ตรวจการบ้าน รัฐไทยแก้ไข ‘โขงผันผวน’

11 เมษายนที่จะถึงนี้ จะครบหนึ่งเดือนของการยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อของเครือข่าย “คนริมโขง” ที่ได้เดินทางมากรุงเทพฯ และยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภาวะแม่น้ำโขงผันผวน จากการเปิดใช้งานของสองเขื่อนใหญ่บนสายน้ำโขง เขื่อนจิงหงในจีน และเขื่อนไซยะบุรีในไทย-ลาว ต่อคนริมโขงทั้ง 7 จังหวัดภาคอีสาน

ความคืบหน้าเป็นอย่างไร GreenNews สอบถามสถานการณ์ล่าสุด พร้อมความเห็นที่น่าสนใจจาก 3 บุคคลที่เกี่ยวข้องและติดตามความเคลื่อนไหวกรณีนี้อย่างใกล้ชิด คือ 

  • อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ตัวแทนเครือข่ายคนริมโขง 7 จังหวัดอีสาน และกรรมการด้านประมงน้ำจืด คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ 
  • รศ. ธนพร ศรียากูล กรรมการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ และ 
  • ศ. ทวนทอง จุฑาเกตุ กรรมการด้านการประมง คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ

 

7 ข้อเรียกร้อง ได้-ไม่ได้ อะไร 

11 มีนาคมที่ผ่านมา เครือข่ายคนริมโขง 7 จังหวัดอีสานได้เดินทางมากรุงเทพ เพื่อยื่น 7 ข้อเสนอให้รัฐบาล “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่พวกเขาได้รับอย่างชัดเจนและนับวันจะเพิ่มขึ้นตามลำดับในหลากหลายมิติจากภาวะ “โขงผันผวน” ดังกล่าว 

หลังการประชุมและเจรจาราวครึ่งวันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และที่ทำเนียบรัฐบาล กับผู้แทนจากหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกือบครึ่งคณะรัฐมนตรี ตามด้วยรอยยิ้มของผู้แทนเจรจาจากเครือข่ายฯ คำถามสำคัญคือ มีอะไรที่ตกลงกันได้ และไม่ได้บ้าง 

GreenNews ถือโอกาสครบวาระเกือบหนึ่งเดือนของการเจรจาดังกล่าว อัพเดตสถานการณ์สิ่งที่ได้มีการตกลงกันในวันนั้น ดังนี้

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ตัวแทนเครือข่ายคนริมโขง 7 จังหวัดอีสาน และกรรมการด้านประมงน้ำจืด คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ

 

ยังไม่ครบทุกมิติ จัดการ “โขงผันผวน” ที่ควรเป็น

อ้อมบุญ เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่ยังไม่มีการระบุชัดเจนใน 7 ข้อเรียกร้องคือ ประเด็นกองทุนชดเชยเยียวยา สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตโขงผันผวน

“ยังไม่ครบ โดยเฉพาะเรื่องมาตรการชดเชยเยียวยา เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในสายตาชาวบ้าน ที่เจอปัญหาสถานการณ์ปัญหามายาวนานมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ ไม่มีเจ้าภาพ แม้สทนช.ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการน้ำทั้งในและนอกประเทศ ก็ไม่มีมาตรการแก้ไขเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งที่เก็บข้อมูลผลกระทบมาสามสี่ปีและผลสอดคล้องกับข้อมูลชาวบ้าน แต่กลไกแก้ไขปัญหาไม่เกิดขึ้นเลย ยังคงมองมิติแค่น้ำแล้งน้ำท่วมเท่านั้น ขาดมิติสำคัญอื่นอย่างมิตินิเวศ มิติปลา ฯลฯ ในการบริการจัดการทรัพยากร

ระเบียบ MRC มาตรา 7 และ 8 ระบุชัดเจนว่า ถ้าการบริหารจัดการน้ำของประเทศใดที่จะส่อให้เกิดอันตรายกับระบบนิเวศ รัฐต้องรีบแจ้ง และหยุดกิจกรรมที่จะส่งผลกระทบดังกล่าวทันทีและพิสูจน์เรื่องนั้นให้ชัด ๆ แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เลย 

ตรงนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมากที่เชื่อมโยงกับประเด็นชดเชยเยียวยาที่ดิฉันได้พูดในเวทีเจรจาวันนั้น ตามหลักการแล้วใครที่ทำให้แม่น้ำโขงเสียหาย บุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรเหล่านั้นต้องรับผิดชอบ แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ แม่น้ำโขงเสียหาย ชาวบ้านได้รับผลกระทบ ไม่มีการเจรจา ไม่มีการพูดเรื่องมาตรรการชดเชยเยียวยา จำเลยยังลอยนวล มีบริษัทอะไรบ้างได้รับประโยชน์จากการสร้างเขื่อน จากการขายไฟฟ้า นี่ยังจะไปขายไฟถึงสิงคโปร์อีก (จากการให้สัมภาษณ์ของรองนายกฯ)

