ยื่นรัฐบาล “ระงับลงทุนในเมียนมา” เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม

เครือข่ายภาคประชาสังคมไทย ยื่นรัฐบาล 6 หน่วยงานการลงทุน และ กสม. เรียกร้อง 5 ข้อ “ระงับการลงทุนในเมียนมา” ด้วยเหตุผล เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เผยหลายหน่วยงานในเมียนมาก็เรียกร้องให้ระงับฯ เช่นกัน วอนช่วยกันจับตา กลุ่มทุนไทยบางกลุ่มจะฉวยโอกาส ดันโครงการ “เสี่ยงสิ่งแวดล้อม” ในเมียนมา 

ภาพ : ETOs Watch Coalition

ยื่นรัฐบาล 6 หน่วยงานการลงทุน และกสม.

วันนี้ (27 มีนาคม 2564) เครือข่ายภาคประชาสังคมไทย โดยคณะทำงานติดตามการความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลไทย รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระงับการลงทุนและการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ต่อธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมา

“เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมา และเพื่อสร้างมาตรฐานและจุดยืนด้านการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจของไทยและเป็นการแสดงออกอย่างจริงใจของรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศเมียนมา” จดหมายระบุ

จดหมายดังกล่าวได้ส่งถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กระทรวงการต่างประเทศ) และอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (กระทรวงยุติธรรม)

“เราในฐานะภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในการลงทุนของทั้งบริษัทเอกชนของไทย รัฐวิสาหกิจและความช่วยเหลือระหว่างรัฐบาลของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เรามีความกังวลใจอย่างมากต่อการเหตุการณ์รัฐประหารของกองทัพเมียนมา คณะรัฐประหารเมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 

การยึดอำนาจครั้งนี้ได้นำมาสู่การจับกุม คุมขังนักการเมือง นักกิจกรรมทางการเมือง สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม นักศึกษา ประชาชนชน ที่ออกมาแสดงอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement: CDM) ทั่วประเทศ และมีผู้เสียชีวิตทั้งเด็ก เยาวชนและประชาชนจำนวนมาก ดังที่ปรากฏรายงานตามสำนักข่าวต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสากลอย่างร้ายแรง 

ตามรายงาน ณ วันที่ 25 มีนาคม 2564 ขององค์กรให้ความช่วยเหลือนักโทษการเมืองในเมียนมา (Assistance Association for Political Prisoners: AAPP) ระบุว่า ขณะนี้มีผู้ที่ถูกจับกุมสะสม นับแต่มีการรัฐประหารรวมแล้วกว่า 2,981 ราย มีจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 320 ราย และมีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น

สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ทำให้หลายประเทศทั่วโลก ได้ ออกแถลงการณ์ประณามและร่วมกันคว่ำบาตรทางการค้า การลงทุน และห้ามนักธุรกิจของประเทศตนทำการค้าที่เกี่ยวเนื่องกับกองทัพเมียนมา   

ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของเมียนมายาวนาน ข้อมูลรายงานสถิติด้านการลงทุนของหน่วยงานที่ดูแลการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนของเมียนมา (Directorate of Investment and Company Administration: DICA) ระบุ ณ เดือนมกราคม 2564 ว่าไทยอยู่ในอันดับ 6 ของการลงทุนจากต่างประเทศในเมียนมาตามกฎหมายการลงทุนของเมียนมา  (Myanmar Investment Law) และอยู่ในอันดับ 3 จากการลงทุนตามกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone Law) ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจของเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ   

แม้จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหารกลับมีข่าวว่ารัฐบาลไทยและบริษัทของไทยบางกลุ่ม มีความพยายามผลักดันโครงการบางโครงการต่อไป อย่างไม่คำนึงสถานการณ์การเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่ไม่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของประชาชนชาวเมียนมาที่ต้องการให้ธุรกิจต่างชาติหลีกเลี่ยงการลงทุนร่วมกับกองทัพในเวลาเช่นนี้ 

อีกทั้งอาจขัดต่อหลักการชี้แห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principle on Business and Human Rights: UNGP) ที่ทางประเทศไทยได้ประกาศและมีมติคณะรัฐมนตรีรับรอง จนนำหลักการมาปรับใช้และนำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ซึ่งประกาศใช้เมื่อปลายปี พ.ศ.2562“ ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร ผู้ประสานงาน ETOs Watch Coalition กล่าว

