สรุปเวที SEA ลุ่มโขงสกลนคร “ท่วม-แล้งซ้ำซาก-ถกเขื่อนแม่น้ำสงคราม”

“ท่วม-แล้งซ้ำซาก เราจัดการได้น้อยมาก” รองผู้ว่าฯ สกลนครยอมรับ ประเด็น “(เขื่อน)แม่น้ำสงคราม” เป็นหนึ่งประเด็นศูนย์กลางการพูดคุย-ถก แต่คนในพื้นที่มาร่วมน้อย ด้านเครือข่ายเสนอ “ต้องตัดสินใจด้วยข้อมูล” 

เวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนสำหรับจัดทำร่างแผนแม่บทจัดการลุ่มน้ำโขง (20 ปี) เวทีที่ 2 ที่สกลนคร วานนี้ (25 มี.ค.2564) มีผู้เข้าร่วมเป็นประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ราว 90 คน จากพื้นที่ 5 จังหวัด (สกลนคร นครพนม อุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ) ออกแบบให้มีการจัดกลุ่มผู้เข้าร่วมออกเป็น 3 กลุ่ม คือตัวแทนจาก 3 ลุ่มน้ำ คือลุ่มน้ำโขง-แม่น้ำสงคราม-ห้วยน้ำอูนและน้ำพุง

เช่นเดียวกับเวทีแรกที่อุดรธานี เวทีฯ นี้เริ่มต้นด้วยการผู้จัดการโครงการนำเสนอสภาพทั่วไปการใช้น้ำในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอีสานและวัตถุประสงค์-แนวทางทำรายงาน SEA ในช่วงแรก ตามด้วยช่วงการแลกเปลี่ยนกลุ่มย่อยในช่วงที่ 2 (เวลา 10.30 – 12.00 น และ 13.00 – 15.00 น) ณ ห้องประชุมโรงแรมสกลแกรนด์พาเลซ อ.เมือง จ.สกลนคร

“ท่วม-แล้งซ้ำซาก เราจัดการได้น้อยมาก” รองผู้ว่ายอมรับ

“แต่ละลำน้ำมีลักษณะกายภาพที่แตกต่างกันแยะมาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็แตกต่างกัน สิ่งที่คล้ายกันคือภาวะท่วมซ้ำซาก แล้งซ้ำซาก คือเวลาจะมาก็มาเยอะมาก เวลาหายไปก็หายไปเยอะมาก แล้งจนน่าใจหาย ซึ่งเราจัดการได้น้อยมาก” พูนศักดิ์ วาณิชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ประธานเวทีกล่าวระหว่างเปิดงาน

“(เวทีนี้) เป็นโอกาสดีที่เราจะได้รับฟังข้อมูล ทำความเข้าใจเพิ่มเติม ดูภาพรวมเกี่ยวกับหลายลุ่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำโขง แม่น้ำสงคราม ต่าง ๆ ในหลายมิติ บางมิติผมเองก็เพิ่งรับรู้อย่างเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจแพปลาแม่น้ำสงครามที่เพิ่งไปลงพื้นที่วันก่อน ถึงเข้าใจว่ามันเยอะมาก ล้อเล่นไม่ได้ มันเกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของคน ทรัพยากรสัตว์น้ำเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คำถามสำคัญคือเราจะใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้อย่างไร จะรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ระยะยาวในอนาคตได้อย่างไร” รองผู้ว่าฯ กล่าว

“แม่น้ำสงคราม” ศูนย์กลางการพูดคุย-ถก แต่คนพื้นที่มาร่วมน้อย

วงระดมความเห็นแบ่งออกเป็น 3 วงย่อย ได้แก่ หน่วยงานราชการ ห้วยน้ำอูนและน้ำพุง และแม่น้ำสงครามบน-ล่าง เดิมกำหนดจะแยกวงพูดคุยแม่น้ำสงครามออกเป็นตอนบนกับตอนล่าง เนื่องจากแม่น้ำสงครามเป็นลำน้ำที่มีความยาวและสภาพพื้นฐานของแม่น้ำและปัญหาของแม่น้ำช่วงบนและช่วงล่างมีลักษณะต่างกัน แต่เนื่องจากผู้แทนจากพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามที่เข้าร่วมเวทีมีจำนวนน้อย ผู้จัดจึงไตัดสินใจยุบให้มารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน

“พื้นที่แม่น้ำสงครามพื้นที่ยาวกว่า 90 กิโลเมตร แต่คนที่เข้าร่วมอยู่พื้นที่ยังไม่ครอบคลุม อย่างอ.บ้านแพ  อ.ท่าอุเทน อ.นาธง ไม่มีตัวแทนมา แล้ว 4-5 ตำบล อำเภอของจังหวัดนครพนม ก็มีแค่ตำบลเดียว คือเขาเชิญชาวบ้านมา แต่ว่าเป็นแค่บางกลุ่ม เท่าที่ผมสังเกตความเดือดร้อนของพี่น้องที่นำเสนอในวงมันยังไม่ครอบคลุม” อำนาจ ไตรจักร์ ประธานเครือข่ายประชาชน 7 จังหวัดโขงอีสานประจำนครพนม ตั้งข้อสังเกตุ

เขื่อนบนแม่น้ำสงคราม คือหนึ่งประเด็นที่มีการหยิบยกมาถกเถียงแลกเปลี่ยน 

“เมื่อวานมีข้อมูลจากพี่น้องแม่น้ำสงครามตอนบนนำเสนอว่าอยากให้ทำเขื่อนกั้นแม่น้ำสงคราม พอมีเขื่อนแล้วระดับน้ำสูงขึ้น ช่วยเขาปลูกผักผลไม้ แต่ความต้องการของคนต้นแม่น้ำกับปลายแม่น้ำแตกต่างกัน ผมเชื่อว่าการเกษตรมีทางเลือกอื่น ทำฝายน้ำล้นแทนเพื่อเก็บน้ำไว้การเกษตรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อน เราเห็นผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรีแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าน้ำแห้ง ระบบนิเวศเปลี่ยนไป” อำนาจ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนชาวบ้าน อ.ธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นบริเวณปากแม่น้ำสงครามช่วงล่าง ก่อนไหลลงแม่น้ำโขง กล่าว

“บ้านเราและตำบลข้างเคียงมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ เพราะฉะนั้นหากมีเขื่อนจะทำให้น้ำท่วมพื้นที่เกษตรและป่าบุ่งป่าทามอันเป็นระบบนิเวศที่อนุบาลปลาโขง

คนปลายน้ำไม่เอาเขื่อนเพราะจะได้รับผลกระทบ ปัจจุบันตอนต้นแม่น้ำสงครามมีเขื่อนแล้ว (โคกพิสัย อุดรธานี) ระบบนิเวศที่นั้นก็เปลี่ยนไป น้ำเหนือเขื่อนสูงกว่าใต้ประตู ปลาว่ายข้ามไม่ได้ ทุกวันนี้ปลาแม่น้ำสงครามก็ไม่ได้ไปถึงต้นน้ำแล้ว

ปัจจุบัน มีเสียงคัดค้านเขื่อนแม่น้ำสงครามตอนล่าง ซี่งมีแผนจะสร้างที่ต.ไซยบุรี อ.ท่าอุเทน ปากแม่น้ำสงครามไหลลงแม่น้ำโขง เมื่อปี 2563 พื้นที่ดังกล่าวเพิ่งได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลก “แรมซาร์ไซต์” 

ได้ยินว่าแม่น้ำสงครามตอนกลางกำลังเตรียมการสร้าง ใกล้บ้านดอนแดง ต.ท่าก้อน อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร โครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสงครามนี้ กรมชลประทานมีแผนมานานแล้วกว่า 20 ปี พื้นที่มีพร้อมแล้ว แต่เราไม่ต้องการ” วิมลจันทร์ ติยะบุตร ชาวบ้านจาก ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม กล่าว

“ต้องตัดสินใจด้วยข้อมูล” เครือข่ายฯ เสนอ

ประธานเครือข่ายฯ จ.นครพนม กล่าวย้ำว่า การจะตัดสินใจจัดการอย่างไรในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงนั้น ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ

“ผมเคยร้องเย้ว ๆ ค้านเขื่อน ไปขึ้นศาล ไปร้องเรียนสถานทูตจีน แต่สุดท้ายจีนก็สร้างเขื่อนจนเสร็จ เขาไม่ได้ฟังเรา ศาลปกครองไม่รับคดีเราบอกว่าไม่มีข้อมูล ชาวบ้านเลยทำข้อมูลเอง ศึกษาการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เป็นงานวิจัยไทบ้าน ทุกวันนี้เราสู้กันด้วยข้อมูล ก่อนจะทำโครงการอะไรในแม่น้ำโขง อยากให้ลงมาในพื้นที่ คุยกับคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ” อำนาจอธิบาย

“กลุ่มเรา 30 กว่าชีวิตสะท้อนปัญหาออกมาเยอะมาก แม้จะเป็นเวทีแรก เรากันเรื่องว่าวางยุทธศาสตร์เรื่องน้ำมากว่า 40  ปี ใช้งบมหาศาล ทำไมถึงแก้ปัญหาไม่ได้ เรามาถูกทางรึเปล่า หลายคนทราบผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ข้อมูลเรื่องฐานทรัพยากรที่เกิดขึ้นยังไม่ทราบมาก .. การอ่านระบบนิเวศให้ออกอย่างแท้จริงนั้นสำคัญ เช่น คำว่า “น้ำท่วม” หมายถึงอะไร นิยามของภาครัฐกับชาวบ้านต่างกัน มันหมายถึงปริมาณน้ำท่วมเหนือเขื่อนหรือว่าเป็นการท่วมตามธรรมชาติ” นิพล มูลเมืองแสน ชาวสกลนคร ตัวแทนจากวงห้วยน้ำอูน-น้ำพุง กล่าว

เวทีต่อไป มุกดาหาร

เวทีสกลนคร เป็นเวทีที่ 2 ใน 3 เวทีชุดแรก ที่จะจัดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคอีสาน คือ อุดรธานี สกลนคร และมุกดาหาร ระหว่างวันที่ 24 – 26 มี.ค.2564 ตามลำดับ เพื่อฟังเสียงคนจากระดับพื้นที่ ทั้งประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการจ้ดทำร่างร่างรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) และแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ดำเนินการโดย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งรายงาน SEA กำหนดเสร็จภายในเดือนสิงหาคม และแผนหลักการและแม่บทเพื่อเสนอแนะแนวทางจัดการน้ำแก่หน่วยงานรัฐต่างๆ จะเสร็จภายในเดือนมกราคม

นับเป็นครั้งแรกของประเทศ ที่มีการศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ของพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย 

การจัดทำแผนลักษณะนี้ครั้งล่าสุด คือการศึกษาดังกล่าวจัดขึ้นในระดับนานาชาติ เมื่อปี 2552 โดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ซึ่งมีการจัดทำรายงาน SEA แม่น้ำโขง โดยใช้เวลาศึกษา 16 เดือน ด้วยจุดประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือประกอบและแก้ไขข้อกังวลต่างๆ ก่อนดำเนินโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขง 

สิ่งที่น่าจับตาคือ การประกาศว่าจะเป็นการจัดทำแผนใน “มิติใหม่” ที่จะฟังเสียงจากพื้นที่มากขึ้น เริ่มจากการพยายาม “ฟังมากกว่าพูด” ของสามเวทีแรกนี้ของคณะผู้จัดทำร่าง คำถามสำคัญคือ “จะฟังได้มากเพียงไร” และ “ฟังแล้วเอาไปใช้ (ร่างแผน) อย่างไร” 

อีกประเด็นที่น่าจับตา คือแผนทั้งสามที่ออกมาเป็นรูปธรรมจากโครงการฯ นี้ของ สทนช. ซึ่งจะเป็น “พิมพ์เขียว” การจัดการน้ำในลุ่มน้ำโขงทั้ง 10 จังหวัดใน 20 ปีจากนี้ จะมีทิศทางการจัดการอย่างไร กับ “สถานการณ์โขงผันผวน” ที่กำลังวิกฤตรุนแรงขึ้นตามลำดับขณะนี้ และจะตอบรับอย่างไรกับข้อเรียกร้องของเครือข่ายคนริมโขง 7 ข้อหลักที่เพิ่งนำเสนอกับรัฐบาลไป