สรุปเวที SEA ลุ่มโขง-3 “มุกดาหาร” ย้ำท่วม-แล้งซ้ำซาก ถกผลกระทบเกษตรริมโขง-ประมง-มิติสังคม

สรุปภาพรวม 3 เวที ผู้เข้าร่วมยอมรับ “ฟังมากกว่าพูด” จริง สทนช. ย้ำ SEA “เข็มทิศจัดการลุ่มโขง” พร้อมเผยเส้นทางสู่ SEA แผนแม่บทฯ และแผนโครงการฯ หลัง 3 เวทีรับฟัง ย้ำท่วม-แล้งซ้ำซาก ถกผลกระทบเกษตรริมโขง-ประมง-มิติสังคม “มุ่งทางเลือกที่เหมาะกับพื้นที่และบูรณาการ” กลุ่มหน่วยงานราชการสรุป

เวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนสำหรับจัดทำร่างแผนแม่บทจัดการลุ่มน้ำโขง (20 ปี) เวทีที่ 3 ที่มุกดาหาร 26 มี.ค.2564 มีผู้เข้าร่วมเป็นประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ราว 100 คน จากพื้นที่ 5 จังหวัด (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ) เป็นพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ คือห้วยน้ำก่ำ-ห้วยน้ำอูนและน้ำพุง

เช่นเดียวกับเวทีก่อนหน้าทั้งสองวันที่อุดรธานีและสกลนคร เวทีฯ นี้เริ่มต้นด้วยการผู้จัดการโครงการนำเสนอสภาพทั่วไปการใช้น้ำในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอีสานและวัตถุประสงค์-แนวทางทำรายงาน SEA ในช่วงแรก ตามด้วยช่วงการแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อยในช่วงที่ 2 (เวลา 10.30 – 12.00 น และ 13.00 – 15.00 น) ณ ห้องประชุมโรงแรมริเวอร์ซิตี้ อ.เมือง จ.มุกดาหาร

ในเวทีสุดท้ายนี้ ได้มีระดมความเห็น SEA จัดการลุ่มน้ำโขงอีสาน ชุมชนสะท้อนวิกฤตแม่น้ำโขงกระทบหลายมิติ ราชการเน้นต้องฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง ทว่าผลการศึกษาทั้งหมดยังเป็นเพียง  “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย”

วงระดมความคิดเห็นออกแบบให้ตัวแทนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงระบุปัญหาเรื่องน้ำที่พบ วิเคราะห์สาเหตุ และนำเสนอความต้องการ-ข้อกังวลต่างๆ โดยวันดังกล่าวได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย หน่วยงานราชการและหน่วยงานอื่นๆ กลุ่มลำน้ำก่ำ (นครพนม สกลนคร) กลุ่มโขงล่าง 1 (มุกดาหาร ยโสธร) กลุ่มโขงล่าง 2 (อำนาจเจริญ อุบลราชธานี) ซึ่งกลุ่มโขงคือกลุ่มชุมชนที่อยู่ติดและมีวิถีชีวิตริมแม่น้ำโขง

ปัญหาหลักที่ทุกวงคุยมีร่วมกันคือปัญหาน้ำท่วม-แล้ง กระทบการทำเกษตรและประมง โดยสังเกตว่าเกิดขึ้นหนักหลังเขื่อนในลำน้ำโขงประเทศลาวเปิดทำการ นอกจากนี้ปัญหาน้ำยังกระทบสังคมอีกหลายมิติ เช่น ประเพณีวัฒนธรรม การท่องเที่ยว รวมถึงการลักลอบขนยาเสพติดข้ามพรมแดนเพราะเมื่อระดับแม่น้ำโขงลดต่ำ ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนธรรมชาติทำได้ง่าย

ธัญพร บุปผาถา ต.สองคอน อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี เล่าถึงผลกระทบใกล้ตัวจากแม่น้ำโขงผันผวน เธอเล่าว่าคนที่บ้านเธอมีอาชีพหลักคือทำเกษตรริมโขง เช่น ปลูกมันสำปะหลัง ถั่วลิงสง ปลูกฝ้ายย้อมครามเพื่อทอผ้า และหาประมงจากแม่น้ำโขง โดยมีการ “ตักปลา” เป็นการประมงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตามเมื่อระบบนิเวศเปลี่ยน อาชีพที่พึ่งพิงธรรมชาติเหล่านี้จึงไม่มั่นคง แถมยังกระทบการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้เสริมให้ชุมชน