ควรมีการตั้งกองทุนให้พี่น้องที่ได้รับผลกระทบฯ ได้ใช้งบตรงนี้อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น (ทุกวันนี้) ถ้าพูดถึงเรื่องชดเชยและเยียวยา มันดูเหมือนเป็นเงินให้เพราะสงสาร อยากให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ แต่ตามหลักการเมื่อแม่น้ำเสียหาย คนที่ทำให้เสียหายต้องตั้งกองทุน เหมือนกองทุนสสส.ที่ทำให้สุขภาพคนทั้งประเทศเสียหายก็ต้องเก็บภาษีเหล้าบุหรี่ 2% มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อแก้ปัญหา อะไรอย่างนี้

ประเด็นก็คือรัฐต่อรัฐไม่คุยกัน อย่างธนพลพูด รัฐต่อรัฐต้องพูดคุยกันนะ ใช้ข้อมูลเดียวกันนะ ให้เห็นชัดๆ และถ้ามันเกิดผลกระทบจริง เขื่อนที่มีและที่จะมีเพิ่มต้องพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจน คุณต้องจ่าย ที่สำคัญไม่แค่พัฒนาอาชีพรายได้ มันต้องฟื้นฟูระบบนิเวศโดยรวม ต้องปรึกษาหารือกันว่าคุณต้องปล่อยน้ำเท่าไร” อ้อมบุญอธิบาย

ทวนทอง ยอมรับว่าสิ่งที่ยังไม่มีใน 7 ข้อเรียกร้อง คือมาตรการจัดการระยะยาว

“ข้อเรียกร้องเรายังเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่ระยะยาว ยังเป็นการเยียวยาปลายเหตุจากภัยพิบัติ แต่ไม่ได้เยียวยาจากระบบนิเวศที่เปลี่ยน

คนทำงานเรื่องน้ำ ต้องปรับแนวคิดว่า “มีน้ำแล้วจะมีปลา” ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป คำถามท้าทายและสำคัญควรจะเป็น “มีน้ำอย่างไรแล้วถึงจะมีปลา”  เราทราบว่ากรมประมงทำเต็มที่เรื่องหาพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำไปปล่อย แต่ว่าถ้าระบบนิเวศมันเปลี่ยนไปแล้ว ปล่อยสัตว์น้ำไปแล้วจะเป็นอย่างไร ในทางวิชาการมีหลายกรณีศึกษาเรื่องปล่อยพันธุ์ปลาลงไป แต่ระดับน้ำผันผวน ทำให้ไม่รอดอยู่ดี หลายภาคส่วนต้องเข้ามาช่วยกันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” ศ.ทวนทองกล่าว

ด้านธนพร มองว่า สิ่งที่ขาดหายใน 7 ข้อเรียกร้องคือ การบูรณาการการจัดการปัญหาโขงผันผวนของหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง

“ผมว่ายังไม่พอ เพราะยังติดโครงสร้างราชการ กลไกการรับผิดชอบหน่วยงานรัฐยังแบ่งงานกันเฉพาะด้าน เป็นท่อนๆ ต่อกันไม่ติด ทำให้ตีโจทย์ปัญหาไม่เหมือนกัน ตั้งงบไม่สอดคล้องกัน เกี่ยงงานซ้อนทับกัน จนกระทั่งอาจละเลยหรือไม่ปฏิบัติ ไม่ได้บูรณาการ 

เราอาจจะต้องการตัวกฎหมายเชิงโครงสร้าง อาจจะมีลักษณะคล้ายกับกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ผมไม่ได้หมายความว่าสนับสนุน EEC แต่เป็นกฎหมายเฉพาะในพื้นที่ มีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมหมดทุกด้าน

นี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนตั้งแต่เราสถาปนารัฐชาติไทยมา เราอาจจะเคยเจอการศึกสงครามซึ่งมีเส้นแบ่งพรมแดนชัดเจน แต่เป็นประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ข้ามพรมแดน พอรัฐไทยไม่เคยเจอปัญหาแบบนี้มาก่อน กลไกต่างๆ ไม่ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อแบบนี้ ล้าหลังและไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ก้าวไปข้างหน้ามาก 

ถ้าผมอยากเพิ่ม ข้อ 8 คือ การปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของรัฐไทยให้สอดรับกับสภาพปัญหา ตั้งรับปัญหาให้ทัน” ธนพร กล่าว