ภาพ : ETOs Watch Coalition

5 ข้อเรียกร้อง

ธีระชัยเปิดเผยถึงรายละเอียด 5 ข้อเรียกร้องของเครือข่าย ว่ามีดังนี้

  1. ขอเรียกร้องให้ทางรัฐบาลไทย ในฐานะตัวแทนประชาชนไทยประกาศระงับการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และการลงทุนระหว่างรัฐในประเทศเมียนมา จนกว่าเหตุการณ์จะสงบและมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและถูกต้องชอบธรรมตามครรลองประชาธิปไตย 
  2. ขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (กลต.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะกลไกกำกับดูแลด้านการธนาคารและการลงทุน กำกับการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินและกลุ่มบริษัทต่าง ๆที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงบริษัทที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติตามนโยบายการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ดังที่สองหน่วยงานได้ประกาศนำหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGP on BHR) เป็นแนวทางปฏิบัติขององค์กร โดยเฉพาะกรณีสถาบันการเงินของไทยที่ได้มีการลงนามร่วมในการนำ “แนวทางด้านการให้สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน” (Responsible Lending Guideline)โดยสมาคมธนาคารไทยและธนาคารพานิชย์ 15 แห่ง เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562 เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปล่อยเงินกู้และการลงทุนของกลุ่มบริษัทไทยเข้าไปมีส่วนร่วมกับกองทัพในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนเมียนมาในขณะนี้  
  3. ขอเรียกร้องให้สำนักงานความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) และกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พิจารณาระงับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการในโครงการต่าง ๆ ออกไป โดยเฉพาะโครงการเงินกู้เพื่อความช่วยเหลือในการสร้างถนนเชื่อมต่อ 2 ช่องทางจากชายแดนไทย – เมียนมา ที่ด่านพุน้ำร้อน จ. กาญจนบุรีถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จำนวน 4500 ล้านบาทที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ 
  4. ขอเรียกร้องให้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนในไทยได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มีประกาศอย่างเป็นทางการ เพื่อกำกับบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจให้ปฏิบัติตามหลักการของสหประชาชาติและข้อเสนอในแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2562 – 2565) รวมถึงบทบาทการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ของไทยที่อาจส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง  
  5. ขอให้รัฐบาลไทยประกาศจุดยืนเคียงข้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตลอดจนไม่ให้การรับรองคณะรัฐประหารกองทัพเมียนมาเป็นรัฐบาล  

“สำนักข่าวเดอะการ์เดียนรายงานวันนี้ว่า พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้นำการรัฐประหารของกองทัพเมียนมา เป็นประธานในพิธีสวนสนามเนื่องในวันกองทัพพม่า โดยแสดงถึงความแข็งแกร่งของทหารและกองทัพ และมีตัวแทนของกองทัพรัสเซียมาร่วมในพิธีดังกล่าวเพียงประเทศเดียว 

ท่ามกลางการปราบปรามผู้ชุมนุต่อต้านรัฐประหารทั่วประเทศ ทำให้ยอดผู้เสียสูงถึง 331 ศพแล้ว ขณะที่สื่อทีวีช่อง MRT ของรัฐออกอากาศกล่าวเตือนประชาชนว่า เสี่ยงที่อาจจะถูกยิงหัว และควรเรียนรู้โศกนาฎกรรมก่อนหน้านี้ และเสี่ยงที่อาจจะถูกยิงที่หัวได้ในวันนี้” ผู้แทนเครือข่ายฯ เปิดเผยเพิ่มเติม

(ดูจดหมายฉบับเต็ม)

“ช่วยเรา ด้วยการระงับการลงทุน” เสียงจากในเมียนมา

“คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งสหภาพ (CRPH) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวเมียนมา ได้ส่งหนังสือไปยังกลุ่มธุรกิจหรือรัฐวิสาหกิจจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศโดยเฉพาะในกิจการการลงทุนด้านการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เรียกร้องให้ระงับกิจการการลงทุนชั่วคราว 