“บ้านเราเคยมีหาดสลึง เคยมีหาดทรายและท่าเรือหาดสลึงรองรับนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวสามพันโบก ทำเงินจากท่องเที่ยวสะพัดได้เป็นล้านๆ แต่ปี 56 น้ำท่วมหาดนี้หายไปแล้ว สันดอนทรายไม่ขึ้นให้เราลงไปเดินได้เหมือนเดิม พอภาคการท่องเที่ยวหายไป ลูกหลานต้องย้ายออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น ปล่อยให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงหลานตัวเล็กๆ” เธอเผยว่านอกจากหาดสลึงแล้ว เธอยังเป็นห่วงว่าวิกฤตน้ำโขงผันผวนจะกระทบการท่องเที่ยวที่อุทยานธรณีผาชัน-สามพันโบก อุทยานทางธรณีวิทยาระดับประเทศซึ่งกำลังจะยื่นเป็นอุทยานธรณีวิทยาระดับโลก 

“มุ่งทางเลือกที่เหมาะกับพื้นที่และบูรณาการ” กลุ่มหน่วยงานราชการสรุป

รพิจันทร์ ภูริสัมบรรณ นักศึกษาปริญญาเอกด้านการจัดการน้ำ ได้นำเสนอผลการระดมความเห็นจากกลุ่มราชการและหน่วยงานอื่นๆว่า แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำที่ทางกลุ่มได้มีการสรุปประกอบด้วย 5 แนวทาง ดังนี้

1.สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ โดยไม่มุ่งเพียงเพิ่มแหล่งน้ำ แต่พัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้สำหรับการเกษตร

2.พัฒนาแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่และเคารพธรรมชาติ

3.ทำคู่มือระดมทางเลือกโครงการจัดการน้ำรูปแบบต่างๆ พร้อมข้อดี-ข้อเสีย (portfolio) เพื่อเลือกโครงการที่เหมาะสมที่สุด

4.จัดการน้ำแบบบูรณาการ เชื่อมโยงลงมาพื้นที่และทำงานร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง

5.ใช้หลักการความเป็นธรรมและสิทธิเป็นหัวใจหลักในการจัดการน้ำ โดยออกกฎหมายในประเทศรองรับแนวคิดเหล่านี้

ผู้จัดทำแผน “ฟังมากกว่าพูด” จริง ภาพรวม 3 เวที

ผู้เข้าร่วมงานจากหลายจังหวัดเผยว่าได้แสดงความคิดเห็นถึงปัญหาและความต้องการเรื่องน้ำในงานระดมความคิดเห็นทั้ง 3 เวทีที่ผ่านมากกว่างานระดมความเห็นคราวอื่นที่เน้นให้รับฟังการบรรยาย สอดคล้องกับผู้ดำเนินโครงการยืนยันจุดประสงค์ว่าต้องการ “รับฟัง” คนในพื้นที่มากกว่าเป็นฝ่าย “พูด” 

“น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพของชาวอีสาน ผมดีใจที่วันนี้คนมาเยอะ เพราะจะได้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกันคิดและตัดสินใจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ งานวันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ทิศทางการจัดการน้ำที่ปฏิบัติได้จริงและเป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” บุญช่วย น้อยสันเทียะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ประธานเวทีกล่าวระหว่างเปิดงาน

อย่างไรก็ตาม มีเสียงสะท้อนจากชาวบ้านหลายพื้นที่ว่าอุปสรรคการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพคือหน่วยงานราชการยังทำงานไม่บูรณาการกัน และไม่ได้เปิดให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เช่น เมื่อมีโครงการมาพัฒนาในพื้นที่ ผู้เซ็นให้ผ่านเรื่องได้เป็นเพียงผู้ใหญ่บ้านหรือคนในหน่วยงานท้องถิ่นเพียงไม่กี่คน

ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนตั้งข้อสังเกตุว่า โครงการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มีผลบังคับใช้กับหน่วยงานด้านน้ำใดๆ หากเป็นเพียงข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

SEA เข็มทิศจัดการลุ่มโขง 

สราวุธ ชีวะประเสริฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ สทนช. กล่าวว่า หัวใจหลักของการศึกษา SEA คือ การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เพื่อลดความขัดแย้ง เห็นได้ว่าปัจจุบัน โครงการพัฒนาต่างๆ ที่มักจะนำไปสู่ข้อขัดแย้งนั้นลดลงมากเพราะสำนักนายกฯ มีข้อกำหนดไว้ว่าทุกโครงการต้องรับฟังความเห็นประชาชน