รศ. ธนพร ศรียากูล กรรมการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ

“ร่าง SEA-แผนแม่บท-แผนโครงการฯ” หวังได้แค่ไหน

คู่ขนานกับการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของเครือข่าย “คนริมโขงอีสาน 7 จังหวัด” สนทช. ได้ดำเนินการเปิดตัวโครงการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดทำรายงาน 3 ฉบับที่คาดหวังจะให้เป้นพิมพ์เขียวแผนทิศนำทาง (Roadmap) การจัดการในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงภาคอีสาน ซึ่งรวมถึงการรับมือกับวิกฤต “โขงผันผวน” โดยจะใช้ระยะเวลา 1 ปีไปสิ้นสุดในต้นปีหน้า (2565) คำถามสำคัญคือ “หวังได้แค่ไหน”

อ้อมบุญให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ ด้วยการตั้งข้อสังเกตุ 3 ประการดังนี้

“งานนี้มีเครือข่ายสภาประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสานเข้าร่วมทุกเวที เราต้องชื่นชมว่าเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้นำเสนอความคิดเห็นค่อนข้างเต็มที่ แต่เรามีข้อสังเกต 3 ประการ

  1. สองเวทีแรก ไม่ได้มีการแยกวงคุยชุมชนริมโขง แต่รวมกับชุมชนลุ่มน้ำย่อย ซึ่งสถานการณ์ที่เผชิญแตกต่างกับสถานการณ์ลุ่มน้ำภายในประเทศ เราทักท้วงผู้จัดการแล้วจึงมาคลี่คลายในเวทีสุดท้าย 
  2. อยากให้เปิดให้คนในพื้นที่ลุ่มน้ำจริงๆ เข้ามา เราสังเกตว่าคนที่มาบางคนไม่ใช่ตัวจริง มีตำแหน่ง “กรรมการน้ำ” แต่ไม่ใช่คนในพื้นที่ลุ่มน้ำนั้นจริงๆ องค์ประกอบเลยไม่ครบถ้วน ข้อมูลที่สทนช.ได้ไปเลยออกมาเป็น “รวมๆ” ไม่ชี้ชัด
  3. ทำ SEA ตอนนี้สายไปไหม เพราะมีเมกกะโปรเจคบนแม่น้ำโขงและสาขาจนพรุนไปหมดแล้ว

ซึ่งคำตอบผู้จัดงานที่ได้รับก็คือ “จะนำเสนอผลการศึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป”

แม่น้ำโขงในเวลานี้เป็นเหมือนนางวันทอง เดี๋ยวก็ถูกขุนแผนแย่งไปขุนช้างแย่งมา ท้ายสุดก็จะถูกประหารชีวิต เป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ที่ไม่มีใครเข้าใจนางวันทองเลย แม่น้ำโขงก็เฉกเช่นเดียวกัน” อ้อมบุญ กล่าว

ด้าน ธนพร ตั้งข้อสังเกตุว่าจุดเริ่มต้นของการจัดทำรายงาน SEA ลุ่มน้ำโขงไม่ชัดเจนในเชิงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานดำเนินการอย่าง สทนช. ซึ่งน่าจะนำไปสู่คำถามสำคัญเรื่องการนำผลจากการจัดทำรายงาน SEA และแผนที่เกี่ยวข้อง ว่าจะนำไปสู่การปฏิบ้ติได้อย่างไร

“ผมมีประเด็นว่าการทำ SEA ที่ผ่านมา มีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร เวทีการจัดทำแผนแบบนี้ “เกลื่อน” ไปหมด ได้เปเปอร์มา ตรวจรับงาน แล้วก็ไปกองทิ้งไว้ คำถามคือจะเอาเปเปอร์ที่ศึกษานี้ไปประยุกต์อย่างไร ผมยังนึกภาพไม่ออกว่ามีกลไกรัฐอะไรรองรับอยู่ โดยเฉพาะในบริบทการเมืองและรัฐบาลปัจจุบัน

คำถามคือ SEA นี้มีจุดริเริ่มคืออะไร สทนช.ที่เป็นฝ่ายเลขา หรือริเริ่มโดย 2 กลไกที่พ.ร.บ.น้ำระบุไว้ (อนุกรรมการน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำ) พอจุดตั้งต้นมี “ความเบลอ” มันจะไปยังไงต่อ ส่งไปให้ “ใคร” ดำเนินการต่อ ผมเรียนตามตรงว่า ผมยังไม่เห็นเส้นทางของเวทีนี้ ว่าผลลัพธ์จะไปไหนต่อตามโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำตามกฎหมาย

เราต้องการความชัดเจน สทนช.ควรช่วยขยายความครั้งต่อไปว่าผลการศึกษาที่กำลังจะได้ออกมาจะถูกส่งต่อไปหน่วยงานปฏิบัติงานอย่างไรเช่น ถ้าไม่ทำตาม SEA จะไม่ให้งบ สมมุติถ้า SEA ตัวนี้สรุปว่า “จะต้องแก้ไขพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยการแก้ไขให้มีการทำ EIA ข้ามพรมแดน” คำถามคือเปเปอร์นี้จะส่งไปให้คระกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกกฎหมายบังคับรึเปล่า แล้วสทนช.ในฐานะหน่วยงานที่ริเริ่มจะติดตามอย่างไร 

หรืออีกช่องทางหนึ่ง คือ ส่งให้กรรมการน้ำแห่งชาติ กรรมการนโยบายประมง กรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อนำไปบังคับใช้ ซึ่งผมอยากให้ยื่นแก่ 3 กรรมนี้มาเพราะประธานคือท่านเดียวกัน คือ ท่านรองนายกประวิตร

ถ้ามองกันที่เจตจำนงค์ทางการเมืองแล้ว ประธาน 3 บอร์ดนี้คือท่านเดียวกัน เพราะฉะนั้นฝ่ายการเมืองไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่การปฏิบัตินี้แหละ ท่านเอกประวิตรจะถูกกล่าวหาโดยที่ท่านไม่ทราบ ที่ผ่านมา ปกติจะแยกกัน ไม่เคยมีครั้งไหนที่ประธาน 3 บอร์​ดใหญ่เป็นคนเดียวกัน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญ” ธนพร กล่าว

ศ. ทวนทอง จุฑาเกตุ กรรมการด้านการประมง คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ (ภาพ : http://ubonguide.com/)

 

“ให้คะแนนไม่เกิน 5 เต็มสิบ” บทสรุป ณ วันนี้

เพื่อการทำความเข้าใจที่ง่ายขึ้นสำหรับสาธารณชนที่ติดตามการแก้ปัญหาของรัฐบาล “ประยุทธ์” ต่อกรณีวิกฤตโขงผันผวน GreenNews ได้ขอให้ทั้งอ้อมบุญ ธนพร และทวนทอง ในฐานะผู้ติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิด ลองให้คะแนนการทำงานต่อกรณีวิกฤตนี้ของรัฐบาล ว่าน่าจะได้คะแนนสักเท่าไร หากคะแนนเต็มคือ 10

“ต่ำกว่า 5 แน่ๆ ยอมรับว่าปัญหาแม่น้ำโขงเป็นเรื่องยาก ซับซ้อนจริงและขาดเจ้าภาพ รัฐบาลชุดก่อนๆ ให้คะแนน 1 – 3 เพราะพี่น้องชาวบ้านทำข้อมูลมา ไม่มีใครรับฟัง และยังถูกคุกคามสิทธิมนุษยชนเวลาจัดเวทีด้วยซ้ำ ไม่มีการพูดคุยในระดับนโยบาย 

ตอนนี้ให้คะแนนเพิ่มเป็น 4.5 เพราะมีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเรื่องแม่น้ำโขงขึ้นมาและเปิดให้ชาวบ้านเข้าไปคุย ประกอบกับสถานการณ์ชัดเจนมากขึ้น สมัยก่อนหน่วยงานมองปัญหาแม่น้ำโขงว่าเป็นปัญหา ‘น้ำท่วม ภัยแล้ง’ ไม่มีใครกล้าพูดเรื่อง ‘เขื่อน’ ทุกวันนี้ ทุกหน่วยงานไม่มีข้อสงสัยเลยว่าแม่น้ำโขงมีปัญหา เหลือแค่ how to จะแก้ไขปัญหาอย่างไรต่อ” อ้อมบุญ ตอบพร้อมอธิบาย

“ผมว่าเรามีหลายภาคส่วนที่ตั้งใจแก้ปัญหา แต่ถ้าให้คะแนน ผมให้สัก 5 คะแนน หลังจากนี้ถ้าจะสอบแก้ตัวและสามารถทำให้สิ่งที่เป็นประเด็นขึ้นมาได้จริง ผมว่าเราก็จะเข้าใกล้ 7 8 9 มากขึ้น” ทวนทอง ตอบ

“ ไม่ใช่ 0 แต่ต่ำกว่า 5 พูดตรงๆ เหมือนให้คะแนนคือให้เป็นค่าน้ำหมึก เราต้องการการเดินหน้ามากกว่านี้” เป็นคำตอบของธนพร 

คลิกฟัง/ชม ความเห็นฉบับเต็มของบทสัมภาษณ์