เนื่องจากรายได้จากการประกอบธุรกิจนี้เป็นเงินที่ป้อนเข้าสู่กระเป๋าของกองทัพเมียนมาโดยตรง โดยหนังสือนี้มีข้อเรียกร้องที่อ้างไปถึงบริษัท ปตท. สผ. ของประเทศไทยด้วย ซึ่งได้เข้าร่วมลงทุนในโครงการท่อก๊าซยาดานา เยตากุน และเป็นผู้ดำเนินโครงการซอติก้า ที่ก๊าซที่ได้ส่วนใหญ่ส่งมาที่ไทย ซึ่งโครงการเหล่านี้มีวิสาหกิจของกองทัพร่วมอยู่ด้วย

การดำเนินการของบริษัทในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนี้ อาจส่งผลให้ทางคณะรัฐประหารซึ่งนำโดยกองทัพเมียนมาสร้างความมั่งคั่งจากรายได้ในส่วนนี้ไปสร้างความรุนแรงต่อชาวเมียนมาผู้ออกมาปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชน 

เพื่อไม่ให้เป็นการส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทางบริษัทฯ ควรพิจารณาระงับการลงทุนออกไป เพราะการดำเนินธุรกิจนี้ต่อไปอาจขัดต่อหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGP) ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 1 (2562 – 2565) เข้าปีที่ 3 แล้ว 

โดยภายในแผนดังกล่าว มีการระบุประเด็นเร่งด่วน 4 ประเด็น ได้แก่ 1. แรงงาน 2. ที่ดิน ทรัพยากร และสิทธิชุมชน 3. นักปกป้องสิทธิมนุษย์ชน และ 4. การลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ” ETO Watch Coalition กล่าวผ่านโพสต์เพจเครือข่ายฯ พร้อมเอกสารสนับสนุนจำนวนหนึ่ง ระบุการเรียกร้องดังกล่าวจากในประเทศเมียนมา ส่งถึงบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงในเมียนมาขณะนี้ รวมถึง Total SE Posco และ PTT Exploratioin and Production Plc

จับตาบางกลุ่มทุนไทย ฉวยดันโครงการ “เสี่ยงสิ่งแวดล้อม” ในพม่า 

มนตรี จันทรวงค์ อีกหนึ่งตัวแทนเครือข่ายฯ ให้สัมภาษณ์กับ GreenNews เมื่อ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา เปิดเผยถึงความน่าเป็นห่วงของความเป็นไปได้ในระดับที่สูง ที่นักลงทุนไทยบางกลุ่มจะ “ฉวยโอกาส” ผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ยังมีคำถามและความไม่ชัดเจนเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในประเทศเมียนมา

“มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก หลายโครงการที่เป็นการลงทุนของไทย ที่เหมือนกับว่า ยังค้างคาอยู่ จะเริ่มก็เริ่มไม่ได้ จะหยุดก็หยุดไม่ได้ อย่างโครงการเศรษกิจพิเศษทวายที่ถูกยกเลิกสัมปทานไปเมื่อต้นปี 

พอเกิดรัฐประหารในเมียนมา สิ่งที่ทางเจ้าของโครงการก็แสดงท่าทีชัดเจนก็คือว่า เขาต้องการให้รัฐบาลไทยเปิดการเจรจากับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาโดยตรง เพื่อที่จะต่อตัวสัมปทานของเขาต่อไปในเมียนมา อันนี้มีข่าวลงในสื่อมวลชนทั่วไปนะครับ ว่าบริษัทหลังจากที่มีการรัฐประหาร 1 ก.พ. วันที่ 3-4 ก.พ. ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวว่าทางบริษัท ทางรัฐบาลไทยกำลังจะจะติดต่อเปิดเจรจากับทางเมียนมาว่าจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะว่าทางเมียนมาเองเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นการฉวยโอกาส ในช่วงที่ประเทศเขายังไม่สงบ และก็มีปัญหาในเรื่องการเมืองมากในขณะนี้ แล้วฉวยโอกาสที่จะมาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่

มันไม่ใช่เพียงรู้สึกว่า บริษัทฉวยโอกาสเท่านั้นนะครับ แต่มันเป็นความรู้สึกที่ลบมากขึ้นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ฉวยโอกาส โดยที่ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนภายในประเทศของเขา” 

(ดูคลิปสัมภาษณ์ฉบับเต็ม)