“แม้โครงการนี้จะชื่อว่า ‘ศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม’ และในชื่อย่อ SEA ตัวอักษร ‘E’ ระบุถึง Environmental ซึ่งหมายถึงสิ่งแวดล้อม ทว่าการศึกษานั้นรอบด้านและครอบคลุมหลากมิติสังคมมากกว่าเพียงสิ่งแวดล้อม 

หลายคนเข้าใจผิดว่า SEA ศึกษาแค่เพียงสิ่งแวดล้อมตามชื่อ เราอาจจะแปลได้ไม่ตรงนั้น เพราะจุดประสงค์คือการศึกษาผลกระทบ ‘สภาวะแวดล้อม’ มองภาพเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ และใช้ผลการศึกษาที่จะได้เป็นกรอบให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นแผนการดำเนินงานต่อว่าจะพัฒนาอย่างไรให้เหมาะสม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) สนับสนุนการทำ SEA ในหลายเรื่อง สทนช.รับมากทำเรื่องน้ำเพราะว่า ‘น้ำ’ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่รองรับทุกเรื่อง” สราวุธกล่าว

“SEA เป็นแนวทางค่อนข้างใหม่ในไทย ไม่เหมือนกับการศึกษาผลกระทบทางส่ิงแวดล้อม EIA ที่เรามักได้ยินกัน ซึ่งยังเป็นการประเมินรายโครงการ SEA เป็น ‘ข้อเสนอเชิงนโยบาย’ ​ที่คนในพื้นที่เสนอความคิดเห็นและวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญว่ามีประเด็นปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไข

SEA จะศึกษาศักยภาพของพื้นที่และชี้ความเป็นไปได้ในการบริหารจัดการน้ำรูปแบบต่างๆ แต่คนที่จะมาขยับเรื่องนี้จะเป็นใครนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปทำต่อ  SEA ไม่มีข้อผูกพันอะไร เพราะเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผู้เห็นว่าเหมาะสมต้องนำขับเคลื่อนต่อหรือผู้ในพื้นที่เห็นว่าเหมาะสมก็ต้องดึงผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำต่อ ถ้าเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างก็ต้องเป็นระดับรัฐบาล หรือในระดับจังหวัดก็เป็นหน่วยงานจังหวัด

เดิมทีการดำเนินการเรื่องแหล่งน้ำในไทยมักจะลงที่โครงการ เช่น ‘พื้นที่นี้ขาดแคลนน้ำ เราคิดว่าพื้นที่นี้มีศักยภาพในการทำฝาย อ่างเก็บน้ำ สถานีสูบน้ำ เราก็ลงไปทำเลย’ แต่แท้จริงแล้วความต้องการในพื้นที่เป็นอย่างไร เราไม่ได้ทำความเข้าใจ

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือกรณีประตูปากแม่น้ำสงคราม ซึ่งพื้นที่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมเพราะแม่น้ำโขงดันเข้ามาในหน้าน้ำหลาก ส่วนหน้าแล้ง น้ำก็ไหลลงแม่น้ำโขงหมด ราชการคิดว่าทำประตูปิดสิ แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ชุมชนต้องการ กรณีนี้ สทนช.ได้ทำการศึกษาผลกระทบแล้วว่าการสรุปว่าปากแม่น้ำจะไม่ได้ดำเนินการสร้างประตูเพราะมันจะตัดแม่น้ำตอนบน-ตอนล่างออกจากกัน เราศึกษาแล้วว่าแม่น้ำสงครามตอนต้นกับปลายมีทิศทางจัดการน้ำไม่เหมือนกัน ตอนล่างไม่ต้องการพัฒนา ตอนบนต้องการพัฒนาเล็กน้อย พูดง่ายๆ ว่า เมื่อ SEA ศึกษาความต้องการของคนในพื้นที่จนตกผลึกแล้ว ก็ ‘ไม่ต้องมาพูดกัน’ เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการแบบนี้ ยกเว้นหน่วยงานสามารถมีข้อมูลหรือการวิเคราะห์ที่พลิกประเด็นได้” สราวุธกล่าว ระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษ กับ GreenNews

