานเชิงรุกและการที่ลุ่มน้ำโขงกลายเป็นจุดสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics)” 

ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด ลุ่มน้ำโขงตอนบนและล่างควรจะร่วมมือเรื่องแบ่งปันข้อมูลน้ำ แจ้งเตือนกันอย่างทันท่วงทีก่อนปล่อยน้ำในลักษณะผิดปกติ และถ้าเป็นไปได้ ควรตกลงร่วมกันว่าจะปล่อยน้ำและเก็บกับน้ำอย่างไร ไม่เพียงใช้ให้เต็มที่เพื่อสร้างพลังงาน แต่เพื่อจุดประสงค์อื่นๆ เช่น บรรเทาภัยแล้ง บรรเทาน้ำท่วม หรือเพื่อสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่านั้นเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก

ยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขงปี 2564-2574 นับเป็นยุทธศาสตร์ฉบับที่ 3 ซึ่งก่อนหน้ามีกรอบเวลา 5 ปี รายงานฉบับนี้ปรับเป็นแผน 10 ปีเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติและความต้องการพัฒนาการจัดการน้ำที่เหมาะสมในลุ่มน้ำ

อ่านรายงานฉบับเต็ม