นอกจากนี้ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ สทนช. ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า SEA ที่กำลังดำเนินการร่างนี้จะรวมถึงทิศการจัดการกับปัญหาแม่น้ำโขงผันผวน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ผู้เข้าร่วมประชุมได้สะท้อนร่วมกันด้วย

“SEA จะศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนเรื่องที่เกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โครงการเขื่อนต่างๆ สทนช.มีโครงการศึกษาผลกระทบและเจรจากับจีนและลาวเรื่องเปิดเผยข้อมูล ซึ่งดำเนินการไปแล้วส่วนหนึ่ง

เรามีการแก้ไขผลกระทบจากผู้ปลูกพืชชายตลิ่ง เช่น มีการรวมสูบน้ำช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ระดับน้ำลดลงต่ำ สำหรับบางพื้นที่มีปัญหากระทบในระดับที่ต้องเปลี่ยนอาชีพ ต้องไปไล่ดูว่าใครได้รับผลกระทบและจะทำอย่างไร”

ปัจจุบันกลุ่มที่อาศัยอยู่แนวชายขอบลุ่มน้ำโขงมีการรวมกลุ่มกันอยู่ ซึ่งเราจะชวนมาพูดคุยในโครงการนี้ด้วย ว่าเราจะช่วยลดทอนผลกระทบเขาได้อย่างไร” สราวุธกล่าว

เส้นทางสู่ SEA แผนแม่บทฯ และแผนโครงการฯ หลัง 3 เวทีรับฟัง

“หลังจากนี้ว่าจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อยอีก 2 ครั้ง ซึ่งจะลงลึกในพื้นที่มากขึ้น โดยครั้งที่ 1 มีแผนจัดช่วงพฤษภาคม และกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 ช่วงสิงหาคม ก่อนจะรวบรวมผลการศึกษาเพื่อนำเสนอให้ชุมชนทราบในกิจกรรมปัจฉิมนิเทศ

รายงาน SEA จะเสร็จสิงหาคม และแผนหลักการและแม่บท (Master Plan : MP) เพื่อเสนอแนะแนวทางจัดการน้ำแก่หน่วยงานรัฐต่างๆ จะเสร็จในเดือนมกราคม” นิรันด์ บางท่าไม้ ผู้จัดการโครงการศึกษาครั้งนี้กล่าว

นิรันต์อธิบายย้ำว่า เวทีรับฟังฯ อุดรธานี สกลนคร และมุกดาหาร เป็น 3 เวทีที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 มี.ค.2564ที่ผ่านมา เป็นเวที “ปฐมนิเทศ” เพื่อฟังเสียงคนจากระดับพื้นที่ ทั้งประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้โครงการจัดทำร่างร่างรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ซึ่งมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นเจ้าภาพ 

โดยในการดำเนินการ ได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา 3 บริษัท (บริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จํากัด , บริษัท อินเตอร์เทค คอนซัลแทนต์ จำกัด และบริษัท โพธิศิรินทร์ คอนซัลแต๊นท์ จำกัด) และยังมี “คณะกรรมการกำกับเทคนิคและวิชาการ” ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำเป็นผู้กำกับโครงการ เช่น กรมทรัพยากรน้ำ กรมน้ำบาดาล กรมป่าไม้ กรมอุทยาน และสภาพัฒน์ฯ

นับเป็นครั้งแรกของประเทศที่ดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ของพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย 

การจัดทำแผนลักษณะนี้ครั้งล่าสุด คือการศึกษาดังกล่าวจัดขึ้นในระดับนานาชาติ เมื่อปี 2552 โดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ซึ่งมีการจัดทำรายงาน SEA แม่น้ำโขง โดยใช้เวลาศึกษา 16 เดือน ด้วยจุดประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือประกอบและแก้ไขข้อกังวลต่างๆ ก่อนดำเนินโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขง 

ด้านภาคประชาชนอย่าง “สภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)” ซึ่งประกอบด้วยตัวแทน 7 จังหวัดที่มีวิถีชีวิตริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมเวทีระดมความเห็นนี้ทั้ง 3 วัน และยืนยันว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขงต่อเนื่องในวิธีการต่างๆ ล่าสุด 11 มี.ค. 2564 เครือข่ายฯ ได้เดินทางไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือให้หน่วยงานรัฐนำ 7 ข้อเรียกร้องที่กลุ่มเสนอเป็นแนวทางแก้วิกฤตโขง เครือข่ายฯ เผยว่าจะติดตามผลยื่นหนังสืออย่างใกล้ชิดต่อไป